posttoday
รับมือค่าแรง 300 ฉับไวสไตล์ "ลิงแก้แห"

รับมือค่าแรง 300 ฉับไวสไตล์ "ลิงแก้แห"

26 เมษายน 2555

เรียกว่าสนองตอบกับสถานการณ์ได้เร็วพอสมควร ตามสไตล์การบริหารงานแบบธุรกิจของพรรคเพื่อไทย

โดย...จตุพล สันตะกิจ

เรียกว่าสนองตอบกับสถานการณ์ได้เร็วพอสมควร ตามสไตล์การบริหารงานแบบธุรกิจของพรรคเพื่อไทย รับคำสั่งตรงจาก “เบื้องบน” ส่วน “เบื้องล่าง” มีหน้าที่ปฏิบัติโดยไม่มีข้อโต้แย้ง

ที่สำคัญต้องทันใจคนสั่งการที่นิสัย “ใจร้อน”

ไม่เช่นนั้นอาจถูก “ปลด” กลางอากาศ เหมือนที่อดีตรัฐมนตรีหลายคนเคยประสบมาแล้ว โดยเฉพาะห้วงเวลาปรับคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในเดือน มิ.ย. ที่ว่ากันว่าเป็นการ “เขย่าใหญ่” ต่างคนต่างเร่งสร้างผลงานให้อยู่ในระดับประทับใจ

เป็นที่มาของมติ ครม. วันที่ 24 เม.ย. ที่เห็นชอบมาตรการการเงินและมาตรการภาษี 8 มาตรการ เพิ่มขีดความสามารถของ “เอสเอ็มอี” ซึ่งเป็น “นายจ้างกลุ่มใหญ่” ที่ได้รับผลกระทบและได้รับแรงบีบคั้น “สาหัสที่สุด” จากนโยบายเพิ่มค่าจ้าง 300 บาท ของพรรคเพื่อไทย

ได้แก่ การสนับสนุนสินเชื่อเพื่อนำไปใช้ในการพัฒนาเครื่องจักรหรือกระบวนการทำงาน 2 หมื่นล้านบาท โครงการสินเชื่อส่งเสริมการจ้างงานผ่านกองทุนประกันสังคม 1 หมื่นล้านบาท

การให้บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) ค้ำประกันสินเชื่อให้เอสเอ็มอีที่มีศักยภาพ แต่ไม่มีหลักเพียงพอ 2.4 หมื่นล้านบาท และการค้ำประกันสินเชื่อให้กับเอสเอ็มอีที่เพิ่งเริ่มกิจการใหม่ 1 หมื่นล้านบาท

การตั้งกองทุนพัฒนาฝีมือแรงงานเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการฝึกอบรมแรงงาน 4.2 หมื่นบาทต่อราย โดยปล่อยสินเชื่อในอัตราดอกเบี้ย 0.1% ต่อปี เป็นเวลาสูงสุดไม่เกิน 4 ปี

ส่วนมาตรการภาษี เช่น ยกเว้นภาษีขายเครื่องจักรเก่าเพื่อซื้อเครื่องจักรใหม่ การหักค่าเสื่อมราคาเครื่องจักรใหม่ได้ 100% ตั้งแต่ปีแรก และนำส่วนต่างค่าแรงที่เพิ่มขึ้นมาหักค่าใช้จ่ายได้ 1.5 เท่า

สิ่งที่สะท้อนชัดเจนจากมาตรการที่ออกมา “รับมือ” กับนโยบายเพิ่มค่าจ้าง 300 บาทครั้งนี้ จะพบว่าเป็นตัวยาสูตรเดิมๆ ที่เห็นกัน “ชินตา”

ประหนึ่ง “ยาสามัญประจำบ้าน” ที่ทุกรัฐบาลงัดมาใช้ทุกครั้งในยามที่ประเทศเกิดเหตุการณ์ “ไม่ปกติ” ในระบบเศรษฐกิจ

