
เงินเฟ้อล้มรัฐบาล
สถานการณ์ข้าวยากหมากแพงในขณะนี้ พิสูจน์แล้วว่าการขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำวันละ 300 บาท การขึ้นเงินรายได้รวมแรกเข้าของข้าราชการเดือนละ 1.5 หมื่นบาท
โดย...ชลลดา อิงศรีสว่าง
สถานการณ์ข้าวยากหมากแพงในขณะนี้ พิสูจน์แล้วว่าการขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำวันละ 300 บาท การขึ้นเงินรายได้รวมแรกเข้าของข้าราชการเดือนละ 1.5 หมื่นบาท ตามที่รัฐบาลได้สัญญาไว้เมื่อครั้งที่หาเสียงนั้น ไม่ได้ช่วยให้ประชาชนอยู่ดีกินดีแต่อย่างใด
ตรงกันข้าม นโยบายนี้กลับทำให้เงินเฟ้อเร่งตัวสูงขึ้นอีก เพราะรัฐบาลดำเนินนโยบายในช่วงที่ราคาพลังงานทั้งระบบเป็นขาขึ้น จากปัจจัยภายนอกประเทศทำให้แรงดันเงินเฟ้อเกิดขึ้นเป็น 2 เด้งอย่างช่วยไม่ได้ คือ มาจากค่าน้ำมันที่ดึงให้ค่าขนส่งทั้งระบบสูงขึ้น และค่าจ้างที่เป็นต้นทุนส่วนใหญ่ในการผลิตปรับสูงขึ้น
2 ปัจจัยนี้เป็นเรื่องใหญ่ และเป็นค่าใช้จ่ายที่สูงกว่าดอกเบี้ยอย่างมหาศาล ซึ่งที่ผ่านมาอัตราเงินเฟ้อของไทยนั้นไม่เป็นจริง และในทางเศรษฐศาสตร์ถือว่าเป็นเงินเฟ้อเทียม
เงินเฟ้อเทียมที่ว่า คือ เงินเฟ้อที่ไม่ใช่ตัวเลขจริง เป็นต้นทุนสะสมที่เกิดต่อเนื่องมาเนิ่นนานหลายรัฐบาล เพราะทุกรัฐบาลนิยมการตรึงราคาสินค้ามากกว่าที่จะปล่อยให้ราคาสินค้าเป็นไปตามกลไกตลาด
ความเป็นจริงแล้วอัตราเงินเฟ้อไทยนั้นเพี้ยน หรือที่เรียกว่าอัตราเงินเฟ้อเทียมไปจากความเป็นจริงมานาน สะสมมานานแล้วผ่านการซุกซ่อนต้นทุนแฝง เช่น มาตรการลดค่าครองชีพ ทั้งเรื่องขึ้นรถเมล์ฟรีเพื่อประชาชน ขึ้นรถไฟชั้น 3 ฟรี ช่วยเหลือค่าน้ำค่าไฟให้กับผู้มีรายได้น้อย
รวมทั้งการอุ้มราคาน้ำมันดีเซลและก๊าซหุงต้ม การตรึงราคาสินค้าและการไม่อนุมัติให้สินค้าหลายรายการขึ้นราคา ทั้งที่ต้นทุนจริงสูงขึ้นที่ลากยาวมาหลายรัฐบาลแล้ว และล่าสุดรัฐบาล “ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร” ก็อนุมัติต่ออายุมาตรการลดค่าครองชีพออกไปอีก ทั้งการตรึงราคาก๊าซหุงต้มและแทรกแซงราคาน้ำมัน รถเมล์-ไฟฟ้า-น้ำฟรีออกไปอีก
นอกจากนี้ ก็ยังต่ออายุการลดภาษีมูลค่าเพิ่ม จาก 10% เหลือ 7% ออกไปอีก 1 ปี ซึ่งภาษีมูลค่าเพิ่มนี้เมื่อลดลงแล้วก็ไม่ได้เพิ่มมานานหลายปีแล้ว
เป้าหมายของการตรึงราคาสินค้า คือ คะแนนนิยมจากประชาชน เพราะทุกครั้งที่ราคาสินค้าสูงขึ้น แต่รายได้ของประชาชนเท่าเดิม นั่นหมายถึงการล้มเหลวของการแก้ไขปัญหาปากท้องประชาชน
นี่จึงเป็นสาเหตุให้การเมืองเข้าแทรกแซงราคาสินค้ามาโดยตลอด
สำหรับราคาสินค้าในขณะนี้ ยังเป็นที่ถกเถียงกันระหว่างกระทรวงพาณิชย์และประชาชน เนื่องจากกระทรวงพาณิชย์มั่นใจว่าราคาสินค้าไม่เพิ่มขึ้น แถมยังยืนยันว่าเงินเฟ้อลดลงด้วยซ้ำไป
กระทรวงพาณิชย์ประกาศอัตราตัวเลขเงินเฟ้อเดือน เม.ย. 2555 เท่ากับ 114.78 สูงขึ้น 2.47% เทียบกับเดือน เม.ย.ปีที่แล้ว และเมื่อเทียบกับเดือน มี.ค. 2554 ที่เงินเฟ้ออยู่ที่ 3.45% หรือปรับตัวลดลงเกือบ 1%
เหตุผลที่กระทรวงพาณิชย์ให้ว่าทำไมเงินเฟ้อถึงลดลงก็คือ ราคาสินค้าทั่วไปไม่ปรับตัวเพิ่มขึ้น เพราะวัตถุดิบที่ใช้ในการผลิตไม่ขึ้นราคา ผู้ผลิตจึงไม่มีการปรับราคาสินค้าขึ้น ขณะที่ความต้องการสินค้ายังทรงตัว ไม่ได้เพิ่มขึ้นรุนแรงจนทำให้สินค้าไม่เพียงพอต่อความต้องการ
อย่างไรก็ดี ปัญหาคือประชาชนเชื่อถือตัวเลขเงินเฟ้อของกระทรวงพาณิชย์หรือไม่
คำตอบเสียงดังฟังชัดแน่นอนว่า “ไม่”
ที่ประชาชนไม่เชื่อถือตัวเลขเงินเฟ้อนี้ เพราะสิ่งที่เจอในชีวิตประจำวันกลับสวนทางกันอย่างมาก แค่เฉพาะราคาก๊าซแอลพีจี ราคาน้ำมัน ข้าวสารถุงละ 5 กิโลกรัม ขึ้นราคาถุงละ 10 บาท อาหารแห้ง ราคาสินค้าอุปโภคและบริโภค แต่ละชนิดพาเหรดขึ้นราคา 10-30% หากรวมทุกสินค้าและบริการที่เพิ่มขึ้น แต่ละวันชาวบ้านต้องจ่ายเงินเพิ่มขึ้นมากมาย
ที่เป็นเช่นนี้ เพราะประชาชนไม่ได้ใช้สินค้าชนิดเดียว แต่ใช้สินค้าเป็นสิบรายการเพิ่มขึ้นรายการละ 10-30% รวมแล้วกลายเป็นเพิ่มมากกว่า 100%
หากดูจากราคาสินค้าที่กระทรวงพาณิชย์สำรวจหมวดราคาอาหารและราคาสินค้าในท้องตลาด จะพบว่าสวนทางจากความจริง เพราะกระทรวงพาณิชย์ใช้วิธีเก็บข้อมูลจากสินค้าและอาหารทั่วประเทศก่อนนำมาหาค่าเฉลี่ย ซึ่งราคาสินค้าและอาหารในต่างจังหวัดที่ไม่ใช่หัวเมืองใหญ่ก็ต้องถูกกว่าในกรุงเทพฯ และปริมณฑล
ในปัจจุบันราคาข้าวราดแกงในกรุงเทพฯ และปริมณฑลราคาจานละ 30 บาท แทบจะต้องควานหาร้าน หรือถ้ามีก็ใช่ว่าจะอิ่ม
ขนาดข้าวราดแกงโรงอาหารในทำเนียบรัฐบาลจานละ 30-35 บาท คนไทยวันนี้ถึงขั้นกินข้าวราดแกงหนึ่งจานเฉียดครึ่งร้อยจนเดือดร้อนกันทุกหย่อมหญ้า
ฉะนั้น จึงมีคำถามว่า กระทรวงพาณิชย์เก็บตัวเลขเงินเฟ้ออย่างไร
เป็นไปได้หรือไม่ว่ากระทรวงพาณิชย์คิดเงินเฟ้อจากราคาสินค้าควบคุม หากสินค้าขอขึ้นราคาแต่ไม่เกินราคาควบคุมก็ถือว่าไม่มีเงินเฟ้อ
