
ยัน‘ญี่ปุ่น’ยังอยู่
บุญทรงชี้ไม่ย้ายผลิตหนีไทย3%โยกโรงงานไปจังหวัดอื่น
บุญทรงชี้ไม่ย้ายผลิตหนีไทย3%โยกโรงงานไปจังหวัดอื่น
“บุญทรง” ย้ำนักลงทุนญี่ปุ่นไม่ย้ายฐานผลิตหนีไทย มีเพียง 3% ย้ายไปจังหวัดอื่น พร้อมสร้างความมั่นใจป้องกันน้ำ
นายบุญทรง เตริยาภิรมย์ รมว.พาณิชย์ เปิดเผยว่า ผลการนำคณะผู้แทนภาครัฐและเอกชนเข้าร่วมอาเซียน โรดโชว์ ที่เมืองเซนได และกรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น ได้มีโอกาสพบปะกับนักลงทุนญี่ปุ่น ซึ่งส่วนใหญ่ยืนยันว่า ไม่มีบริษัทญี่ปุ่นใดที่ย้ายฐานการผลิตจากไทยไปต่างประเทศ จะมีเป็นบางบริษัทย้ายฐานการผลิตไปยังจังหวัดอื่นในประเทศไทย คิดเป็นสัดส่วนประมาณ 3% ของจำนวนบริษัทที่สำรวจ ซึ่งสอดคล้องกับการสำรวจขององค์การความร่วมมือระหว่างประเทศของญี่ปุ่น (ไจกา)
นักลงทุนญี่ปุ่นยังได้สอบถามถึงมาตรการป้องกันน้ำท่วมในอนาคต ซึ่งได้ชี้แจงไปว่า ขณะนี้รัฐบาลได้มีการดำเนินมาตรการต่างๆ เพื่อป้องกันน้ำท่วมอย่างเต็มที่ โดยมั่นใจได้ทั้งการก่อสร้าง ซ่อมแซมเขื่อน และอ่างเก็บน้ำ การหาพื้นที่สำหรับกักเก็บน้ำ การขุดลอกคูคลองเป็นพื้นที่รับน้ำ (ฟลัดเวย์) การจัดตั้งองค์กรบริหารจัดการน้ำแบบบูรณาการ รวมทั้งการขยายข้อยกเว้นทางภาษีของบีโอไอ เพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบในการลงทุน เพื่อฟื้นฟูโรงงานหลังจากเกิดอุทกภัย
ขณะเดียวกัน ไทยได้ยืนยันไปว่าโรงงานในไทยที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมสามารถกลับมาผลิตได้แล้วกว่า 70% ซึ่งต้องขอขอบคุณญี่ปุ่นที่ได้ให้ความช่วยเหลือและทำให้ผ่านพ้นวิกฤตไปได้ด้วยดี
สำหรับการเจรจาด้านความร่วมมือทางการค้า ไทยจะพยายามผลักดันมูลค่าการค้าระหว่างกันเพิ่มขึ้นตามเป้าหมาย โดยเสนอให้ทั้ง 2 ประเทศ ตั้งเป้าหมายมูลค่าการค้าเป็น 1 แสนล้านเหรียญสหรัฐ ในปี 2560 และยังให้ความมั่นใจว่า ความร่วมมือระหว่างไทยและญี่ปุ่นจะช่วยให้เศรษฐกิจของทั้ง 2 ประเทศ ขยายตัวไปพร้อมๆ กันได้
นายบุญทรง กล่าวว่า กรณีที่ญี่ปุ่นจะเข้าร่วมตกลงหุ้นส่วนยุทธศาสตร์ทางเศรษฐกิจภาคพื้นแปซิฟิก (ทีพีพี) ซึ่งจะทำให้ญี่ปุ่นมีบทบาทสำคัญในด้านการค้า และจะส่งผลถึงอาเซียนในฐานะคู่เจรจาเอฟทีเอด้วยนั้น ญี่ปุ่นแจ้งว่า ยังไม่ได้ตัดสินใจว่าจะเข้าร่วมทีพีพีหรือไม่ ซึ่งไทยหวังว่าญี่ปุ่นจะสามารถไปถึงจุดที่จะสามารถตัดสินใจได้ และเข้าร่วมเจรจาก่อนที่ทีพีพีจะได้ข้อสรุป ส่วนไทยนั้นทางรัฐบาลได้รับการสนับสนุนจากภาคเอกชนให้เข้าร่วมทีพีพี แต่การเข้าร่วมของไทยต้องผ่านความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรี (ครม.) และรัฐสภาก่อน ซึ่งต้องใช้เวลา
ด้านผลการโรดโชว์ระดับรัฐมนตรีอาเซียนได้ข้อสรุปร่วมกันว่า ญี่ปุ่นและอาเซียนจะร่วมมือกันกระตุ้นการค้าและการลงทุน โดยญี่ปุ่นจะจัดคณะผู้แทนภาคเอกชนและผู้ประกอบการเอสเอ็มอีไปเยือนอาเซียน ตั้งเป้าเพิ่มมูลค่าการค้าอาเซียนญี่ปุ่นเป็น 2 เท่า จากปัจจุบันที่มีมูลค่ารวมประมาณ 2.26 แสนล้านเหรียญสหรัฐ และญี่ปุ่นได้สนับสนุนการจัดตั้งสังคมบรรเทาภัยพิบัติ เพื่อบริหารจัดการความเสี่ยงจากภัยพิบัติ
สำหรับการค้าระหว่างอาเซียนและญี่ปุ่นปี 2554 มีมูลค่า 2.26 แสนล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 5.9% โดยญี่ปุ่นส่งออกไปอาเซียน 1.12 แสนล้านเหรียญสหรัฐ และนำเข้าจากอาเซียน 1.14 แสนล้านเหรียญสหรัฐ ในอาเซียนไทยเป็นคู่ค้าอันดับ 1 ของญี่ปุ่นรองลงมา คือ อินโดนีเซีย มาเลเซีย สิงคโปร์ ฟิลิปปินส์ และเวียดนามตามลำดับ และในปี 2554 ไทยมีการขอใช้สิทธิทางภาษีภายใต้ความตกลงเขตการค้าเสรีอาเซียนญี่ปุ่น ส่งออกไปญี่ปุ่นมูลค่า 48.1 ล้านเหรียญสหรัฐ คิดเป็นสัดส่วนการใช้สิทธิฯ 3.8% ของมูลค่าการส่งออกทั่วไป
ขณะที่การค้าไทยญี่ปุ่น ปี 2554 มูลค่าการค้ารวมกัน 6.6 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้า 13.7% โดยไทยส่งออกไปญี่ปุ่นมีมูลค่า 2.4 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐเพิ่มขึ้นจากปีก่อนคิด 17.9% และไทยนำเข้าจากญี่ปุ่นมูลค่า 4.2 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ
สินค้าส่งออกสำคัญของไทยไปญี่ปุ่น ได้แก่ ยางพารา รถยนต์ อุปกรณ์ชิ้นส่วนเครื่องคอมพิวเตอร์ไก่แปรรูป และเม็ดพลาสติก ส่วนสินค้านำเข้าสำคัญของไทยจากญี่ปุ่น ได้แก่ เครื่องจักรกลและส่วนประกอบ เหล็ก เหล็กกล้าและส่วนประกอบ ส่วนประกอบและอุปกรณ์ยานยนต์ เครื่องจักรไฟฟ้าและส่วนประกอบ และเคมีภัณฑ์







