
ถอดบทเรียน "มาเฟียคุก" ต้านเครือข่ายค้ายาในเรือนจำ
โดย...กันติพิชญ์ ใจบุญ
โดย...กันติพิชญ์ ใจบุญ
หลังการบุกค้นเรือนจำนครศรีธรรมราช นำไปสู่การกวาดล้างยึดโทรศัพท์มือถือถึง 150 เครื่อง ส่งผลทำให้เรือนจำอีกหลายแห่งทั่วประเทศ รวมถึงเหล่าขาใหญ่พ่อค้ายาเสพติดที่อยู่ในคุกถูกจับตามอง แต่กระนั้นการซื้อขายยานรกยังคงดำเนินการได้อยู่เรื่อยๆ
วันที่ 13 พ.ค.ที่ผ่านมา สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย จัดเสวนา เรื่อง “เปิดโปงมาเฟียคุก ค้ายานรก” เพื่อถอดบทเรียนไปใช้ป้องกันการซื้อขายยาเสพติดจากเรือนจำต่อไป
ณรงค์ รัตนานุกูล ที่ปรึกษางานป้องกันและปราบปรามยาเสพติด สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.) ให้ข้อมูลว่า การจับกุมตั้งแต่เดือน ก.ย. 2554 ถึงปัจจุบันมีถึง 50 ล้านเม็ด เกินครึ่งมาจากการสั่งการผ่านเรือนจำ
ขณะที่ตั้งแต่เดือน ม.ค.เม.ย.ที่ผ่านมา พบว่ามีเรือนจำที่มีเครือข่ายค้ายาเสพติดถึง 37 แห่ง ใช้โทรศัพท์มือถือสั่งการ 3,353 เครื่อง แต่ตำรวจและเจ้าหน้าที่ตามสืบจับกุมได้ 2,667 ราย ยึดทรัพย์ไป 1,038 ล้านบาท
“ในเรือนจำจะเป็นศูนย์รวมทั้งหมด พ่อค้าเจอพ่อค้า เจอคนเสพ วงจรดำเนินธุรกิจยาเสพติดจึงเกิดขึ้น รวมถึงนักโทษประเภทอื่นๆ เช่น นักโทษคดีฆ่าคนตายก็เข้ามาร่วมกลุ่มด้วย ใช้เครือ ข่ายของมาเฟียสั่งการข่มขู่ทำร้ายคนภายนอก หรือข่มขู่ผู้คุมเรือนจำได้เช่นกัน” ณรงค์ กล่าว
ขณะที่ พล.ต.ต.รณพงษ์ ทรายแก้ว ผบก.ภ.จว.นครศรีธรรมราช ว่า การซื้อขายยาเสพติดในเรือนจำของนักโทษที่เกิดขึ้น ต้องมีเจ้าหน้าที่เข้าไปเกี่ยวข้องด้วย เพราะลำพังเพียงนักโทษไม่สามารถดำเนินการเองได้ การนำโทรศัพท์มือถือเข้ามาจะด้วยการรับผลประโยชน์ หรือถูกข่มขู่ก็ตาม ส่งผลให้มีการติดต่อซื้อขายยาเสพติดกันได้
สอดรับกับคำพูดของ พ.ต.อ.สุชาติ วงศ์อนันต์ชัย อธิบดีกรมราชทัณฑ์ ที่ยอมรับว่าทั่วประเทศมีเรือนจำอยู่ 143 แห่ง แต่มีเพียงแค่ 7 แห่งเท่านั้น ที่ได้ชื่อว่าเป็นเรือนจำสีขาวหรือเรือนจำปลอดมาเฟีย โทรศัพท์มือถือและยาเสพติดอย่างชัดเจน โดยกรมราชทัณฑ์พยายามจะให้ทุกเรือนจำก้าวไปสู่การเป็นเรือนจำสีขาวให้ได้
“อย่างเจ้าหน้าที่หรือผู้คุม ทางกรมราชทัณฑ์พยายามปรับปรุงสวัสดิภาพให้สมน้ำสมเนื้อกว่าที่เป็นอยู่ อย่างน้อยก็ต้องให้เท่ากับตำรวจสายตรวจ คือวันละ 3,000 บาท จากที่ผู้คุมรับอยู่ 1,200 บาท/วันเท่านั้น เพราะถือเป็นเจ้าหน้าที่ที่มี ความเสี่ยงในการปฏิบัติงานเช่นกัน รวมทั้งการเสนอขออนุญาตให้สามารถพกปืนได้ในยามที่ออกเวร เพื่อป้องกันตนเองจากกลุ่มผู้มีอิทธิพล” พ.ต.อ.สุชาติ กล่าว
อย่างไรก็ตาม นอกจากประเด็นการเข้าไปข้องเกี่ยวข้องเจ้าหน้าที่แล้ว ยังมีเรื่องเทคโนโลยีซึ่งก้าวไกลไปมาก
พ.ต.อ.สุชาติ กล่าวว่า โทรศัพท์มือถือมีการพัฒนาให้ขนาดเล็กลงมาก ล่าสุดที่ตรวจค้นได้ที่เรือนจำบางขวางเป็นโทรศัพท์มือถือขนาดเท่ากับกุญแจรีโมตคอนโทรลรถยนต์เท่านั้น สามารถแอบสอดเข้ามาในทวารหนักได้ 45 เครื่อง
การป้องกันในทางเทคโนโลยีต้องใช้ระบบแจมเมอร์ หรือการตัดสัญญาณโทรศัพท์มือถือ อธิบดีกรมราชทัณฑ์ ระบุว่า เป็นสิ่งที่คิดกันมาประมาณ 3 ปีก่อน แต่ความล่าช้าของระบบราชการไทยทำให้เพิ่งจะมีการนำมาใช้ในปีนี้ และมีอยู่แห่งเดียว คือ ที่เรือนจำเขาบิน
ต้องจับตาดูว่าการตรวจค้น คุมเข้มเรือนจำต่างๆ ทั่วประเทศ รวมถึงมาตรการป้องกันการซื้อขายยาเสพติดผ่านเรือนจำ จะเข้มข้นมากกว่าเดิมหรือไม่







