posttoday
ขึ้นค่าจ้าง 300 บาท "เพื่อไทย"ได้คนเดียว

ขึ้นค่าจ้าง 300 บาท "เพื่อไทย"ได้คนเดียว

18 เมษายน 2555

นโยบายขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำวันละ 300 บาท ที่รัฐบาลดีเดย์ใช้เมื่อวันที่ 1 เม.ย.ที่ผ่านมา โดยให้บังคับใช้กับจังหวัดนำร่อง 7 จังหวัด

โดย...ชลลดา อิงศรีสว่าง

นโยบายขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำวันละ 300 บาท ที่รัฐบาลดีเดย์ใช้เมื่อวันที่ 1 เม.ย.ที่ผ่านมา โดยให้บังคับใช้กับจังหวัดนำร่อง 7 จังหวัด คือ กทม. นนทบุรี นครปฐม ปทุมธานี สมุทรปราการ สมุทรสาคร และภูเก็ต ได้สร้างปัญหาต่อเนื่องตามมาให้กับระบบเศรษฐกิจมากมาย

ที่น่าสนใจก็คือ การบังคับใช้ค่าจ้างใหม่นั้น มีลูกจ้างที่ได้ประโยชน์จากนโยบายนี้มากน้อยแค่ไหน ได้ประโยชน์จริง และทำให้คุณภาพชีวิตดีขึ้นหรือไม่

ศูนย์โปร่งใสกระทรวงแรงงาน ซึ่งเป็นหน่วยรับเรื่องราวร้องเรียนจากผู้ใช้แรงงาน ที่กระทรวงแรงงานตั้งขึ้น เพียง 20 วัน รับเรื่องร้องเรียนแล้ว 102 เรื่อง ประเด็นสำคัญคือ ค่าจ้าง 300 บาท

เรื่องร้องเรียน อาทิ จังหวัดใดจะได้รับค่าจ้าง 300 บาท หากนายจ้างไม่จ่ายค่าจ้าง 300 บาท จะมีความผิดหรือไม่อย่างไร ค่าจ้างจะรวมถึงสวัสดิการด้วยหรือไม่ เป็นต้น

หากกระทรวงแรงงานเอาจริงเอาจัง ตรวจสอบว่าผู้ใช้แรงงานได้รับค่าจ้างเพิ่มขึ้นหรือไม่ จะพบกับเรื่องที่น่าแปลกใจ เพราะนายจ้างจะหาสารพัดรูปแบบมาบีบรัดลดต้นทุนให้น้อยลง เพื่อไปจ่ายให้กับค่าจ้างที่โป่งขึ้นมาหลายเท่าจากนโยบายรัฐบาล

ไล่มาตั้งแต่ทยอยเลิกจ้างลูกจ้างรายวัน และให้พนักงานประจำทำงานมากขึ้น

มีการเปลี่ยนการจ้างงานจากจ่ายค่าตอบแทนเป็นรายเดือน ก็เปลี่ยนมาจ่ายเป็นรายชั่วโมง ด้วยการนำเอาค่าจ้าง 300 บาท คูณเข้ากับจำนวนวันแล้วหารออกมาเป็นรายชั่วโมง โดยเฉพาะธุรกิจบริการที่ต้องใช้แรงงานมากอย่างร้านอาหาร เป็นต้น ทำให้ลูกจ้างบางคนแทนที่จะได้ค่าจ้างสูงขึ้นกลายเป็นได้ต่ำกว่าเดิม

นอกจากนี้ พนักงานที่มีสวัสดิการ กินอยู่กับนายจ้าง มีที่พักและอาหารให้ นายจ้างก็เปลี่ยนเป็นจ่ายค่าจ้างขั้นต่ำให้ แต่ให้ลูกจ้างออกไปหาที่พักเอง ซึ่งลูกจ้างไม่เอา ยอมรับค่าจ้างเท่าเดิม

สิ่งที่เกิดขึ้นนี้จะกล่าวว่านายจ้างไร้มนุษยธรรมคงไม่ได้ เพราะเป็นสถานการณ์ที่รัฐบาลยัดเยียดให้ และลูกจ้างเองก็อยู่ในสถานการณ์ที่ไร้อำนาจต่อรอง เนื่องจากข้อเท็จจริงในระบบเศรษฐกิจ คือ เงินเฟ้อพุ่งสูงขึ้นมากจนทำให้กระทบกับปากท้องชาวบ้านไปหมด

กระทรวงพาณิชย์ประกาศเงินเฟ้อทั่วไปงวดเดือน มี.ค. อยู่ที่ 3.45% ซึ่งเป็นตัวเลขเงินเฟ้อที่เพิ่มมากที่สุดในรอบ 4 เดือน เทียบจากระดับ 3.35% ในเดือน ก.พ. ขณะที่เงินเฟ้อพื้นฐานอยู่ที่ 2.77% เร่งตัวขึ้นจาก 2.72% ในเดือน ก.พ.

