posttoday
ขยายคลินิกทุกโรงพยาบาลขจัดหืดพ้นสังคมไทย

ขยายคลินิกทุกโรงพยาบาลขจัดหืดพ้นสังคมไทย

05 พฤษภาคม 2555

โดย...ธนก บังผล

โดย...ธนก บังผล

หลายสิบปีที่ผ่านมา ในประเทศไทย “โรคหืด” ถือเป็นโรคที่รักษาไม่หาย และทำให้คุณภาพชีวิตโดยรวมของคนไทยที่ป่วยเป็นโรคอยู่ในเกณฑ์ต่ำ

โรคหอบหืดต่างกับโรคอื่นๆ คนไข้บางคนเป็นน้อย บางคนเป็นมาก และบางคนรุนแรงถึงขั้นเสียชีวิต ส่วนใหญ่มาจากกรรมพันธุ์ ข้อมูลทางการแพทย์ ระบุว่า ภาวะที่กระตุ้นให้โรคหอบหืดกำเริบก็ต่างกันในคนไข้แต่ละราย ตัวอย่างของภาวะหรือสิ่งที่กระตุ้นให้โรคหอบหืดกำเริบ คือ การหายใจเอาสารที่แพ้เข้าไปในหลอดลม ภาวะติดเชื้อ โพรงจมูกอักเสบ กลิ่นน้ำหอม ยาฆ่าแมลง กลิ่นอับ กลิ่นท่อไอเสีย กลิ่นบุหรี่ ภาวะอากาศเปลี่ยน การออกกำลังกาย โรคทางเดินอาหารบางโรค ภาวะแพ้ยา สารสี สารเคมีต่างๆ และภาวะเครียด

คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ได้จัดรณรงค์ “วันหืดโลก ครั้งที่ 13” ขึ้นเมื่อวันที่ 1 พ.ค.ที่ผ่านมา จุดประสงค์คือการให้ความรู้กับประชาชนภายใน จ.ขอนแก่น และภูมิภาค เกี่ยวกับการปฏิบัติตัวที่ถูกต้องในการรักษาโรคหืด และให้บุคลากรระดับโรงพยาบาลส่งเสริมตำบล และอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) มีความรู้เกี่ยวกับการคัดกรอง การส่งต่อ และการดูแลช่วยเหลือผู้ป่วยโรคหืดเบื้องต้น

นพ.วัชรา บุญสวัสดิ์ หัวหน้าหน่วยระบบทางเดินหายใจ ประธานเครือข่ายคลินิกโรคหืด เปิดเผยว่า โรคหืดเป็นปัญหาทางด้านสาธารณสุขของประเทศทั่วโลก จากความพยายามศึกษาค้นคว้าวิจัยทางการแพทย์ ทำให้ปัจจุบันโรคหืดสามารถควบคุมได้ด้วยการรักษาที่ทันสมัย และวิทยาการก้าวหน้า ทำให้ผู้ป่วยมีการดำเนินชีวิตเช่นคนปกติได้

“มหาวิทยาลัยขอนแก่นเป็นศูนย์กลางทางวิชาการและความรู้ทางการแพทย์ของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ได้ตระหนักถึงปัญหาโรคหอบหืด จึงได้ร่วมมือกับสาธารณสุขจังหวัด เทศบาลนครขอนแก่น เครือข่ายคลินิกโรคหืด ชมรมผู้ป่วยโรคหืดภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และในปีนี้ ได้ร่วมกับสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) เขต 7 ขอนแก่น เพื่อให้บรรลุเป้าหมายที่จะทำให้ผู้ป่วยโรคหืด Admit near zero หรือการนอนโรงพยาบาลเพราะโรคหืดเข้าใกล้เลขศูนย์ ให้ผู้ป่วยเข้าถึงบริการได้อย่างมีประสิทธิภาพและลงสู่ชุมชน” นพ.วัชรา กล่าว

ขยายคลินิกทุกโรงพยาบาลขจัดหืดพ้นสังคมไทย

 

นพ.วัชรา กล่าวอีกว่า ผู้ป่วยโรคหืดน่าเห็นใจ เพราะไม่มีใครให้ความสำคัญ ที่ผ่านมามีผู้ป่วยทั่วประเทศประมาณ 3 ล้านคน ผู้ป่วยนอนโรงพยาบาลปีละ 1 แสนคน และเสียชีวิตปีละ 1,600 คน

“หมอผู้เชี่ยวชาญด้านโรคหืดในประเทศไทยมีเพียง 200300 คน เพราะฉะนั้นวันหืดโลกปีนี้ จึงพยายามให้ผู้ไม่เชี่ยวชาญสามารถรักษาหอบหืดได้ ในลักษณะนำความรู้ของเราไปเป็นแฟรนไชส์ ให้หมอ พยาบาล เภสัชกร เข้ามาเรียนวันเดียวแล้วได้มาตรฐานเท่าผู้เชี่ยวชาญ”

นพ.วัชรา ระบุว่า ผู้ป่วยโรคหืดต้องใช้เวลารักษาประมาณ 23 ปี คนไข้บางคนที่รักษาไปได้ระยะหนึ่งแล้วอาการน้อยลงก็ไม่มารักษา แต่อาการอักเสบยังอยู่ ซึ่งหากทิ้งไว้ไม่รักษาจะทำให้ผนังหลอดลมหนาขึ้น