แต่โดยแท้จริงแล้ว เกิดเงินเฟ้อข้างใต้ราคาควบคุมไปแล้ว โดยที่กระทรวงพาณิชย์ไม่ยอมรับ เพราะจริงๆ แล้วหากมองย้อนในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมา ราคาสินค้าได้ปรับขึ้นไปก่อนแล้วส่วนหนึ่ง เพราะผู้ประกอบการเห็นความชัดเจนจากการปรับขึ้นค่าจ้างที่กำหนดให้เป็นวันที่ 1 เม.ย. จึงต้องผลักต้นทุนค่าจ้างแฝงไปในราคาสินค้าล่วงหน้าไปก่อน
และเมื่อขึ้นค่าจ้างจริงๆ แล้ว ก็ไม่ต้องไปขึ้นราคาสินค้าอีก เพราะได้ขึ้นราคาล่วงหน้าไปแล้ว ทำให้ตัวเลขเงินเฟ้อเดือน เม.ย. เมื่อเทียบเดือน มี.ค. ลดลง
ว่ากันว่า ในยุคที่ ดร.ป๋วย อึ๊งภากรณ์ เป็นผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ก็เกิดความสงสัยว่า อัตราเงินเฟ้อในทางวิชาการกับเงินเฟ้อในชีวิตจริงของประชาชนต่างกันมาก จึงส่งพนักงาน ธปท.ออกไปสำรวจตลาดเทเวศร์ โดยแบ่งเป็น 2 ทีม เพื่อให้ได้ผลการสำรวจแม่นยำมากที่สุด
ผลปรากฏว่าราคาสินค้าที่พนักงานหญิงไปสำรวจได้มานั้นต่ำกว่าราคาสินค้าของพนักงานชาย เพราะพนักงานหญิงต่อราคา เมื่อได้ตัวเลขที่ถูกต้องมาแล้ว จึงวางแผนการแก้ไขปัญหาได้ชัดเจนและถูกต้อง
ดังนั้น จึงเกิดคำถามขึ้นว่า ตัวเลขเงินเฟ้อของหน่วยงานรัฐ กับตัวเลขเงินเฟ้อที่ประชาชนเจอจริงๆ นั้น ต่างกันหรือไม่
เรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญ เพราะหากสมมติฐานผิด การวางนโยบายแก้ไขปัญหาปากท้องชาวบ้านก็จะผิดเช่นกัน และจะผิดไปเรื่อยจนกว่ารัฐบาลจะรู้ตัวก็สายไปแล้ว เพราะคะแนนนิยมของรัฐบาลหดหายไปกับเงินเฟ้อ
นักวิเคราะห์มองว่า หากรัฐบาลไม่อุดหนุนราคาสินค้าและแทรกแซงกลไกราคาให้เป็นไปตามต้นทุนที่แท้จริง อัตราเงินเฟ้อจะต้องเพิ่มสูงขึ้นกว่าที่เป็นอยู่อีกไม่น้อยกว่า 2-3% หากรวมกับเงินเฟ้อที่กระทรวงพาณิชย์ประกาศออกมาอัตราเงินเฟ้อที่แท้จริงควรจะอยู่ที่ระดับ 5-6%
ตัวเลขนี้ทางฝ่ายการเมืองอาจจะไม่ยอมรับ แต่เป็นเรื่องที่ประชาชนกำลังเผชิญอยู่
จึงไม่น่าแปลกใจที่คะแนนความนิยมของรัฐบาลเริ่มตกลงสวนทางกับการสูงขึ้นของเงินเฟ้อ
ศูนย์วิจัยมหาวิทยาลัยกรุงเทพ (กรุงเทพโพลล์) เผยผลการสำรวจความเห็นนักเศรษฐศาสตร์จากองค์กรชั้นนำ 26 แห่ง จำนวน 63 คน เรื่อง “ประเมินผลงานด้านเศรษฐกิจของรัฐบาลในรอบ 9 เดือน” โดยเก็บข้อมูลระหว่างวันที่ 20-25 เม.ย. 2555 ที่ผ่านมา โดยพบว่านักเศรษฐศาสตร์ประเมินผลงานด้านเศรษฐกิจของรัฐบาลได้แค่ 3.83 คะแนน จากคะแนนเต็ม 10