ขึ้นค่าจ้าง 300 บาท "เพื่อไทย"ได้คนเดียว

 

สาเหตุหลักที่ทำให้เงินเฟ้อสูงขึ้นเป็นผลจากดัชนีหมวดอาหารและเครื่องดื่มสูงขึ้น 7.07% สินค้าสำคัญราคาแพงขึ้น เช่น ผักสดและผลไม้ เพิ่ม 10.41% เครื่องประกอบอาหาร 9.38% อาหารบริโภคในบ้าน 11.59% อาหารบริโภคนอกบ้าน 6.54% เนื้อสัตว์ เป็ด ไก่ และสัตว์น้ำ 3.75% ส่วนดัชนีหมวดไม่ใช่อาหารและเครื่องดื่มสูงขึ้น 1.23% เป็นผลจากน้ำมันแพงขึ้น 2.63%

เมื่อแยกเป็นรายการสินค้า พบว่าสินค้าที่ราคาแพงขึ้นเทียบกับเดือน มี.ค.ปีก่อน ได้แก่ ข้าวสารหอมมะลิบรรจุถุง 5 กก. ราคาเพิ่มขึ้น 3.45%

อาหารสำเร็จรูป ราคาเพิ่มขึ้น 9.33% ได้แก่ ข้าวราดแกงราคาจานละ 29.47 บาท เป็นจานละ 29.73 บาท

ข้าวผัดจานละ 31.14 บาท เป็นจานละ 31.44 บาท ก๋วยเตี๋ยวชามละ 28.72 บาท เป็นชามละ 28.88 บาท ข้าวมันไก่จานละ 30.10 บาท เป็นจานละ 30.48 บาท กับข้าวปรุงสำเร็จถุงละ 26.42 บาท เป็นถุงละ 26.82 บาท กลุ่มสินค้าของใช้ส่วนบุคคลราคาเพิ่มขึ้น 1.55%

หน่วยงานรัฐยืนยันว่าราคาสินค้าไม่แพง แต่ชาวบ้านก็ร้องว่าสินค้าแพงจนจะอยู่ไม่ไหวแล้ว ทั้งค่าเดินทาง ค่าน้ำ ค่าไฟฟ้า และค่าใช้จ่ายอื่นๆ

ต้องยอมรับว่าพ่อค้าต่างพากันขึ้นราคาขายสินค้าดักหน้าค่าจ้าง ราคาสินค้าได้เพิ่มสูงขึ้นมากจนค่าจ้างที่ได้เพิ่มขึ้นแทบจะไม่มีประโยชน์อะไรเลย

แม้กระทรวงแรงงานโดย อาทิตย์ อิสโม อธิบดีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน จะยืนยันว่านายจ้างไม่สามารถเปลี่ยนสภาพการจ้างงานเพียงฝ่ายเดียวได้ หากรายละเอียดที่ปรับเปลี่ยนนั้นไม่เป็นคุณแก่ลูกจ้าง และหากต้องการเปลี่ยนสภาพการจ้างงานที่มีผลทำให้ลูกจ้างได้สิทธิประโยชน์น้อยลง ต้องเจรจาร่วมกันและให้ลูกจ้างยินยอมเสียก่อน หากลูกจ้างไม่ยินยอม นายจ้างไม่สามารถบังคับหรือเปลี่ยนโดยพลการได้ โดยหากเกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้นจะมีความผิดตาม พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. 2518

แต่ในความเป็นจริงจะมีลูกจ้างสักกี่คนที่จะอยากค้าความกับนายจ้าง เพราะเสียเวลา และบางส่วนก็คิดว่าสู้ไปก็แพ้

นั่นคือสิ่งที่รัฐบาลรู้แน่ว่าการขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำพรวดเดียวร้อยบาทนั้น จะสร้างปัญหาให้กับนายจ้าง โดยเฉพาะผู้ประกอบการเอสเอ็มอีที่มีอยู่ประมาณ 3 ล้านรายทั่วประเทศ และมีการจ้างงานเป็นเรือนแสน อีกทั้งมีบทบาทสำคัญต่อระบบเศรษฐกิจถึง 35%

