
งบสร้างประเทศ'2ล้านล้าน'ใครได้...ยกมือขึ้น
“ผมเสนอท่านนายกฯ ไปแล้ว ท่านเอาด้วยเกือบหมด ท่านบอกให้ผมฝันไป เพราะถ้ารัฐบาลทำได้อย่างน้อย 50%
โดย...จตุพล สันตะกิจ
“ผมเสนอท่านนายกฯ ไปแล้ว ท่านเอาด้วยเกือบหมด ท่านบอกให้ผมฝันไป เพราะถ้ารัฐบาลทำได้อย่างน้อย 50% ที่ผมฝัน ผมก็พอใจแล้ว ผมจะฝันไปเรื่อยๆ และผลักดันไปเรื่อยๆ...ผมก็ถือว่าผมได้ทำงานชดใช้ประเทศชาติแล้ว”
เป็นคำสำคัญที่ “ดร.โกร่ง” ของ ดร.วีรพงษ์ รามางกูร ประธานคณะกรรมการยุทธศาสตร์เพื่อการฟื้นฟูและการสร้างอนาคตประเทศ(กยอ.) กล่าวตอนหนึ่งในการปาฐกถาพิเศษเรื่อง “ทิศทางเศรษฐกิจไทย”
ดร.โกร่ง “ฝัน” ที่จะผลักดันโครงสร้างลงทุนเพื่อสร้างอนาคตของประเทศในวงเงิน 2.27 ล้านล้านบาท ภายใต้มุมมองที่ว่าเงินออมและเงินทุนสำรองระหว่างประเทศที่ “กำลังล้น” ประเทศในขณะนี้
ท่ามกลางการ “ตอบรับ” เข้าชิงตำแหน่งประธานธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ซึ่งเป็นตำแหน่งที่มี “อิทธิพล” อย่างยิ่งต่อการกำหนดนโยบายแบงก์ชาติ โดยเฉพาะการจัดการทุนสำรองฯ 1.8 แสนล้านเหรียญสหรัฐ และเป็นที่ทราบกันในแกนนำพรรคเพื่อไทยว่า พรรคเพื่อไทยส่งชื่อ“ดร.โกร่ง” ท้าชิงตำแหน่งนี้
พิชัย นริพทะพันธุ์ อดีต รมว.พลังงาน และปัจจุบันยังทำงานให้พรรคเพื่อไทยในฐานะทีมเศรษฐกิจของพรรค ระบุว่า โครงการลงทุนสร้างอนาคตประเทศของ ดร.โกร่ง เป็นโครงการที่ริเริ่มสมัยพรรคไทยรักไทย หรือที่เรียกกันว่า “โมเดิร์นไนซ์ ไทยแลนด์” แต่ต้องล้มไปหลังเหตุการณ์รัฐประหารปี 2549
“พรรคเพื่อไทยสนับสนุนการลงทุนเหล่านี้เต็มที่ ซึ่งโครงร่างการลงทุนส่วนใหญ่คิดมาตั้งแต่สมัยท่านทักษิณเป็นนายกฯ และได้ ดร.โกร่ง เข้ามาเสริมในตอนหลัง” พิชัย ระบุ
พิชัย บอกว่า การลงทุนสร้างประเทศ ไม่ใช่เพียงโครงสร้างพื้นฐานเท่านั้น แต่ต้องสร้างความสัมพันธ์อันดีกับเพื่อนบ้านรอบข้างไปพร้อม เพราะถ้าโครงสร้างพื้นฐานที่เราลงทุนไปไม่มีใครมาใช้ก็ไม่เป็นประโยชน์กับประเทศ หรือกระทั่งต้องมีการลดภาษีเพื่อให้บริษัทต่างชาติมาลงทุนตั้งฐานในไทยและใช้ประโยชน์จากโครงสร้างพื้นฐานเหล่านี้
การลงทุนสร้างประเทศในกรอบคิด“ดร.โกร่ง” ไม่ต่างจากกรอบคิด “พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร” และไม่ต้องแปลกใจที่มีกระแสข่าวแว่วว่า ก่อนสงกรานต์ ดร.โกร่ง และกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คลังเดินทางไปพบ “นายใหญ่” ในประเทศใกล้บ้าน
มีการ “สั่งการ” ให้เร่งรัดลงทุนตามแผนสร้างประเทศโดยเร็ว
จากพิมพ์เขียวโครงการลงทุนสร้างประเทศของ กยอ.วงเงินสูงเกินกว่า 2 ล้านล้านบาท พบว่ามี 5 สาขาสำคัญ ได้แก่ 1.สาขาขนส่งทางบก เช่น ทางหลวงพิเศษระหว่างเมือง พัฒนาระบบรางและรถไฟสายใหม่ รถไฟความเร็วสูง ระบบขนส่งมวลชน กรุงเทพและปริมณฑล โครงข่ายถนน 1.46 ล้านล้านบาท
2.สาขาขนส่งทางอากาศและทางน้ำ1.48 แสนล้านบาท 3.สาขาพลังงาน 4.99แสนล้านบาท 4.สาขาสื่อสาร 3.51 หมื่นล้านบาท และ 5.สาขาสาธารณูปการ 1.17 แสนล้านบาท
พิจารณาแล้วจะเห็นได้ว่าเม็ดเงิน 1.71.8 ล้านล้านบาท เป็นโครงการในความรับผิดชอบของ “หน่วยงานรัฐ”
เรียกได้ว่าเป็นเงิน “กองกลาง” ที่เปิดช่องให้นักการเมือง ข้าราชการและพ่อค้า แสวงหา “ประโยชน์โกงกิน” โดยมิชอบ ตรงนี้ไม่ได้เป็นการกล่าวหาโดย “เลื่อนลอย”
หากแต่การลงทุนโครงการขนาดใหญ่ของหน่วยงานรัฐในอดีตที่ล้วนมีร่องรอยและประจักษ์พยานบ่งชี้ถึงการทุจริตคอร์รัปชันให้เห็น “คาตา” การเรียกสินบนอยู่ที่ระดับ20-30%
หรือบางโครงการเป็นจำพวกเอื้อประโยชน์ทางอ้อมให้กับ “3 เสาหลักคอร์รัปชัน” เช่นเป็นการลงทุนที่ทำให้มูลค่าสินทรัพย์ข้างเคียงเพิ่มขึ้น อาทิ การเพิ่มขึ้นของราคาที่ดินที่มากกว่า “เงินทอน” ในระดับโครงการเสียด้วยซ้ำ
มีเหตุผลอย่างน้อย 3 ประการ 1.โครงการลงทุนขนาดใหญ่ที่ผ่านมาเรียกได้ว่าไม่มี“ส่วนร่วม” จากประชาชนแม้แต่น้อย และเป็นโครงการแบบ “Top-Down” แทบทั้งสิ้น
เริ่มจากหน่วยงานของรัฐจ้างบริษัทที่ปรึกษา บริษัทที่ปรึกษาศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการ ความคุ้มค่าการลงทุนหลายโครงการจะพบว่าบริษัทที่ปรึกษาเป็นเครือข่ายเดียวกับ “ขุมข่ายการเมือง” หรือ “พรรคพวก” กัน
โอกาสที่ผลการศึกษาโครงการจะระบุว่าโครงการ “ไม่คุ้มค่า” แทบไม่มีเลย เพราะฝ่ายการเมืองเขาสั่งดันเต็มสูบ แต่ก็มีบ้างที่บางโครงการที่ล้มไปบ้าง เพราะบังเอิญมีการเปลี่ยนขั้วการเมือง
ขณะที่การมีส่วนร่วมของประชาชนต่อโครงการลงทุนในรูปแบบรับฟังความคิดเห็นนั้น เป็นประหนึ่ง “พิธีกรรม” รับรองการมีส่วนร่วมทั้งๆ ที่คนส่วนใหญ่แทบไม่มีข้อมูลใดอยู่ในมือเลย แล้วจะเรียกว่ามีส่วนร่วมได้อย่างไร
เช่น โครงการเช่ารถเมล์ 4,000 คันที่ถูก “ล้ม” บริษัทที่ปรึกษาระบุว่าเป็นโครงการที่คุ้มค่าในการลงทุน แต่สุดท้ายก็ล้มลงเพราะมีการนำข้อมูลมา “แฉ” ในที่สาธารณะ เมื่อกระแสสังคมต้านหนัก โครงการจำต้องพับไปโดยปริยาย
โครงการแอร์พอร์ตลิงก์ที่มีข้อ “ครหา” ว่าเงินที่ลงไปกว่า 1.9 หมื่นล้านบาท ไม่คุ้มราคา “ค่างาน” ที่ส่งมอบให้การรถไฟแห่งประเทศไทย (ร.ฟ.ท.) แถมมีกลิ่นตุๆ ของ “ส่วนต่าง” ระดับ 20%
ขณะที่การส่งมอบพื้นที่ล่าช้าเกือบทำให้ ร.ฟ.ท.ต้องเสีย “ค่าโง่” หลักหมื่นล้านบาท แต่สุดท้ายก็ดันโครงการสำเร็จได้ ทว่าเมื่อโครงการนี้เปิดให้บริการจริงผลประกอบการขาดทุน “บักโกรก” ต้องขอเงินรัฐบาลเสริมสภาพคล่องเรื่อยมา
ส่วนเสียงสะท้อนจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในวงการ “ผู้รับเหมา” ก็ได้แต่เงียบกริบ เพราะต่างรู้กันอยู่เต็มอกว่าโครงการนี้ใครจะได้งาน มีส่วนต่างเท่าไหร่
วันนี้พวกเขายอมถอยเสียตั้งแต่ต้นดีกว่า “เสี่ยง” ส่งเสียงร้องโวยวาย และถูก “มือมืด” สั่งกรมสรรพากร สอบภาษีย้อนหลังก็มี
“โครงการลงทุนขนาดใหญ่ ถ้าไปถามประชาชนหรือคนในพื้นที่เขาแทบไม่รู้เลยว่าจะมีโครงการอะไรลงในพื้นที่เขาบ้าง อาจเป็นเพราะเขาไม่รู้ข้อมูลหรือไม่สนใจอยากรู้ก็ไม่ทราบ” สมบัติ ธำรงธัญวงศ์ คณะรัฐประศาสนศาสตร์ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า)ให้มุมมอง
2.โครงการสร้างประเทศที่ลงทุนไปจะมีการใช้ประโยชน์ได้จริงหรือไม่ เพราะเห็นกันอยู่ “ตำตา” หลายโครงการลงทุนระดับหลายหมื่นล้าน แต่ถูกทิ้งไว้ไม่ได้ใช้ เช่น บ่อบำบัดน้ำเสียคลองด่าน บ่อบำบัดน้ำเสีย จ.ระยอง หรือโครงการเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์ที่คาราคาซังมาจนถึงทุกวันนี้
นี่ยังไม่นับรวมถึงสนามบินจังหวัดที่สร้างแล้วไม่ได้ใช้ หรือสร้างแล้วใช้ไม่เต็มที่ก็มีให้เห็นในหลายจังหวัด
อีกตัวอย่างหนึ่งที่เห็นได้ชัดเจน คือ ท่าเรือ จ.นครสวรรค์ ที่ลงทุนกว่า 1,000 ล้านบาทแต่ใช้ขนสินค้าไม่เต็มที่ เพราะบางช่วงเวลาหรือบางช่วงของแม่น้ำ ระดับน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยาอยู่ในระดับต่ำกระทั่งใช้เดินเรือไม่ได้
จึงเป็นสิ่งที่ชวนให้สงสัยว่าโครงการขนส่งที่ลงทุนลงแรงนับล้านล้านบาท จะมีโครงการประเภทที่สร้างแล้วไม่ได้ใช้อยู่หรือไม่ แต่ในอดีตต้องยอมรับว่า “มี”
และ 3.หาประโยชน์จากการลงทุนทั้งทางตรงและทางอ้อม การหาประโยชน์ทางตรงก็ชัดเจนอยู่แล้ว นั่นคือการเรียกรับสินบนในโครงการก่อสร้างสนามบินสุวรรณภูมิเฟส 1