“ในจำนวนผู้ป่วย 100 คน พบว่าทั่วประเทศได้รับการตรวจเพียง 21 คน อีกเกือบ 80 คนไม่เคยได้รับการตรวจเลย ถ้าไม่เคยตรวจเลยแล้วไปออกกำลังกายก็จะกลายเป็นการเร่งให้เกิดหอบหืด การรักษาคือให้ยาลดการอักเสบ โดยสเตียรอยด์จะลดการอักเสบของหลอดลมได้” ประธานเครือข่ายคลินิกโรคหืด กล่าว

ด้าน พญ.สุดารัตน์ ศิรประภานุรัตน์ หัวหน้าคลินิกโรคหอบหืด โรงพยาบาลโนนสะอาด จ.อุดรธานี เล่าว่า ชาวบ้านในชุมชนมีอาชีพทำไร่อ้อย มีการเผาไร่ สูดเขม่าควัน และชุมชนติดถนน ทำให้มีความเสี่ยงในการเป็นโรคหอบหืดสูง

“ปัญหาของการรักษาอย่างหนึ่งโรงพยาบาลชุมชน แพทย์จะหมุนเวียนกันเป็นเวลา 12 ปี พอหมอมาที ก็พบอีกว่าการเซตวันรักษาเดิมนั้นเป็นวันอังคารช่วงบ่าย ชุมชนอยู่ไกลต้องติดรถออกมาตั้งแต่เช้ากลับเที่ยง ทำให้คนไข้ขาดนัด แม้ว่าจะได้ยาสเตียรอยด์ เมื่ออาการดีขึ้นแต่พอขาดนัดก็ทำให้อาการกำเริบ ตั้งแต่หมอมาก็เลยต้องทำการเปลี่ยนวันรักษาเป็นวันจันทร์ที่ 4 ของเดือน” พญ.สุดารัตน์ กล่าว

ขณะที่สถิติของโรงพยาบาลโนนสะอาด ซึ่งเป็นโรงพยาบาลขนาดเล็ก 30 เตียง พญ.สุดารัตน์ เปิดเผยว่า ผู้ป่วยหอบที่ต้องเข้าห้องฉุกเฉินเยอะมาก คิดเป็น 2030%

“พอเปลี่ยนวันตรวจแล้ว ก็เริ่มบอกให้คนไข้มาตรวจต่อเนื่อง ปีครึ่งที่ผ่านมาคนไข้เยอะขึ้น รายเก่าๆ ก็กลับมาเพราะรู้ว่ามีหมอมาตรวจแล้ว ยอด ER (ห้องฉุกเฉิน) ลดลงชัดเจน นี่คือหมอถามหน้างานซึ่งพยาบาลดูอยู่ ส่วนการแอดมิชลดลงไม่เยอะนัก ก็ได้แต่แนะนำคนไข้ว่าต้องเลิกบุหรี่ อนาคตที่เราตั้งเป้าเอาไว้คือทำต่อขยายไปในชุมชนด้านแนวรุก โดยเฉพาะการเผาไร่อ้อยกับการสูบบุหรี่ในวัยรุ่น” พญ.สุดารัตน์ กล่าว

สำหรับค่าใช้จ่ายสำหรับผู้ป่วยโรคหอบหืด พญ.สุดารัตน์ กล่าวว่า กรณีผู้ป่วยเข้าห้องฉุกเฉิน รวมการนอนที่โรงพยาบาล โดยเฉพาะป่วยด้วยการติดเชื้อปอดอักเสบนั้น จะต้องเสียค่าใช้จ่าย 3,000 บาทต่อครั้ง โดยนอนได้ไม่เกิน 5 วัน เมื่อคนไข้ส่วนใหญ่ใช้สิทธิบัตรทอง ภาระจึงอยู่ที่โรงพยาบาล จึงมีความจำเป็นต้องให้ สปสช.สนับสนุนเรื่องค่าใช้จ่าย

“หมอจะดีใจมากถ้าคนไข้ที่ป่วยเป็นโรคหอบหืดในภาวะรุนแรงซึ่งได้รับสติกเกอร์สีแดง เมื่อมารักษาแล้วผ่านไปหลายๆ ครั้งได้สติกเกอร์สีเขียว หมอคิดว่าการทำให้ชีวิตคนไข้ดีมากขึ้น จากที่ควบคุมอาการไม่ได้ ก็กลายเป็นว่ามีรอยยิ้ม จากทำงานไม่ได้ พอมารักษาก็เล่าให้หมอฟังว่าตอนนี้ไปทำนาได้แล้ว นี่คือความสุขของหมอ” พญ.สุดารัตน์ กล่าว

ในอนาคตการรักษาโรคหืดนั้น จะเป็นการประสานระหว่างแพทย์และชุมชน รวมไปถึงอนามัย หรือ อสม.ในท้องถิ่น เน้นให้ผู้ป่วยและครอบครัวมีส่วนร่วมในการดูแลตัวเอง กระจายความรู้ในการรักษาโรคหืดสู่เครือข่ายคลินิกโรคหืดทุกโรงพยาบาลอำเภอ และทุกโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) โดยเป้าหมายของหมอชนบทที่มุ่งมั่นรักษาโรคหอบหืดมีเพียงอย่างเดียว คือ โรคหอบหืดต้องหมดไป แม้ว่าต้องใช้เวลาอีกนานหลายปี

ข่าวล่าสุด

ทรัมป์ปลดโฆษกทำเนียบขาว หลังรับตำแหน่งไม่ถึงสัปดาห์

ทรัมป์ปลดโฆษกทำเนียบขาว หลังรับตำแหน่งไม่ถึงสัปดาห์