ฉะนั้น รัฐจึงจำเป็นต้องเข็นมาตรการทางภาษีออกมาช่วยลดภาระให้กับผู้ประกอบการเอสเอ็มอี

มาตรการที่กระทรวงการคลังเสนอเข้าไป ได้แก่

นายอารีพงศ์ ภู่ชอุ่ม ปลัดกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า ขณะนี้ได้เสนอมาตรการช่วยเหลือผู้ประกอบการเอสเอ็มอีที่ได้รับผลกระทบจากปัญหาการปรับขึ้นค่าแรง 300 บาท ให้นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.คลัง พิจารณาแล้ว โดยหาก รมว.คลัง เห็นชอบก็จะเร่งเสนอให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาต่อไป โดยมาตรการดังกล่าวจะเข้าไปช่วยเสริมจุดอ่อนของผู้ประกอบการเอสเอ็มอี เพื่อให้มีประสิทธิภาพในการดำเนินธุรกิจได้อย่างแข็งแกร่งขึ้น ทั้งนี้ เบื้องต้นจะมีมาตรการทางภาษีเข้ามาเสริมด้วย โดยในส่วนที่ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีเรียกร้องว่าให้ธุรกิจเอสเอ็มอีทั้งที่เป็นบุคคลธรรมดาและนิติบุคคล ซึ่งมีทุนจดทะเบียนไม่เกิน 5 ล้านบาท รายได้ไม่เกินปีละ 30 ล้านบาท สามารถนำส่วนต่างของอัตราค่าจ้างเดิม และค่าจ้างใหม่ ไปหักลดหย่อนภาษีได้ 1.5 เท่านั้น ยืนยันว่ากำลังอยู่ในกระบวนการพิจารณา สำหรับโครงสร้างเศรษฐกิจของไทยในขณะนี้ แบ่งเป็น บริษัทขนาดใหญ่ที่มีศักยภาพในการพัฒนาประเทศ ประมาณ 65% ส่วนธุรกิจเอสเอ็มอี อยู่ที่ 35% หรือคิดเป็นจำนวนผู้ประกอลการเอสเอ็มอีประมาณ 3 ล้านราย และในส่วนนี้แบ่งเป็น ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีในภาคการผลิตที่ถือเป็นกลุ่มยุทธศาสตร์ของประเทศ ประมาณ 6 แสนราย และอีก 4 แสนราย เป็นผู้ประกอบการเอสเอ็มอีอื่น ๆ ที่มีขนาดเล็กมาก

ขณะที่ตัวเลขการค้าและการลงทุนในภาคธุรกิจขนาดใหญ่ อยู่ที่ 73% ต่อตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ขณะที่ตัวเลขการค้าและการลงทุนในธุรกิจเอสเอ็มอี ยังอยู่ในระดับต่ำ เพียง 37% ต่อจีดีพี เท่านั้น ดังนั้น รัฐบาลจำเป็นต้องเร่งให้ความช่วยเหลือผู้ประกอบการเอสเอ็มอีที่ถือเป็นยุทธศาสต์สำคัญของโครงสร้างเศรษฐกิจไทย

“สัดส่วนเอสเอ็มอีของไทยในปัจจุบันยังถือว่าน้อยมาก เมื่อเทียบกับปริมาณแรงงานในระบบที่ยังมีอยู่เป็นจำนวนมาก ดังนั้น เราจำเป็นต้องเข้าไปเสริมในจุดที่ภาคธุรกิจเอสเอ็มอียังขาดอยู่ ทั้งประสิทธิภาพในการเข้าถึงแหล่งเงินทุน การบริหารจัดการ และการลงทุนที่ดี เนื่องจากธุรกิจประเภทนี้จะมีความเสี่ยงสูงมาก มีเงินทุนน้อย การเข้าถึงแหล่งเงินทุนทำได้ค่อนข้างยาก ซึ่งมาตรการในการให้ความช่วยเหลือผู้ประกอบการเอสเอ็มอีที่กระทรวงการคลังกำลังดำเนินการอยู่นั้น ก็จะเข้าไปเสริมในส่วนนี้ด้วย” นายอารีพงศ์ กล่าว อย่างไรก็ดี ก่อนหน้านี้ นายสาธิต รังคสิริ อธิบดีกรมสรรพากร ระบุว่า กรมได้เตรียมทำร่างกฎหมายรองรับข้อเสนอของภาคเอกชนที่เตรียมเสนอเป็นมาตรการเพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการเอสเอ็มอีที่ได้รับผลกระทบจากการปรับขึ้นค่าแรง 300 บาทให้กระทรวงการคลังพิจารณาแล้ว ซึ่งมาตรการดังกล่าว ประกอบด้วย การเสนอขอยกเว้นภาษีเงินได้จากการขายเครื่องจักรเก่าเพื่อการซื้อเครื่องจักรใหม่ โดยให้สามารถหักค่าเสื่อมราคาของเครื่องจักรใหม่ได้ 100% ในปีแรก แทนการทยอยหักค่าเสื่อมภายใน 5 ปี และให้ธุรกิจเอสเอ็มอีสามารถนำส่วนต่างอัตราค่าจ้างเดิมและค่าจ้างใหม่ไปหักลดหย่อนภาษีได้ 1.5 เท่า เป็นต้น