รัฐมนตรีเจ้ากระทรวงคมนาคมสมัยนั้นเรียกรับสินบนจากผู้รับเหมา กระทั่งผู้รับเหมาทนไม่ไหวที่ถูกเรียกสินบนระดับ 20-25% ทั้งๆ ที่ค่าน้ำร้อนน้ำชาสมัยนั้นปกติอยู่ที่ระดับ 5-10% เท่านั้น ส่งผลให้งานต้องล่าช้าออกไป
บังเอิญผู้รับเหมารายนั้นเป็นเพื่อน “นายหญิง” และรี่ไปฟ้องกับนายหญิง กระทั่งรัฐมนตรีคนนั้นต้อง “บ๊ายบาย” จากตำแหน่งก่อนกำหนด เพื่อให้รัฐมนตรีคนใหม่เข้ามาทำงานแทน โครงการสนามบินสุวรรณภูมิจึงลุล่วงตามกำหนด
แผนลงทุนโครงการลงทุนสร้างประเทศ 2.27 ล้านล้านบาท มีโครงการที่สำคัญ คือ โครงการก่อสร้างสนามบินสุวรรณภูมิเฟส 2วงเงินกว่า 6.6 หมื่นล้านบาท ตรงนี้ต้องรอดูว่าจะว่าซ้ำรอย “แผลเก่า” หรือไม่
อีกตัวอย่างที่น่าสนใจ คือ โครงการรถไฟฟ้าสายสีม่วงบางใหญ่บางซื่อ ที่แค่คิดก็ผิดหลักการการลงทุนแล้ว เพราะตามปกติเมื่อมีการสร้างรถไฟฟ้าตรงแหล่งลงทุนในพื้นที่หรือแหล่งชุมชนที่ “หนาแน่น” และส่วนใหญ่เป็นเส้นทางที่มีการจราจรแออัด เช่น ถนนลาดพร้าวที่รถติดทุกวันและติดหนักในช่วงเวลาเร่งด่วน
โครงการรถไฟชานเมืองบางซื่อรังสิตที่สามารถลดปริมาณการจราจรบนถนนวิภาวดีรังสิตได้ แต่โครงการระดับหลายหมื่นล้านบาทยังไม่ “ตอกเสาเข็ม” เพราะไม่มีค่ารื้อย้าย“ท่อน้ำมัน” แค่ 300 ล้านบาท
เป็นเพราะโครงการเหล่านี้โกยเงินเข้ากระเป๋า “เป็นกอบเป็นกำ” ไม่ได้ใช่หรือไม่
และอาจตั้งข้อสังเกตได้ว่า เหตุที่โครงการรถไฟชานเมืองที่สมควรสร้างได้เร็วและเป็นประโยชน์มาก กลับ “ล่าช้า” เป็นเพราะเจ้าของหน่วยงานคือ ร.ฟ.ท. บริหารงานไม่มีประสิทธิภาพ หรือกังวลแทนว่าเจ้าของ“ทางด่วนโทลล์เวย์” ว่าคนจะใช้ทางด่วนน้อยลงและหันไปใช้รถไฟฟ้าแทน
โครงการรถไฟฟ้าสายสีม่วงที่ได้รับการจัดลำดับการลงทุนก่อนโครงการอื่นๆ ทั้งๆที่ประชากรในพื้นที่ “เบาบาง”
แต่ทว่าโครงการนี้ทำให้นักการเมืองหรือนายหน้าอสังหาริมทรัพย์ที่รู้ข้อมูลก่อน “กว้านซื้อ” ที่ดินแถบนั้น เรียกว่าได้กำไรงามไปตามๆ กัน ทั้งค่าเวนคืนที่ดิน มูลค่าที่ดินที่เพิ่มขึ้น และกำไรจากการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์
ฝันลงทุนสร้างประเทศด้วยเงินลงทุน2 ล้านล้านบาท ที่จะกลายเป็นหนี้สาธารณะในอนาคตที่คนไทยต้องแบกรับ ไม่รู้ว่างานนี้ใคร...ได้ประโยชน์กันบ้าง ขอดูตัวกันให้ถนัดตาสักที