ย้อนหลังได้ตั้งแต่เกิดเหตุการณ์ชุมนุมประ ท้วงการเมือง เหตุการณ์ปิดสนามบินสุวรรณภูมิ-ดอนเมือง เหตุการณ์เผาบ้านเผาเมือง วิกฤตเศรษฐกิจโลกหลายครั้ง ค่าเงินบาทแข็ง สถานการณ์ราคาน้ำมันแพง และล่าสุดเหตุการณ์อุทกภัยปลายปี 2554

ยาสามัญที่จัดลงถาดยาประเคนให้ “เอสเอ็ม อี” ตัวยาหลักๆ หนีไม่พ้นการให้สินเชื่อผ่อนปรน หรือซอฟต์โลน การค้ำประกันสินเชื่อ และการหักลดหย่อนภาษี จะแตกต่างกันบ้างก็ส่วนน้อยตามความลักษณะจำเพาะของเหตุการณ์

รับมือค่าแรง 300 ฉับไวสไตล์ "ลิงแก้แห"

 

ตรงนี้ไม่ต่างจาก “หมอเลี้ยงไข้” ดีๆ นี่เอง

ขณะที่ตลอดห้วงเวลา 5-6 ปี เอสเอ็มอียังเป็นกลุ่มนายจ้างที่มีความ “เปราะบาง” เมื่อถูกรับแรงกระแทกจากปัญหาเศรษฐกิจทั้งภายในและภายนอกแทบทุกครั้ง

ไม่เพียงเท่านั้น วิธีการทำงานแบบ “ทำไป-แก้ไป” ที่รัฐบาลพรรคเพื่อไทย “ถนัด” โดยเฉพาะการออกมาตรการแก้ปัญหา “ทีละจุด” รังแต่จะทำให้ลดผลกระทบจากนโยบายค่าจ้าง 300 บาท ยุ่งเหยิงเป็น “ลิงแก้แห”

เพราะต้องไม่ลืมว่านโยบายค่าจ้างขั้นต่ำ 300 บาท ที่พรรคเพื่อไทย “ชูโรง” หาเสียงของพรรคเพื่อไทยและถือ “ได้ทำแล้ว” เป็นนโยบายที่สร้างความแรงสั่นสะเทือนต่อระบบเศรษฐกิจไทย “ครั้งใหญ่” และ “ลึก” ระดับโครงสร้าง

กระทั่งมีเสียงเรียกร้องจากบรรดานักอุตสาห กรรมและนายจ้างที่เสนอว่า ขอให้ออกกฎหมายห้ามใช้นโยบายปรับค่าแรงมาเป็นนโยบายหาเสียงกันเลยทีเดียว

เนื่องจากการปรับเพิ่มอัตราค่าจ้างขั้นต่ำที่เพิ่มขึ้นในอัตรา 39.5% จากระดับปัจจุบัน ส่งผลให้นายจ้างและสถานประกอบการมีต้นทุนการผลิตเพิ่มขึ้น 6-10% ยังไม่นับต้นทุนอื่นๆ ที่เพิ่มขึ้น เช่น ราคาน้ำมัน ค่าไฟฟ้า และวัตถุดิบ

ภาระที่ถมใส่บ่านายจ้างเอสเอ็มอีรอบนี้หนักหน่วงยิ่งนัก

รัฐบาลพรรคเพื่อไทยที่ยังคงยืนกรานนโยบายเพิ่มกำลังซื้อในประเทศผ่านนโยบายเพิ่ม “ค่าจ้าง”

พร้อมทั้งตั้งเป้ายกระดับประเทศไทยให้พ้นจากประเทศที่พึ่งพา “ค่าแรงต่ำ” โดยไม่สนใจเสียงเหล่านายจ้างที่เสนอให้ยืดเวลาปรับค่าจ้าง 300 บาท ทั่วประเทศเป็น 23 ปี เพื่อให้มีเวลาปรับตัว

เป็นสิ่งที่ฟังแล้วสวยหรู แต่ทว่าไม่ได้เข้าถึง “หัวใจ” การยกระดับประเทศการพัฒนาประเทศที่แท้จริง