ซึ่งส่วนนี้เท่ากับไปลดรายได้ของรัฐบาลมาอุ้มผู้ประกอบการที่กำลังกระอักเลือดกับการขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำ

ทางกระทรวงแรงงานก็เตรียมหารือกับผู้ประกอบการในวันที่ 20 เม.ย. เพื่อรับทราบปัญหาและหาแนวทางแก้ไขร่วมกัน หลังจากนั้นช่วงประมาณกลางเดือน พ.ค. จะมีการจัดสัมมนานายจ้างใน 50 สาขาอาชีพ เพื่อหาทางออกและแนวทางการช่วยเหลือต่อไป

นายประพันธ์ มนทการติวงศ์ อธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน หรือ กพร. กล่าวว่า ได้สั่งการให้สถาบันและศูนย์พัฒนาฝีมือแรงงานทั่วประเทศลงพื้นที่ไปพูดคุยกับผู้ประกอบการในจังหวัดต่างๆ เพื่อสำรวจความต้องการในการอบรมและพัฒนาฝีมือแรงงาน เพื่อให้มีทักษะและพฤติกรรมการทำงานสอดรับกับการได้รับค่าจ้างเพิ่มอีกร้อยละ 40 โดยเฉพาะใน 7 จังหวัดค่าจ้างปรับเพิ่มเป็นวันละ 300 บาท

ทั้งนี้ เบื้องต้นได้รับรายงานว่า สถานประกอบการต่างๆ ให้ความสำคัญในการอบรมพฤติกรรมการทำงาน โดยเฉพาะความมีวินัย ความขยัน และความรับผิดชอบ มากกว่าทักษะฝีมือในการทำงาน เพราะเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้แรงงานสามารถผลิตชิ้นงานได้เพิ่มขึ้น อีกทั้งยังลดการสูญเสียชิ้นงานด้วย

ประวิทย์ เคียงผล อธิบดีกรมการจัดหางาน กล่าวว่า ได้มีมาตรการช่วยเหลือแรงงานที่ถูกเลิกจ้าง โดยได้ให้สำนักงานจัดหางานทุกจังหวัดจัดโครงการศูนย์ตรีเทพขึ้น ซึ่งร่วมมือกับนิคมอุตสาหกรรมต่างๆ โดยรูปแบบของโครงการนี้ เจ้าหน้าที่สำนักงานจัดหางานจังหวัดทุกแห่งจะรวบรวมข้อมูลแรงงานที่ถูกเลิกจ้าง รวมทั้งเข้าไปยังสถานประกอบการและนิคมอุตสาหกรรมต่างๆ เพื่อสอบถามความต้องการจ้างแรงงานเพิ่มในตำแหน่งงานต่างๆ ล่าสุดพบว่าจังหวัดที่มีนิคมอุตสาหกรรมตั้งอยู่ เช่น จ.ระยอง และชลบุรี มีปัญหาขาดแคลน

นั่นเป็นมาตรการที่รัฐบาลจะช่วยแรงงานที่จะถูกเลิกจ้าง

อย่างไรก็ดี หากวิเคราะห์ถึงผลดีผลเสียของค่าจ้างขั้นต่ำวันละ 300 บาทนั้น ทางด้านลูกจ้างแทบจะไม่ได้อะไรเลย เพราะเงินที่ได้เพิ่มขึ้นก็มาใช้ซื้อสินค้าที่แพงขึ้น เพราะราคาสินค้าขึ้นดั

ข่าวล่าสุด

รัฐมนตรีคลัง G7 เห็นชอบแผนเตรียมซ้อมรับมือไซเบอร์โจมตีด้วย AI

รัฐมนตรีคลัง G7 เห็นชอบแผนเตรียมซ้อมรับมือไซเบอร์โจมตีด้วย AI