
ประชาไม่นิยม รัฐบาลกลุ้มตกกระป๋อง
ราคาสินค้าแพงทั้งแผ่นดิน ทำเอาคะแนนนิยมของรัฐบาลปู ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกของเมืองไทย หล่นหายไปไม่ใช่น้อย
โดย...เกียรติศักดิ์ ผิวเกลี้ยง
ราคาสินค้าแพงทั้งแผ่นดิน ทำเอาคะแนนนิยมของรัฐบาลปู ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกของเมืองไทย หล่นหายไปไม่ใช่น้อย
ยิ่งมีวาทกรรมจากปากนายกฯ ว่า ของแพงเพราะคนคิดไปเอง ยิ่งทำให้ดีกรีความไม่พอใจรัฐบาลแก้ของแพงไม่อยู่ไม่เอาไหน ยิ่งรุนแรงมากขึ้น
ขณะเดียวกันพิษของแพงยังพ่นใส่นโยบายประชานิยมกล่องดวงใจของรัฐบาล สุกๆ ดิบๆ ไม่แรงเกินร้อยอย่างที่รัฐบาลวาดหวังไว้ด้วย
ซ้ำร้ายหลายนโยบายเป็นบูเมอแรงซ้ำเติมปัญหาว่าประชาไม่นิยมให้รัฐบาลแก้ไม่ตกอยู่ทุกวันนี้
นโยบายประชานิยม ที่กระชากใจแฟนคลับมากที่สุด ต้องหนีไม่พ้นการยกเลิกเก็บเงินกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงของรัฐบาล ที่ทำให้ราคาน้ำมันถูกไปลิตรละ 7-8 บาท ซึ่งรัฐบาลทำจริง แต่ทำเป็นน้ำจิ้มเพียงไม่กี่เดือน และก็กลับมาเก็บทำให้ราคาน้ำมันแพงเหมือนเดิม จนผู้คนที่หลงใหลกลับลืมไปว่ารัฐบาลนี้จะทำให้น้ำมันลดลงมา
นโยบายลดรายจ่ายใช้น้ำมันถูก จึงเป็นสัญญาลมๆ แล้งๆ ของนักเลือกตั้งเอาแต่ได้ ถึงวันนี้ราคาน้ำมันมีแต่แพงขึ้น เวลาลดราคาก็ทำน้อยกว่าตอนขึ้นราคาเกือบครึ่ง ทำให้โดยรวมราคาน้ำมันแพงกว่าตอนที่รัฐบาลจะยกเลิกเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมันฯ เสียอีก
นอกจากนี้ ยังมีโครงการประชานิยมอีกหลายรายการที่ติดหล่ม
ส่วนหนึ่งก็มาจากการบริหารน้ำท่วมที่ผิดพลาดของรัฐบาล ทำให้เกิดความเสียหายวงกว้างกับทรัพย์สิน พืชผลทางการเกษตร และภาคอุตสาหกรรม
โครงการรับจำนำข้าวทำได้ไม่ถึงครึ่ง เพราะข้าวจมน้ำเสียหายยับ
แต่แม้ว่ายอดจำนำจะไม่เข้าเป้า แต่โครงการรับจำนำก็เต็มไปด้วยเรื่องความไม่ชอบมาพากล เช่น โรงสีสวมสิทธินำข้าวนอกมาจำนำ ทำให้เกิดความเสียหาย โดยธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ประเมินว่าจะเกิดความเสียหายจากโครงการรับจำนำ 2 หมื่นล้านบาท
ตามมาด้วยโครงการรถคันแรก ที่ยังติดขัดจากพิษน้ำท่วม ผู้ประกอบการรถยนต์ได้รับความเสียหายขนาดหนักต้องหยุดการผลิตไปหลายเดือน ทำให้มีปัญหาการส่งมอบรถ ทำให้โครงการรถคันแรกที่จะสิ้นสุด 31 ธ.ค. 2555 เพิ่งมีรถมาขอเงินภาษีคืนเพียง 4 หมื่นคัน จากเป้าที่ตั้งไว้ 5 แสนคัน เป็นเงินที่ต้องคืน 3 หมื่นล้านบาท
