posttoday
สัญญาณถอย เทมาเซก

สัญญาณถอย เทมาเซก

09 มีนาคม 2553

8...ทีมข่าวการเงิน

มีสัญญาณคลื่นความถี่สูงจากสิงคโปร์แล้วว่า “กองทุนเทมาเซก” ซึ่งเข้ามาซื้อหุ้นชิน คอร์ปอเรชั่น แบบยกกระบิของตระกูลชินวัตร

อยากจะ “ถอย” และ “ถอน” จากการเข้ามาลงทุนในประเทศไทย

แม้ผู้บริหารกลุ่มชินฯ จะออกมาการันตีว่ายังไม่มีการเปลี่ยนแปลงในเชิงผู้ถือหุ้นขณะนี้

แต่ลึกๆ แล้วก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าทุกฝ่าย “หวั่นไหว” กับผลต่อเนื่องของคำพิพากษาศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง

คลื่นความถี่สูงยังส่งสัญญาณด้วยว่า งานนี้กองทุนเทมาเซกอยู่ในสภาพหลังพิงฝา

แม้จะอยากขายหุ้นออก แต่จะหาคนซื้อก็ยากเต็มที

เมื่อข่าว “วงใน” จากกระทรวงการคลัง ที่จูนตรงกับข่าวของกระทรวงไอซีที ระบุว่า

อาจมีการฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายย้อนหลังกรณีแก้ไขสัญญาสัมปทานให้บริษัท เอไอเอส และบริษัทที่เกี่ยวข้องกับคำพิพากษาทั้งหมด

...ตัวเลขที่ออกมาเฉียดๆ แสนล้านบาท

จึงไม่แปลกที่ช่วงหลังๆ มีคนตั้งข้อสังเกตว่าหุ้นกลุ่มชินฯ จ่ายเงินปันผลค่อนข้างสูง

โดยหลังสุดเทมาเซกซึ่งถือหุ้นชินคอร์ปอยู่ที่ 3,076.75 ล้านหุ้น หรือ 95.98% ได้รับเงินปันผลเป็นจำนวน 3,845.93 ล้านบาท

แหล่งข่าวระบุว่า ภายในสิ้นเดือน มี.ค.นี้ หรืออย่างช้าต้นเดือน เม.ย. กระทรวงไอซีทีจะเสนอที่ประชุมคณะรัฐมนตรีเศรษฐกิจรื้อสัญญาของเอไอเอสที่ศาลฎีกามีคำตัดสินออกมาชัดเจนว่ามีการแก้ไขโดยมิชอบ

แหล่งข่าวเปิดเผยว่า สำหรับเรื่องค่าเสียหายก็จะมีการเรียกย้อนหลังกับบริษัท เอไอเอส หรือบริษัทที่เกี่ยวข้องทั้งหมด

“ส่วนผู้มีส่วนรู้เห็นในการกระทำผิดก็จะมีการดำเนินคดีฟ้องร้องต่อไป” แหล่งข่าวระบุ

โดยผู้กระทำผิดจะครอบคลุมอดีตผู้บริหารองค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทย (ทศท) รวมถึงบอร์ดชุดที่อนุมัติการแก้ไขสัญญาด้วย

ขณะที่กระทรวงการคลังตั้งแท่นไว้ว่า

มูลค่าความเสียหายจากการปรับลดอัตราส่วนแบ่งรายได้ที่เอไอเอสต้องจ่ายให้ ทศท (ปัจจุบันคือบริษัท ทีโอที) ในการลดค่าสัมปทานให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ (มือถือ) แบบบัตรเติมเงิน จากเดิม 25% เหลือ 20% ประมาณ 3.1 หมื่นล้านบาท

การแก้ไขสัญญาสัมปทานเรื่องค่าเชื่อมต่อโครงข่าย (โรมมิง) ให้เอไอเอส อีก 6,900 ล้านบาท

ขณะที่ค่าเสียหายจากการออก พ.ร.ก.นำภาษีสรรพสามิตกิจการโทรคมนาคม หักออกจากส่วนแบ่งรายได้สัมปทาน ทำให้ทีโอทีเสียหายเกือบ 6 หมื่นล้านบาท

