
มาร์คชี้เป็นอำนาจศาลวินิจฉัยร่างแก้ไขรธน.
อภิสิทธิ์ ระบุวินิจฉัยร่างแก้ไขรธน.ขัดหรือกระทบรธน.หรือไม่ควรเป็นอำนาจศาลรธน.จี้แก้ที่มา ส.ส.ร.สรรหา 22 คน หวั่นบล๊อกโหวตยกชุด
อภิสิทธิ์ ระบุวินิจฉัยร่างแก้ไขรธน.ขัดหรือกระทบรธน.หรือไม่ควรเป็นอำนาจศาลรธน.จี้แก้ที่มา ส.ส.ร.สรรหา 22 คน หวั่นบล๊อกโหวตยกชุด
นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ และผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร กล่าวถึงการแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญที่ยืดเยื้อมาเป็นสัปดาห์ที่ 3 ในวาระสองว่า ขึ้นอยู่กับคณะกรรมการ 4 ฝ่าย ที่จะได้มีการหารือกันนอกรอบในที่ 24 เมษายน ก่อนที่จะกลับมาพิจารณากันต่อ โดยสรุปแล้วปัญหาที่เดินไปช้ามาก เป็นเพราะพรรคประชาธิปัตย์และ ส.ว. ส่วนหนึ่งไม่เห็นด้วยกับวิธีการในการที่จะรวบรัดตัดตอน แล้วก็ความพยายามในการที่จะออกแบบสภาร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งในที่สุดจะนำไปสู่การแก้ไขรัฐธรรมนูญ หรือยกร่างรัฐธรรมนูญเพื่อบุคคลมากกว่าเพื่อส่วนรวม
"ขณะนี้เข้าใจว่ารัฐบาลหรือคณะกรรมาธิการก็มองเห็นแล้วว่า คงจะจบกันยาก ถ้าไม่มีการพยายามที่จะปรับปรุงแก้ไขอะไรบางอย่าง ซึ่งเป็นเหตุ เป็นผลที่ท้วงติงกันอยู่ เพราะฉะนั้นในที่สุดก็มีการหารือกัน แต่บางอย่างฝ่ายรัฐบาลก็ไม่ยอม เช่น ส.ส.ร. ต้องมี 99 คน เจรจาเท่าไหร่ก็ไม่ได้ และในมาตรา 291/11 ก็เช่นเดียวกัน ที่เราไปจำกัดขอบเขตว่าการยกร่างรัฐธรรมนูญต้องไม่ไปกระทบอะไรบ้าง นอกจากนี้รัฐบาลและ กมธ.เสียงข้างมากยืนยันจะนำกฎหมายเลือกตั้งท้องถิ่นมาใช้กับการเลือก ส.ส.ร. "
นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า ประเด็นต่อมาคือ ส.ส.ร.ที่จากการสรรหา 22 คนนั้น มีการไปเขียนว่า คนที่จะเสนอขึ้นมานั้น นอกจากบรรดาสถาบันการศึกษามหาวิทยาลัยต่าง ๆ แล้ว จะเปิดโอกาสให้องค์กรเศรษฐกิจ องค์กรสังคม ซึ่งเป็นใครไม่ทราบ แต่ว่าองค์กรนี้จะใช้ได้ ไม่ได้นั้น เป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่ประธานสภากำหนด เราก็บอกว่าตรงนี้ขอให้ตัดไป เพราะไม่อย่างนั้นไม่รู้ว่า จะโผล่ขึ้นมากี่พัน กี่หมื่นองค์กร จากไหนไม่ทราบแล้วกลายเป็นประธานสภาเลือกได้ว่าองค์กรนี้เสนอได้ องค์กรนั้นเสนอไม่ได้
"เมื่อเสนอชื่อขึ้นมาแล้ว เพื่อให้สภาเลือก เราก็บอกว่าถ้าหาก ส.ส.ส.ว.คนนึงเลือกได้ 22 คน รวดเดียวเดี๋ยวก็เป็นบล็อคโหวต" นายอภิสิทธิ์กล่าว
นายอภิสทธิ์กล่าวว่า ถัดมาเป็นประเด็นการทำประชามติว่าควรจะให้รัฐสภาให้ความเห็นชอบอีกครั้งหนึ่งก่อน ก่อนที่จะไปประชามติหรือไม่ และมีประเด็นที่เกี่ยวเนื่องกันก็คือ ก่อนที่จะเสนอสภานั้น เดิมให้ประธานวินิจฉัยว่า จะเป็นปัญหาว่ารัฐธรรมนูญที่ร่างขึ้นมานี้ขัดต่อเงื่อนไขที่บอกว่าไปเปลี่ยนรูปของรัฐ ไปกระทบกับการปกครองระบอบประชาธิปไตยมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขหรือไม่นั้น ก็ไปให้รัฐสภาวินิจฉัย ซึ่งเราก็พยายามจะบอกว่าจริง ๆ จะเป็นอำนาจของศาลรัฐธรรมนูญ แต่รัฐบาลเสนอทำนองว่าให้รัฐสภาวินิจฉัย และประธานสภา ต้องมีดุลพินิจในการที่จะตัดสินใจเบื้องต้นว่าจะส่งไปประชามติเลยหรือไม่
อย่างไรก็ตาม เดิมกำหนดเป้าหมายว่าจะต้องเสร็จภายในวันที่ 8 พฤษภาคม ก็คงไม่สามารถจะทำได้ เพราะว่า 15 วันจากวันที่เสร็จวาระที่ 2 ขณะนี้ก็เลยเข้ามาสู่วันที่ 23 เมษายน วันอังคารก็เป็นวันที่ 24 เมษายน เพราะฉะนั้นถ้าบวกไปอีก 15 วัน วันที่ 8 พฤษภาคม คงต้องขยับไป