ผลที่ตามมาคือ รัฐบาลต้องหาช่องทางขยายโครงการรถคันแรกออกไป เพื่อทำคะแนนนิยมให้ได้ตามยอดที่ตั้งไว้
เพียงแต่ยังสรุปรายละเอียดไม่ได้ว่าจะขยายแบบไหน ให้โครงการไม่เกยตื้น ต้องทำไปแก้ไปอีก
เช่นเดียวกับโครงการบ้านหลังแรก ให้สิทธิกับผู้ที่ซื้อบ้านหลังแรกในราคาไม่เกิน 5 ล้านบาท ให้นำ 10% ของราคาบ้านมาเป็นรายจ่ายหักลดหย่อนภาษีได้ 5 ปี นอกจากนี้ เงื่อนไขยังล็อกไว้ว่าต้องเป็นการซื้อบ้าน คอนโดมิเนียม ห้องแถว กับผู้ประกอบการจัดสรรที่ไม่เคยมีการโอนมาก่อนเท่านั้น ทำให้บ้านเก่า บ้านสร้างเอง ไม่ได้สิทธิจากมาตรการนี้
มาตรการนี้มีผลตั้งแต่วันที่ 21 ก.ย.-31 ธ.ค. 2555 แต่จนถึงวันนี้มีผู้มาใช้สิทธิไม่กี่พันราย
ส่วนหนึ่งมาจากน้ำท่วม ทำให้มีการชะลอซื้อบ้านต้องการตรวจสอบพื้นที่ให้แน่ใจว่าบ้านที่ซื้อน้ำจะท่วมหรือไม่
อีกส่วนหนึ่งมาจากรายจ่ายที่เพิ่มขึ้น ทำให้ผู้คนตัดสินใจซื้อบ้านลำบากมากขึ้น
ที่สำคัญมาตรการภาษีบ้านที่ออกมา ต้องเป็นคนรายได้สูงถึงได้ประโยชน์ คนเงินเดือนหลักหมื่นบาทพูดได้เลยว่าไม่ได้รับสิทธิ
เพราะลำพังหักลดหย่อนภาษีตามปกติ ก็ไม่ต้องเสียภาษีอยู่แล้ว ทำให้มาตรการบ้านหลังแรกกลายเป็นนโยบายผิดฝาผิดตัวจนแก้กันไม่ตก
ขณะที่สินเชื่อบ้านหลังแรกดอกเบี้ย 0% เป็นเวลา 3 ปี ก็ล้มเหลวไม่เป็นท่า เพราะไปล็อกว่าห้ามกู้ซื้อบ้านเกิน 1 ล้านบาท ซึ่งในความเป็นจริงบ้านในเมืองราคาไม่เกิน 1 ล้านบาท หาซื้อแทบจะไม่ได้ ทำให้กระทรวงการคลังต้องดิ้นหาช่องทางในการขยายราคาบ้านขึ้นมาเป็น 2-3 ล้านบาทในไม่ช้านี้
นโยบายประชานิยมค่าจ้าง 300 บาทต่อวัน และเงินเดือนปริญญาตรี 1.5 หมื่นบาทต่อเดือน เป็นอีกหนึ่งนโยบายของรัฐบาล ที่สัญญาเกินตัว
เริ่มตั้งแต่นโยบายค่าจ้าง 300 บาทต่อวัน ถึงวันนี้ทำได้แค่ 7 จังหวัด ที่เหลือยังต้องรอไปก่อน แต่ผลกระทบของนโยบายนี้ เป็นแรงผลักดันสำคัญอันหนึ่งที่ทำให้ราคาสินค้าแพงทั่วไทยทุกวันนี้
ขณะที่เงินเดือนปริญญาตรี 1.5 หมื่นบาท ในส่วนของภาคเอกชนทำไม่ได้ รัฐบาลไม่มีอำนาจไปบังคับ แต่ตอนหาเสียงรัฐบาลไม่ได้บอก แต่พูดให้ทุกคนเข้าใจมีความหวังว่าจบปริญญาตรีทุกคนได้หนึ่งหมื่นห้าพันบาทขาดตัว
ด้านการปฏิบัตินั้น การขึ้นเงินเดือนข้าราชการ 1.5 หมื่นบาท ก็ล้มลุกคลุกคลาน จากเดิมที่จะมีผลตั้งแต่ต้นปีนี้ ต้องเลื่อนไปเป็นต้นปี 2557 ช่วง 2 ปีนี้ ก็รับเป็นเงินค่าครองชีพสมทบให้เต็มหมื่นห้าพันบาทไปก่อน เป็นการแก้ต่างของรัฐบาลว่า ไม่ผิดสัญญา แต่ยังให้ไม่ตรงกับที่ตีฆ้องร้องป่าวเอาไว้
เหตุผลสำคัญที่รัฐบาลต้องเลื่อนการขึ้นเงินเดือนข้าราชการออกไปก่อน เพราะรายได้ถังแตก เพราะน้ำท่วมต้องใช้เงินงบประมาณฟื้นฟูเป็นแสนล้านบาท ไม่รวมกับออก พ.ร.ก.กู้เงินอีก 3-4 แสนล้านบาท จำนำข้าวใช้เงินกู้อีก 2-3 แสนล้านบาท โครงการรถคันแรกต้องใช้เงินอีก 3 หมื่นล้านบาท
ภาพทั้งหมดที่ฉายออกมา จะเห็นว่ารัฐบาลมีแต่รายจ่าย ที่ใช้กันอย่างมือเติบ ไม่จำเป็น
แต่ด้านรายได้ก็ไม่มีแผนหาเพิ่ม การขึ้นภาษีถูกเบรกหมด เพราะกระทบนายทุน ซึ่งสุดท้ายก็จะถูกผลักภาระให้ผู้บริโภคทั้งหมด ทำให้สินค้าแพงทั้งแผ่นดินรุนแรงมากขึ้นไปอีก
โครงการพักหนี้ เป็นอีกโครงการที่แสดงให้เห็นว่า ประชานิยมของรัฐบาลกำลังสิ้นมนต์ขลัง รัฐบาลเดินหน้าโครงการพักหนี้เสีย แต่มีผู้มาเข้าร่วมแค่ครึ่งของยอดที่ตั้งไว้ ทำให้รัฐบาลหน้าแตกหมอไม่รับเย็บ
แต่รัฐบาลไม่ยอมเสียหน้า ออกโครงการพักหนี้ภาค 2 เป็นการพักหนี้ดี โคลนนิงการพักหนี้ปี 2554 ของรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร โดยลดดอกเบี้ยให้ลูกหนี้ดีไม่เกิน 5 แสนบาททุกรายถึง 3% เป็นเวลา 3 ปี ใครจะพักไม่พักได้หมด เรียกง่ายๆ ว่า รัฐบาลอยากจะให้ มีอะไรหรือเปล่า
ผลของโครงการทำให้ธนาคารรัฐที่เข้าร่วมโครงการ 4.5 แสนล้านบาท โดยรายที่โดนหนักที่สุด คือ ธ.ก.ส. ซึ่งเมื่อไปรวมกับลูกหลงที่ต้องโดนเก็บค่าต๋งเงินฝากกลางปีนี้ ทำให้ ธ.ก.ส.ต้องลุ้นผลการดำเนินงานธนาคารอย่างใจหายใจคว่ำ
เพราะปีนี้ ปีหน้า อาจจะเผชิญกับการขาดทุนเป็นประวัติศาสตร์ในปีแรกก็เป็นไปได้
โครงการพักหนี้ดีจึงเป็นโครงการประชานิยมชิ้นโบแดงของรัฐบาล เข็นออกมาเรียกขวัญกำลังใจแฟนคลับรากหญ้าในช่วงเจอพิษราคาสินค้าแพง
แต่ในขณะเดียวกันรัฐบาลก็ต้องยอมรับว่า โครงการนี้เป็นผลงานชิ้นโบดำ ทำให้ธนาคารอ่อนแอ จนถึงขั้นพิการล้มตายในที่สุด
การที่รัฐบาลหวังแต่เสียงการเมืองอย่างเดียว โดยการโปรยโครงการประชานิยมอย่างเดียว เป็นอันตรายกับฐานะการเงินการคลังของประเทศอย่างยิ่ง เพราะตัวอย่างปัญหาเศรษฐกิจในยุโรปที่แก้ไม่ตก ก็เป็นรากเหง้ามาจากการใช้จ่ายเกินตัวเป็นสำคัญ
แต่การที่รัฐบาลไม่มอง ไม่ฟัง ไม่ตรอง โครงการประชานิยมทำแล้วกระสุนด้านจุดไม่ติดแค่ไหน แทนที่จะหยุดจะพอ กลับแต่จะหาทางแก้หาทางเติมให้แล้วให้อีกให้มากขึ้น เพื่อหวังแต่คะแนนเสียงทางการเมืองไม่ให้ตก ไม่ให้ลดลง
หากยังเดินหน้าเช่นนี้ต่อไป ก็ถือเป็นการกระชากลากเศรษฐกิจไทยลงไปสู่หายนะให้เร็วขึ้นเท่านั้นเอง
เชื่อไม่เชื่อ โปรดติดตาม