การประเมินผลงานด้านต่างๆ ซึ่งมีคะแนนเต็ม 10 เช่นเดียวกัน เช่น ด้านการเติบโตของจีดีพี หรือผลิตภัณฑ์มวลรวมประชาชาติ 5 คะแนน ด้านการนำพาเศรษฐกิจไทยในช่วงหลังวิกฤตน้ำท่วมใหญ่ 4.53 คะแนน ด้านการบริหารจัดการหนี้สาธารณะ 3.75 คะแนน ด้านการสร้างความเป็นธรรมในสังคม ลดความเหลื่อมล้ำด้านเศรษฐกิจ 3.47 คะแนน ด้านการแก้ปัญหา/ดูแลเสถียรภาพของราคาสินค้า 3.17 คะแนน และด้านการบริหารจัดการราคาพลังงาน 3.03 คะแนน
คะแนนที่ลดลงนี้ รัฐบาลควรจะต้องนำกลับไปคิดใหม่ โดยเฉพาะการแก้ไขปัญหาปากท้องชาวบ้าน ลดรายจ่ายเพิ่มรายได้ ยังไม่มีอะไรเป็นรูปธรรม
แต่ที่เห็นเป็นรูปธรรมชัดเจนก็คือ แรงงานที่ได้ค่าจ้างเพิ่ม อาจจะต้องตกงานในอนาคต หากนายจ้างโดยเฉพาะเอสเอ็มอีไปไม่รอด
เรื่องการแก้ไขปัญหาของแพงนี้ ดูเหมือนนายกฯ จะลอยตัวเหนือปัญหา สั่งการให้ติดตามเรื่อง แต่ผลของการสั่งไม่มีอะไรออกมาเป็นชิ้นเป็นอันให้ประชาชนเห็น
ประเด็นนี้เป็นประเด็นที่พรรคฝ่ายค้านยกขึ้นมาโจมตีรัฐบาลทุกวันว่า สนใจแก้ไขรัฐธรรมนูญและการออกกฎหมายปรองดองมากกว่าปัญหาปากท้องประชาชน แถมยังออกแคมเปญแพงทั้งแผ่นดินขึ้นมาเย้ยรัฐบาล
รัฐบาลไม่อาจดูเบาปัญหานี้ได้ เพราะเรื่องปากท้องประชาชน ซึ่งก็คือประชานิยมนั้น ทำให้รัฐบาลเกิดได้ ก็ทำให้รัฐบาลดับได้เช่นกัน
นาทีนี้รัฐบาลมีทางออกไม่มากแล้ว สำหรับการแก้ไขปัญหาปากท้องประชาชน เพราะการจะโหมประชานิยมออกมาอีก ก็ติดที่งบประมาณแผ่นดินก็ขาดดุล กระทรวงการคลังไม่มีเงินมากให้ใช้มาตรการภาษี
ส่วนการจะใช้เงินนอกงบประมาณด้วยการให้ธนาคารของรัฐออกมาช่วย ก็ทำได้จำกัด เพราะนี่จะเป็นการสร้างภาระและสร้างปัญหาให้กับฐานะของธนาคารของรัฐในอนาคต
การจะลดดอกเบี้ยเพื่อกระตุ้นใช้จ่ายนั้น ธปท.ก็ยอมไม่ได้ เพราะเมื่อเงินเฟ้อสูงขนาดนี้ การลดดอกเบี้ยเป็นเรื่องอันตราย
สิ่งเดียวที่รัฐบาลจะทำได้ก็คือ การเดินหน้าให้ขึ้นค่าจ้าง 300 บาท ทุกจังหวัดทั่วประเทศในปี 2556 เนื่องจากราคาสินค้าที่ขึ้นไปแล้ว ไม่มีทางปรับลดลง ทางเดียวก็คือต้องเพิ่มรายได้ให้แรงงานอยู่ต่อไปให้ได้
ส่วนผู้ประกอบการรายย่อย 3-4 ล้านราย ที่จะต้องล้มหายตายจากไปเพราะนโยบายของรัฐบาล ก็ค่อยไปคิดหาทางช่วยในภายหลัง
นี่เป็นสิ่งที่รัฐบาลผูกแล้วก็ต้องแก้เอง แต่หากยังเชื่อตัวเลขเงินเฟ้อของกระทรวงพาณิชย์ต่อไป โดยไม่ฟังเสียงเดือดร้อนที่แท้จริงของประชาชน
สุดท้ายคนที่จะอยู่ไม่ได้ก็คือรัฐบาล







