
แดงฉุนตั้งฉายา"ปูลูกป๋า"สยบใต้อำมาตย์
ครั้งนี้ถือเป็นรอบสองที่คนเสื้อแดงต้องกล้ำกลืนฝืนทนจากครั้งแรกที่รัฐบาลได้เชิญพล.เปรมร่วมงานเลี้ยงที่ทำเนียบฯ
โดย....ทีมข่าวการเมือง
วันที่ 26 เม.ย. มีงานบาดใจคนเสื้อแดง เมื่อ นายกฯยิ่งลักษณ์ ชินวัตร จะนำรองนายกฯไปรดน้ำ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษที่บ้านสี่เสาเทเวศน์ โดยระบุว่า จะไปหารือถึงแนวทางการสร้างความปรองดองแห่งชาติ ท่ามกลางความไม่พอใจของคนเสื้อแดงอย่างหนัก ที่เห็นว่า พรรคเพื่อไทยกลับลำจูบปากกับฝ่ายอำมาตย์ที่เคยโจมตีขัีบไล่ ข้างล่างเป็นเสียงสะท้อนของแกนนำเสื้อแดงบางทัศนะทั้งคัดค้านและสนับสนุน
ชินวัฒน์ หาบุญพาด แกนนำนปช.ที่ปรึกษารมช.คมนาคม เปิดเผยว่า จากที่ได้ฟังเสียงสะท้อนจากคนเสื้อแดงยืนยันว่าทำใจไม่ได้ที่รัฐบาลนี้ต้องไปยอมอยู่ใต้อำนาจอำมาตย์ ที่ฝ่ายบริหารต้องยอมเข้าไปรดน้ำดำหัวพล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ เพราะยังเป็นบาดแผลร้าวลึกในหมู่คนเสื้อแดงที่ได้ต่อสู้อยู่คนละซีกกัน ซึ่งการต่อสู้ที่ผ่านมาแกนนำนปช. และคนเสื้อแดงยังด่าว่า นักการเมืองและอำมาตย์มามาก แต่วันนี้จะต้องมารดน้ำรับนโยบายจากพล.อ.เปรม เสียเองกลายเป็นว่า รัฐบาลนี้กลายเป็น “รัฐบาลลูกป๋า” ไปอีกชุด ซึ่งครั้งนี้ถือเป็นรอบสองที่คนเสื้อแดงต้องกล้ำกลืนฝืนทนจากครั้งแรกที่รัฐบาลได้เชิญพล.เปรม ร่วมเลี้ยงที่ทำเนียบรัฐบาลเพื่อร่วมขอบคุณหน่วยงานต่างๆ ที่มาแก้ปัญหาน้ำท่วม
นายชินวัตน์ กล่าวว่า คนเสื้อแดงพูดกันว่า การปรองดองไม่ใช่ว่าเราต้องไปยอมสยบ หรือรดน้ำพล.อ.เปรมแล้วเพื่อให้ทุกอย่างดีขึ้น โดยที่เราต้องยอมถูกกลืนเป็นอำมาตย์ไปด้วย เพราะสุดท้าย ส่วนหัวอาจจะปรองดองได้ แต่ส่วนหาง คือ คนเสื้อแดงอาจจะติดคุกต่อไปและอยู่ใต้อุ้งเท้าเขา การปรองดอง ทุกคนรวมถึงอำมาตย์ต้องอยู่ใต้กฎกติกา ไม่มีใครอยู่เหนือกฎหมาย หรือ เป็นคนวิเศษ
“ถ้ายังเป็นอย่างนั้น คนเสื้อแดงที่ผิดหวัง มันก็อาจเกิดกลุ่มไล่รัฐบาลกันเอง เขาอาจจะแยกไปตั้งพรรคใหม่ก็ได้ และคนเสื้อแดงที่ติดคุกในช่วงต่อสู้ก็ยังไม่มีความคืบหน้าว่าจะได้ออกเมื่อไร คนเสื้อแดงถามกันว่า สุดท้ายประเทศนี้จะต้องมีรัฐบาลอำมาตย์อย่างนี้ตลอดไปหรือ" นายชินวัฒน์ กล่าว
นายพิพัฒน์ชัย ไพบูลย์ โฆษกกระทรวงมหาดไทย แกนนำนปช. กล่าวว่า การที่น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เตรียมนำรองนายกรัฐมนตรีเข้าพบพล.อ.เปรม ไปรดน้ำดำหัวในวันขึ้นปีใหม่ไทย ถือเป็นเรื่องดีเพราะเป็นตัวแทนของประเทศไทย และต้องประสานงานกับทุกฝ่าย แม้ว่าก่อนหน้านี้น.ส.ยิ่งลักษณ์จะได้รับเลือกตั้งด้วยฐานเสียงของคนเสื้อแดงก็ตาม แต่ก็จะขอสนับสนุนการเข้าพบพล.อ.เปรมของนายกฯอย่างเต็มที่
“ทุกคนรู้กันดีว่าพล.อ.เปรมมีลูกน้องจำนวนมาก และลูกน้องท่านก็มีบทบาทในหลายส่วน ซึ่งหากจะไปขัดแย้ง หรือโจมตีพล.อ.เปรมอย่างเดียว ด้วยบทบาทของนายกฯนั้นไม่สามารถทำได้ การเข้าพบตามวัฒนธรรมประเพณี จึงถือเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด ที่รัฐบาลสามารถกระทำได้” พิพัฒน์ชัยกล่าว
อย่างไรก็ตาม พิพัฒน์ชัยยอมรับว่า มีกลุ่มคนเสื้อแดงจำนวนมากไม่พอใจต่อปฏิกิริยาของน.ส.ยิ่งลักษณ์ ซึ่งหลังจากนี้คงต้องอธิบายไปยังคนเสื้อแดงว่า แนวทางของกลุ่ม ไม่ใช่การสยบยอมต่อกลุ่มชนชั้นนำ หรืออำมาตย์ที่เคยต่อสู้ซึ่งกันและกัน แต่เป็นการเดินหน้าของรัฐบาลซึ่งจะนำไปสู่ความปรองดอง ที่ต้องยกเลิกความอาฆาตมาดร้าย และอคติที่เคยมีมา ซึ่งหากไม่คุยกัน ปัญหาก็ไม่จบ ซึ่งพล.อ.เปรมก็เป็นอดีตนายกรัฐมนตรี เป็นประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ ซึ่งแน่นอนพล.อ.เปรมถือเป็นมนุษย์คนหนึ่ง อาจมีเรื่องที่เคยทำผิดพลาดบ้าง แต่ขอให้นำเรื่องที่ท่านทำดี หรือประสบการณ์ที่เคยทำกับประเทศชาติมาหารือกัน ย่อมดีกว่า
ทั้งนี้ พิพัฒน์ชัยกล่าวว่า กลุ่มคนเสื้อแดง ยังไม่ลืมว่าใครเป็นผู้สังหารประชาชน ในช่วงเดือนเม.ย. – พ.ค. 2553 และยังคงตามล่าหาผู้กระทำผิด ซึ่งทำให้มีผู้เสียชีวิตถึง 91 ศพต่อไป และหากเราพบว่ามีคนที่เกี่ยวข้องกับพล.อ.เปรม หรือมีคนในพรรคประชาธิปัตย์เกี่ยวข้อง คนเสื้อแดงก็ยืนยันจะเดินหน้าหาผู้กระทำผิดอย่างแน่นอน อย่างไรก็ตาม มองว่าครั้งนี้ ผู้ที่เดือดร้อนมากที่สุดคือพรรคประชาธิปัตย์ ที่ไม่สามารถทนเห็นรัฐบาลและพล.อ.เปรมปรองดองกันได้ นั่นทำให้พรรคประชาธิปัตย์เสียประโยชน์ และไม่สามารถเอาประเด็นนี้มาโจมตีทางการเมืองในอนาคต
ขณะที่จารุพรรณ กุลดิลก สส.พรรคเพื่อไทย และแกนนำเสื้อแดง กล่าวว่า เป็นสิทธิ์ของนายกฯ และรัฐมนตรีที่จะเข้าพบ ซึ่งก็เป็นไปตามวัฒนธรรมไทย และธรรมเนียมปฏิบัติก่อนหน้านี้ ถือว่าเป็นเรื่องดีที่คู่ขัดแย้งสองฝ่าย ได้เข้ามาหันหน้าเข้าหากัน และเปิดพื้นที่สื่อสารกันให้มากขึ้น เพราะปัญหาในปัจจุบันคือทั้ง 2 ฝ่ายที่ต่างก็มีมวลชนของตัวเอง ต่างคิดว่าอีกฝ่ายเป็นผู้กระทำผิด ทำให้ไม่สามารถคลี่คลายปัญหาได้
ส่วนการที่กลุ่มคนเสื้อแดงบางกลุ่มออกมาคัดค้านนั้น จารุพรรณบอกว่า ก่อนหน้านี้พรรคเพื่อไทย ร้องหาพื้นที่ในการสื่อสาร และเสรีภาพในการแสดงออกตามสิทธิมนุษยชน ซึ่งครั้งนี้ถือว่าเป็นการเปิดพื้นที่ในการสื่อสารระหว่างสองขั้วเช่นเดียวกัน โดยครั้งนี้ เป็นเรื่องปกติ หากมนุษย์ทั้ง 2 ฝ่ายได้เผชิญหน้ากัน ก็จะสามารถป้องกันความรุนแรงที่จะเกิดขึ้นในอนาคต และเพิ่มขั้นตอนการเรียนรู้ของสังคม เพื่อขจัดความรุนแรงได้ด้วย
ด้านเพชรวรรต วัฒนพงศ์ศิริกุล แกนนำกลุ่มรักเชียงใหม่ 51 กล่าวว่า สิ่งที่นายกฯทำ ถือเป็นวัฒนธรรม ประเพณีของคนภาคเหนือ ที่ไม่ว่าจะทะเลาะกัน หรือเกลียดกันขนาดไหน แต่ใน 1 ปี ก็จะมีช่วงเทศกาลสงกรานต์ ที่คู่ขัดแย้งจะสามารถเข้ามาพูดคุยกันอย่างถ้อยทีถ้อยอาศัย ซึ่งคนเสื้อแดงในเชียงใหม่ทุกคนก็เข้าใจบทบาทนายกฯ ว่าหากตนเองเป็นนายกฯ ก็ต้องทำอย่างนี้เช่นเดียวกัน
“แม้แต่ผมทะเลาะกับตำรวจ หรือทะเลาะกับใคร ช่วงเทศกาลสงกรานต์ ผมก็พร้อมจะคุกเข่าเข้าไปหา รดน้ำดำหัวในฐานะที่เป็นผู้ใหญ่ ส่วนที่มีปัญหาอะไรคาใจกัน ก็ไว้ผ่านพ้นช่วงเทศกาลไปก่อน ซึ่งคนเสื้อแดงทุกคนเข้าใจกันดี ยืนยันว่าเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องใหญ่” นายเพชรวรรต กล่าว