โดยเฉพาะการสร้างระบบการแข่งขันในตลาดที่มีการแข่งขันเสรีอย่างแท้จริง ไม่ใช่ระบบ “ผูกขาด” อย่างทุกวันนี้

นายจ้างที่เป็นเอสเอ็มอีไม่อาจ “ก้าวข้าม” ไปสู่การเป็นผู้ผลิตที่ใช้เทคโนโลยีระดับขั้นสูง การผลิตสินค้าที่พึ่งพาการวิจัยพัฒนา

หรือการต่อยอดงานวิจัยไปสู่การผลิตสินค้าที่ “โดดเด่น” มีการออกแบบและพัฒนาเทคนิคการผลิตเฉพาะ ตลอดจนการลงทุนเพื่อวิจัยพัฒนาในระดับกิจการ

สิ่งที่เอสเอ็มอีส่วนใหญ่เป็นในตอนนี้ คือ เป็นผู้รับจ้างผลิต และจำต้องอยู่ในห่วงโซ่ของการผลิตที่ต้องแข่งขันในด้านราคาและต้นทุน ที่สำคัญที่สุด คือ “การไม่มีอำนาจต่อรอง” ใดๆ

ในขณะที่ผลพวงการปรับเพิ่มค่าจ้างขั้นต่ำ “ระลอกแรก” ทำให้บรรดานายจ้างทั้งหลาย โดยเฉพาะเอสเอ็มอีนับล้านรายต่างยกมือ “กุมขมับ” เฝ้ากังวลถึงอนาคตของกิจการที่สร้างมากับมือด้วยน้ำพักน้ำแรงและหยาดเหงื่อ

ที่หนักกว่านั้นคือ การปรับเพิ่มค่าจ้างขั้นต่ำ “ระลอกสอง” ที่ปรับค่าจ้างขั้นต่ำเป็น 300 บาท ทั่วประเทศในวันที่ 1 ม.ค. 2556 ที่บางจังหวัดอัตราค่าจ้างขั้นต่ำจะพุ่งขึ้น 7080% และมีแนวโน้มว่า 7 จังหวัดนำร่องที่ปรับค่าจ้าง 300 บาท ไปก่อนหน้านี้ต้องขยับปรับเพิ่มค่าแรงเกินกว่า 300 บาท อย่างเลี่ยงไม่ได้

การปรับระบบค่าจ้างอย่างฉับพลัน ไม่มีการเตรียมการ อาจส่งผลกระทบต่อสังคมและเศรษฐกิจอย่างคาดไม่ถึง เช่น อัตราเงินเฟ้อที่เพิ่มขึ้นรุนแรง ตัวเลขการว่างงานที่ปรับเพิ่มขึ้น

ประเทศไทยยามนี้กำลังอยู่ในช่วง “หัวเลี้ยวหัวต่อ” ที่สำคัญในประวัติศาสตร์เศรษฐกิจ ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นในหลายประเทศที่มีการปรับเพิ่มค่าจ้างขั้นต่ำหรือยกระดับค่าจ้าง อาจเกิดขึ้นที่นี่ ประเทศไทย

การปรับลดคนงานขนานใหญ่ เพราะมีการนำเครื่องจักรมาแทนคน ส่วนที่ไปไม่ไหวก็ต้องปิดกิจการ ย้ายฐานการผลิตไปประเทศที่มีค่าแรงถูก ซึ่งเกิดขึ้นมาแล้วในประเทศพัฒนาอย่างสหรัฐ ยุโรป และญี่ปุ่น

เหล่านี้เป็นปัญหาที่ทยอยตามมาให้รัฐบาล “แก้” หลังนโยบายค่าจ้าง 300 บาท เดินหน้า “เต็มสูบ”

ข่าวล่าสุด

เอาท์ซอร์สโปรดักชั่น โกยภาษีบาป 5 ปี 60 ล้าน กำไรต่อเนื่อง สวนทาง ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน

เอาท์ซอร์สโปรดักชั่น โกยภาษีบาป 5 ปี 60 ล้าน กำไรต่อเนื่อง สวนทาง ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน