
หักเหลี่ยมเฉือนคม เกมมาราธอน'รธน.'
คงไม่มีใครคาดคิดว่าการประชุมรัฐสภาเพื่อพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญวาระ 2 จะดำเนินไปแบบหนังชีวิต
โดย...ไพบูลย์ กระจ่างวุฒิชัย
คงไม่มีใครคาดคิดว่าการประชุมรัฐสภาเพื่อพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญวาระ 2 จะดำเนินไปแบบหนังชีวิต หาตอนจบไม่ได้ขนาดนี้ นับไปนับมาตั้งแต่ก่อนเทศกาลสงกรานต์มาจนถึงวันนี้ก็เข้าสู่วันที่ 10 เข้าไปแล้ว โดยงานนี้ต้องยอมรับว่าพรรคเพื่อไทยมีเพดานความอดทนค่อนข้างสูง ส่งผลให้การประชุมที่เดิมคาดจะดุเดือดเหมือนหนังสงครามกลับกลายเป็นตรงกันข้ามไป
หมากเกมนี้พรรคเพื่อไทยต้องการวางบทบาทให้ตัวเองเป็น “พระเอก” แสดงความใจดีเปิดโอกาสให้ฝ่ายค้านถล่มรัฐบาลแบบอากาศสดผ่านทางช่อง 11 ได้อย่างเต็มที่ ด้านหนึ่งเพื่อลบคำครหาว่ารัฐบาลไม่ได้รวบรัดรัฐสภาเร่งผ่านร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ สร้างภาพลักษณ์ที่ดีทางการเมืองให้กับรัฐบาล
ที่สำคัญในระยะยาว ภายหลังร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญผ่านรัฐสภา จะได้ไม่ต้องกล่าวหารัฐบาลอีก เนื่องจากให้โอกาสทุกฝ่ายนำเสนอความคิดเห็นอย่างเต็มที่
ประเด็นสำคัญที่ทำให้พรรคเพื่อไทยต้องสวมบท “ศรีทนได้” มาจากการสามารถกุมหัวใจสำคัญของการร่างรัฐธรรมนูญในอนาคตได้แล้ว ภายหลังรัฐสภาผ่านมาตรา 291/1 ว่าด้วยการให้สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.)มาจากการเลือกตั้งจังหวัดละคน รวม 77 คน และจากการคัดเลือกของรัฐสภาอีก 22 คน รวมทั้งหมดเป็น 99 คน
โครงสร้างของ ส.ส.ร.ในลักษณะนี้ เท่ากับบีบให้ผู้สมัคร ส.ส.ร.ต้องแอบอิงฐานคะแนนพรรคการเมืองในพื้นที่ที่ตนเองลงสมัคร ซึ่งหมายความว่าพรรคเพื่อไทยในฐานะเสียงข้างมาก ย่อมมีอิทธิพลทั้งทางตรงและทางอ้อมนั่นเอง
เมื่อพรรคเพื่อไทยได้ชิ้นปลามันแล้ว ที่เหลือก็ดูไม่มีความหมายและไม่ได้เป็นประเด็นสั่นคลอนโครงสร้าง ส.ส.ร.ของพรรคเพื่อไทยแต่อย่างใด ทำให้ประเด็นไหนในร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญที่คิดว่าพอยอมฝ่ายค้านให้ได้บ้างก็ยอมกันไป เพื่อให้บรรยากาศการประชุมไม่ตึงเครียดจนเกินไป
นำมาสู่การมีความเห็นร่วมจากที่ประชุม 4 ฝ่าย คือ วิปรัฐบาล วิปฝ่ายค้าน วิปวุฒิสภา และคณะกรรมาธิการพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ ให้แก้ไขมาตรา291/5
ทั้งนี้ เดิมกำหนดว่า “ให้นำกฎหมายว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่นมาบังคับใช้กับการเลือกตั้ง ส.ส.ร.โดยอนุโลม และให้ศาลอุทธรณ์เป็นผู้วินิจฉัยคดีเลือกตั้ง ส.ส.ร. ภายใน 30 วัน” มาเป็น “ให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) นำ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง สส. และการได้มาซึ่ง สว. พ.ศ. 2550 เฉพาะส่วนการเลือกตั้ง สว.มาใช้กับการเลือกตั้ง ส.ส.ร. และให้ศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้งเป็นผู้วินิจฉัยคดีโดยไม่จำกัดระยะเวลา”
บทพระเอกของพรรคเพื่อไทยรอบนี้ ไม่ต่างอะไรกับการถอยเพื่อรุกควบคู่ไปกับการเก็บรักษาภาพให้รัฐบาล
อย่างไรก็ตาม หากประเมินเกมในรัฐสภาณ วันนี้ จากที่พรรคเพื่อไทยเคยได้กลับไม่ได้เปรียบอย่างที่คิดเอาไว้แล้ว