ด้านนายวิเชียร เมฆตระการ หัวหน้าคณะเจ้าหน้าที่ผู้บริหารบริษัท เอไอเอส ระบุว่า หากมีการดำเนินขั้นตอนทางกฎหมายจริงก็ต้องใช้เวลาอย่างน้อย 8 ปี

กว่าจะผ่านกระบวนการวินิจฉัยของอนุญาโตตุลาการตามที่สัญญาสัมปทานกำหนดก็ต้องใช้เวลา 2 ปี

จากนั้นจึงเข้าสู่กระบวนการพิจารณาของศาลแพ่งหรือศาลปกครอง หากพิจารณาทั้ง 3 ศาลต้องใช้เวลาถึงราว 6 ปี

นายวิเชียร ยืนยันว่า ปัญหาที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องของตัวบุคคล และไม่เชื่อว่าการดำเนินการของภาครัฐที่สืบเนื่องจากคำพิพากษาจะไปถึงขั้นการยึดสัมปทาน

“บริษัทมีความกังวลต่อการดำเนินการของภาครัฐ และได้มีการพูดคุยกันระหว่างผู้บริหารในกลุ่มชินคอร์ปถึงเรื่องที่เกิดขึ้น เพื่อเตรียมแผนรองรับ ซึ่งฝ่ายกฎหมายกำลังพิจารณาอยู่” นายวิเชียร ระบุ

อีกกรณีที่ทำให้กลุ่มเทมาเซกอยากจะถอยหนีจากหุ้นชินคอร์ป น่าจะเป็นเพราะคดีบริษัท กุหลาบแก้ว เป็นนอมินีถือหุ้นชินคอร์ปนั้นยังคาราคาซังอยู่ในกรมสอบสวนคดีพิเศษหรือดีเอสไอ

กรณีดังกล่าวสังคม “มีคำตอบ” ให้แล้วว่าเทมาเซกผิดหรือไม่ เพียงแต่งานนี้สาวไปก็เจอตอ

สาวไปสาวมา คนทำคดีก็น้ำท่วมปาก!!!

คำถามต่อมาก็คือหากกลุ่มเทมาเซกถอยหลังไป ชินคอร์ปจะอยู่อย่างไร และใครจะเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่รายต่อไป

เพราะต้องยอมรับว่าขณะนี้นักธุรกิจที่เคยกอดคอกับกลุ่มเทมาเซกน่าจะถอยหนีกันหมด

ไม่ว่าจะเป็นแบงก์กรุงเทพ กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ หรือกลุ่มเจริญ สิริวัฒนภักดี

งานนี้คงไม่มีใครอยากร่วมสังฆกรรมกับกลุ่มทักษิณ เรียกได้ว่าครั้งเดียวก็เกินพอ

อีกทั้งหากเอไอเอสและกลุ่มชินคอร์ปต้องจ่ายค่าเสียหายก้อนมหาศาลก็พอจะมองเห็น “เส้นทาง” ของบริษัทในอนาคต

เพราะงานนี้มีคำพิพากษาของศาลฎีกาฯ ชี้ชัดมาแล้ว โอกาสที่จะรอดพ้นความผิดคงยาก

เพียงแต่การ “ตีราคา” ความเสียหายที่เอไอเอสจะต้องจ่ายเพิ่มเป็นเท่าไหร่แค่นั้น

จริงๆ แล้วสังคมไม่ควรที่จะบอกว่าเอไอเอสต้องจ่ายค่าเสียหายเท่าไหร่

เพราะคำพิพากษาก็บอกชัดเจนแล้วว่าการแก้ไขสัญญาดังกล่าวกระทำไม่ถูกต้อง มีการใช้อำนาจของอดีตนายกรัฐมนตรี ที่มีผลประโยชน์ส่วนตัวขัดกับผลประโยชน์ส่วนรวม

ดังนั้น ทางที่ดี สังคมควรบอกว่าประเทศไทยและคนไทยจะได้รับความยุติธรรมอย่างไรน่าจะถูกต้องกว่า!!!

ข่าวล่าสุด

เอาท์ซอร์สโปรดักชั่น โกยภาษีบาป 5 ปี 60 ล้าน กำไรต่อเนื่อง สวนทาง ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน

เอาท์ซอร์สโปรดักชั่น โกยภาษีบาป 5 ปี 60 ล้าน กำไรต่อเนื่อง สวนทาง ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน