
ฝนมาลาภัยแล้งอุตุฯเตือนเตรียมรับน้ำท่วม
อากาศร้อนอบอ้าวที่สร้างความรุ่มร้อนมาตลอดเดือน เม.ย.ต่อเนื่องมาจนถึงขณะนี้กำลังจะผ่านไป และความฉ่ำเย็นของฤดูฝนกำลังจะมาเยือน พร้อมๆ กับการประการเตือนของกรมอุตุนิยมวิทยาให้ทั่วทุกภาค ยกเว้นภาคตะวันออกเฉียงเหนือเฝ้าระวังสถานการณ์ฝนตกหนัก น้ำท่วมฉับพลัน และน้ำป่าไหลหลาก
อากาศร้อนอบอ้าวที่สร้างความรุ่มร้อนมาตลอดเดือน เม.ย.ต่อเนื่องมาจนถึงขณะนี้กำลังจะผ่านไป และความฉ่ำเย็นของฤดูฝนกำลังจะมาเยือน พร้อมๆ กับการประการเตือนของกรมอุตุนิยมวิทยาให้ทั่วทุกภาค ยกเว้นภาคตะวันออกเฉียงเหนือเฝ้าระวังสถานการณ์ฝนตกหนัก น้ำท่วมฉับพลัน และน้ำป่าไหลหลาก
ทั้งนี้ กรมอุตุนิยมวิทยาออกประกาศเตือนว่า ในช่วงวันที่ 59 พ.ค.นี้ ลมตะวันตกเฉียงใต้ที่พัดปกคลุมประเทศไทยจะมีกำลังแรงขึ้น ประกอบกับจะมีหย่อมความกดอากาศต่ำบริเวณทะเลอันดามันตอนบนเคลื่อนเข้ามาปกคลุมด้านตะวันตกของประเทศไทย ลักษณะเช่นนี้ทำให้ทั่วทุกภาคของประเทศไทยมีฝนเพิ่มมากขึ้น และอากาศจะคลายความร้อนลง กับมีฝนตกหนักถึงหนักมากบางแห่ง โดยเฉพาะบริเวณด้านตะวันตกของภาคเหนือ ภาคกลาง ภาคตะวันออก และภาคใต้ฝั่งตะวันตก จึงขอให้ประชาชนในบริเวณดังกล่าวระวังอันตรายจากฝนตกหนัก อาจทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลันและน้ำป่าไหลหลาก
สมชาย ใบม่วง รองอธิบดีกรมอุตุนิยมวิทยา เปิดเผยว่า หลังจากวันที่ 9 พ.ค.เป็นต้นไป จะเปลี่ยนผ่านจากฤดูร้อนเป็นฤดูฝน อากาศจะเย็นลง โดยจะมีลมตะวันตกเฉียงใต้จากฝั่งทะเลอันดามันพัดผ่าน ทำให้ปริมาณฝนเพิ่มมากขึ้น ในบริเวณที่ไม่มีฝนตกจะเกิดฝนตกได้ทั่วทุกภาค รวมถึงกรุงเทพมหานคร (กทม.) ส่วนพายุฤดูร้อนจะน้อยลง หลังวันที่ 5 พ.ค.เป็นต้นไป จะมีแต่ฝนตก และเมื่อผ่านช่วงกลางเดือน พ.ค.ไป จะมีฝนนำ ความร้อนจะลดน้อยลงไป
ขณะเดียวกัน ธีระ วงศ์สมุทร รมว.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยหลังเป็นประธานประชุมคณะกรรมการป้องกันและแก้ไขปัญหาภัยพิบัติด้านการเกษตร ว่าจากการติดตามสภาพภูมิอากาศ การคาดการณ์ปริมาณน้ำฝน และสถานการณ์น้ำในอ่างเก็บน้ำต่างๆ จากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะกรมชลประทาน การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย และกรมอุตุนิยมวิทยา ซึ่งในภาพรวมพบว่า ปริมาณฝนในปีนี้อยู่ในเกณฑ์ที่สูงกว่าค่าเฉลี่ยเพียงเล็กน้อย แต่น้อยกว่าในปี 2554 ที่ผ่านมา
“อย่างไรก็ตาม จากการคาดการณ์สภาพอากาศโดยกรมอุตุนิยมวิทยา พบว่าช่วงเดือน มิ.ย.ก.ค. อาจจะมีฝนทิ้งช่วง เกษตรกรอาจจะได้รับผลกระทบบ้าง จึงได้สั่งการให้กรมชลประทานติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เพื่อปรับแผนบริหารจัดการน้ำให้เหมาะสม” ธีระ กล่าว
แม้จะย่างเข้าหน้าฝน แต่สถานการณ์น้ำในเขื่อนต่างๆ หลายแห่ง ก็มีปริมาณน้ำกักเก็บอยู่ในเกณฑ์น้อยกว่า 30% ของความจุอ่าง โดยเฉพาะเขื่อนสำคัญในภาคต่างๆ อาทิ เขื่อนแควน้อยบำรุงแดน จ.พิษณุโลก เขื่อนห้วยหลวง จ.อุดรธานี เขื่อนจุฬาภรณ์ จ.ชัยภูมิ เขื่อนลำพระเพลิง จ.นครราชสีมา เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ จ.ลพบุรี เขื่อนทับเสลา จ.อุทัยธานี เขื่อนขุนด่านปราการชล จ.นครนายก และเขื่อนปราณบุรี จ.ประจวบคีรีขันธ์ จึงต้องยังมีการทำฝนหลวงในช่วงฤดูฝน เพื่อช่วยเหลือเกษตรกร และเพิ่มปริมาณน้ำในเขื่อนเหล่านี้
รมว.เกษตรฯ กล่าวอีกว่า ปริมาณน้ำในเขื่อนทุกแห่งทั้งประเทศขณะนี้อยู่ที่ 56% ของความจุน้ำในเขื่อน หรือ 4.13 หมื่นล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) เป็นประมาณน้ำใช้การได้ประมาณ 24% ทั้งนี้ปริมาณน้ำในเขื่อนภูมิพลและเขื่อนสิริกิติ์ความจุเฉลี่ยอยู่ที่ 50%
แม้ภัยแล้งน่าจะผ่านพ้นไป แต่หากย้อนกลับไปในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมา จะพบว่าความร้อนแล้งที่เกิดขึ้น ส่งผลกระทบให้เกษตรกรเดือดร้อนอย่างหนักเกือบทั้งประเทศ โดย 50 จังหวัดถึงขั้นประกาศภัยพิบัติภัยแล้ง ประชาชนได้รับความเดือดร้อน 3.3 ล้านครัวเรือน อุณหภูมิสูงสุดเฉลี่ย 3941 องศาเซลเซียส กระทรวงสาธารณสุขประเมินว่าโรคภัยไข้เจ็บที่มาพร้อมกับอากาศร้อน ทำให้มีผู้ป่วยทั่วประเทศเพิ่มขึ้นประมาณ 3 แสนคน
ไม่เพียงเท่านั้น ยังเกิดปรากฏการณ์แปลกประหลาดมากมาย ทั้งพื้นผิวถนนแตกร้าว รางรถไฟบิดเบี้ยวจนทำให้ขบวนรถไฟตกราง ไฟลุกขึ้นจากพื้นดิน ฝูงนก ฝูงปลา ตายเกลื่อน เป็ด ไก่ไม่ออกไข่
ขณะเดียวกันแม่น้ำสายหลักที่ใช้เป็นเส้นทางขนส่งลำเลียงสินค้า อย่างแม่น้ำป่าสัก ช่วงไหลผ่าน จ.พระนครศรีอยุธยา ก็ประสบปัญหาระดับน้ำลดลง ทำให้เรือพ่วงลำเลียงสินค้าทั้งพืชผลการเกษตร น้ำมัน และถ่านหินสำหรับอุตสาหกรรมตกค้างอยู่นับ 100 ลำ
ยิ่งกว่านั้น ระดับน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยาที่ลดลง ทำให้น้ำเค็มรุกขึ้นมาจนทำให้ระบบน้ำบาดาลใต้ดินที่ชาวบ้าน อ.ภาชี จ.พระนครศรีอยุธยา สูบขึ้นมาใช้ทดแทนประปาที่ขาดแคลนมีรสเค็ม ซึ่งยังรอผลการตรวจให้แน่ชัดว่า เป็นผลมาจากน้ำเค็มแทรกเข้าในระบบน้ำบาดาลหรือไม่
ด้านเกษตรกรชาว อ.หนองเสือ จ.ปทุมธานี ก็กำลังเผชิญกับวิกฤต เมื่อน้ำในคลองระพีพัฒน์เริ่มแห้งลงมากขึ้น ส่งผลให้ตามคลองซอยต่างๆ ไม่มีน้ำ พืชผลการเกษตร ทั้งนาข้าว พืชสวน ส้มเขียวหวาน ฝรั่ง กล้วยหอม รวมทั้งพืชผักสวนครัวต่างๆ เริ่มเสียหาย
อักษร น้อยสว่าง นายกองค์การบริหารส่วนตำบลบึงชำอ้อ อ.หนองเสือ เปิดเผยว่า พื้นที่การเกษตรในเขต อบต.บึงชำอ้อ กว่า 7,000 ไร่ เริ่มได้รับผลกระทบจากปัญหาภัยแล้ง สาเหตุหนึ่งที่ทำให้พื้นที่ขาดน้ำ เนื่องจากสำนักชลประทานได้ปิดประตูระบายน้ำเพื่อซ่อมแซมประตูที่ชำรุดเสียหาย แต่ในระยะนี้เกษตรกรก็กำลังเร่งทำนา จึงทำให้เกิดความต้องการที่สวนทางกัน อีกทั้งในขณะนี้ระดับน้ำของคลองระพีพัฒน์ก็แห้งลงไปมากกว่า 2 เมตรจากปกติ จึงต้องเร่งสูบน้ำจากคลองระพีพัฒน์เข้าไปในคลองซอยต่างๆ เพื่อให้เกษตรกรมีน้ำพอใช้
ขณะที่ จ.สุรินทร์ ด้าน นพรัตน์ กิ่งแก้ว ที่มีภูมิลำเนาอยู่บ้านตะวัน ต.สลักได อ.เมือง จ.สุรินทร์ เปิดเผยถึงพฤติกรรมประหลาดของฝูงมดแดง หลังอากาศร้อนจัดพากันบุกบ้านคนปีนป่ายเพดาน เกาะกลุ่มห้อยโหนกันโตงเตง ก่อนตกลงมาเกลื่อนเต็มพื้น แน่นิ่งไป 12 ชั่วโมงเหมือนตาย แต่กลับฟื้นและปีนเสาแยกย้ายกันหายไปไม่เหลือร่องรอย และเมื่อถึงเวลาช่วงเที่ยงของทุกๆ วัน มดแดงเหล่านี้ก็จะกลับมามีพฤติกรรมเช่นเดียวกันนี้อีก ตลอดระยะเวลากว่า 1 เดือนที่ผ่านมา
แล้งผ่านไป ผลกระทบที่เกิดขึ้นคงหายไป แต่ผลกระทบใหม่ที่ต้องจับตาคือปัญหาน้ำท่วม เพราะถ้าหากว่าการคาดการณ์ของกระทรวงเกษตรฯ ไม่ผิดพลาด ปริมาณฝนปีนี้ไม่น้อยกว่าปีที่ผ่านมา ร้อนแล้งผ่านไป ทั่วไทยคงต้องรับมือกับน้ำท่วมกันต่อ