ปัจจัยสำคัญหนีไม่พ้นการปล่อยให้การประชุมรัฐสภาลากยาวจนเกินไป กำลังนำพาปัญหามาให้กับรัฐบาลอย่างคาดไม่ถึง เพราะจะเปิดโอกาสให้ฝ่ายค้านใช้จังหวะนี้อภิปรายการบริหารราชการแผ่นดินของรัฐบาลเพื่อแสดงให้เห็นว่ารัฐบาลให้ความสำคัญกับรัฐธรรมนูญ มากกว่าการแก้ไขปัญหาค่าครองชีพที่เป็นปัญหาเร่งด่วนในขณะนี้
เปรียบได้กับการซ้อมอภิปรายไม่ไว้วางใจของฝ่ายค้าน ท่ามกลางสภาพเศรษฐกิจที่ประชาชนได้เห็น ทั้งผู้ใช้แรงงานและภาคธุรกิจ ซึ่งรับผลกระทบถ้วนหน้าจากการขึ้นค่าจ้าง 300 บาท รายได้ลดต่ำลงสวนทางกับค่าใช้จ่ายที่สูงขึ้น
ครั้นคณะรัฐมนตรีจะลุกขึ้นชี้แจงในรัฐสภาก็ทำไม่ได้ เพราะติดตรงที่ข้อบังคับการประชุมรัฐสภากำหนดให้การพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญวาระ 2 เป็นหน้าที่ของกรรมาธิการต้องทำการชี้แจงต่อรัฐสภา ซึ่งกรรมาธิการในซีกพรรคเพื่อไทยที่เห็นตัวอยู่ก็ไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจ เรียกได้ว่าต้องนั่งใบ้กิน ปล่อยให้ฝ่ายค้านเก็บแต้มกัดเซาะรัฐบาลไปเรื่อยๆ
ใช่ว่าพรรคเพื่อไทยจะไม่หาทางแก้ไขสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา ในฐานะผู้คุมเกม พยายามใช้บังคับอย่างเคร่งครัดและขอให้ฝ่ายค้านอภิปรายเฉพาะในประเด็น รวมทั้งการกำหนดกรอบเวลาการอภิปราย ถึงพูดกลางที่ประชุมก่อนหน้านี้ว่า “ถ้ามีการอภิปรายซ้ำประเด็น ผมจะขออนุญาตเสียมารยาทต่อสมาชิกรัฐสภาที่จะขอกำชับให้อภิปรายไม่ซ้ำประเด็นจนเกินไป”
ไม่เว้นแม้แต่การตั้งทีมประท้วงฝ่ายค้านนำโดย จ.ส.ต.ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ สส.สุรินทร์ จิรายุ ห่วงทรัพย์ สส.กทม. วรชัย เหมะ สส.สมุทรปราการ แต่เหมือนกระดูกจะยังไม่แข็งพอสำหรับจะต่อปากต่อคำกับพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งอุดมไปด้วยความเคี่ยวกรำในงานสภา
มาจนถึงแผนล่าสุด การเริ่มใช้ไม้แข็งด้วยการพยายามไม่ให้ช่อง 11 ถ่ายทอดสด และการขอเพิ่มวันประชุมจาก 2 วัน เป็น 3 วันต่อสัปดาห์ แต่ทั้งหมดดูจะยังไม่ได้ประสิทธิภาพมากนัก
ไม่ว่าจะเป็นการปิดฟ้าไม่ให้ถ่ายทอดสดสุดท้ายก็ทำไม่ได้ ต้องปล่อยให้ออกอากาศต่อไปเพราะกลัวคำครหา หรือการขอเพิ่มวันแม้สัปดาห์นี้จะได้ประชุม 3 วันตามข้อตกลงของวิป 3 ฝ่าย แต่ก็ไม่ได้เป็นการการันตีจะประชุมได้ 3 วันทุกสัปดาห์ เนื่องจากติดตรงที่ สว.ยังต้องประชุมวุฒิสภาวันจันทร์ หากต้องมาประชุมรัฐสภาเพิ่มอีก 3 วัน เท่ากับว่า สว.ต้องแบกสังขารมาประชุมทั้งงานหลวงและงานราษฎร์ถึง 4 วัน
สถานการณ์เวลานี้สร้างความปวดหัวให้กับวิปรัฐบาลพอสมควร สภาพย่ำแย่ขนาดที่ “อุดมเดช รัตนเสถียร” ประธานวิปรัฐบาล ยอมรับแบบลูกผู้ชายเลยว่า “ไม่รู้จะจบเมื่อไหร่” พร้อมกับประเมินว่าที่เหลืออีกกว่า 10 มาตรา อย่างเร็วคงผ่านได้วันละ 1 มาตราเท่านั้น
ทำได้ดีที่สุดเพียงแค่การปล่อยให้ประชาชนเป็นผู้ตัดสินว่าฝ่ายค้านได้กระทำในสิ่งที่ถูกต้องหรือไม่แทน ซึ่งวิธีการหารูปธรรมไม่ได้ว่าประชาชนจะไม่พอใจฝ่ายค้านผ่านรูปแบบไหน
สรุปแล้วเกมลากยาวรัฐธรรมนูญครั้งนี้ รัฐบาลและฝ่ายค้านได้ต่างหักเหลี่ยมเฉือนคมและช่วงชิงความได้เปรียบเสียเปรียบกันทั้งคู่ เพียงแต่ว่ารัฐบาลอาจเสียเปรียบเล็กน้อยจากการยอมเปิดหน้าให้ฝ่ายค้านกระหน่ำออกโทรทัศน์ แต่ต้องทนเพื่อให้งานใหญ่เดินหน้าไปและรักษาภาพลักษณ์ไม่ให้ถูกมองว่าเป็นผู้ร้ายรื้อรัฐธรรมนูญ
จากนี้ไปน่าสนใจว่าพรรคเพื่อไทยจะทนไม่ใช้ “เสียงข้างมากปิดปากฝ่ายค้าน” ได้อีกนานแค่ไหน







