
รายงานพิเศษ:ถอดถอน "สมชาย" ฝันค้างของ40ส.ว.
เป็นที่จับตามองว่า นาย สมชาย วงศ์สวัสดิ์ อดีตนายกรัฐมนตรี จะถูกวุฒิสภาลงมติถอดถอนหรือไม่ตามมติของ ป.ป.ช.
เป็นที่จับตามองว่า นาย สมชาย วงศ์สวัสดิ์ อดีตนายกรัฐมนตรี จะถูกวุฒิสภาลงมติถอดถอนหรือไม่ตามมติของ ป.ป.ช.
โดย...ไพบูลย์ กระจ่างวุฒิชัย
วุฒิสภาชุดนี้ภายใต้การนำของนาย ประสพสุข บุญเดช ประธานวุฒิสภา ถือว่าเป็นส.ว.ชุดแรกในประวัติศาสตร์การเมืองไทยที่กำลังจะได้ใช้อำนาจในการลงมติถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง หลังจากที่รัฐธรรมนูญ2540และ2550ได้มีการให้อำนาจส.ว.เกี่ยวกับการดำเนินการเรื่องนี้เอาไว้แต่ไม่เคยสามารถนำนักการเมืองเข้ามาสู่กระบวนการดังกล่าวได้เลยแม้แต่ครั้งเดียว
ทำให้การประชุมวุฒิสภาในวันที่ 9 มี.ค.นี้ ซึ่งเป็นครั้งแรกของวุฒิสภาที่กำลังจะมีมติถอดถอนนักการเมืองเป็นที่จับตามองว่า นาย สมชาย วงศ์สวัสดิ์ อดีตนายกรัฐมนตรี จะถูกวุฒิสภาลงมติถอดถอนหรือไม่ตามมติของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.)จากกรณีสั่งสลายการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยเมื่อวันที่ 7 ต.ค.2551
สำหรับมติของป.ป.ช.ในการชี้มูลความผิดของนายสมชาย สรุปได้ว่า “นายสมชาย ซึ่งเป็นหัวหน้ารัฐบาลต้องบริหารบ้านเมืองให้ประชาชนมีความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน และเคารพสิทธิการแสดงออกของประชาชนตามรัฐธรรมนูญ แม้ข้อเท็จจริงจะปรากฏหว่านายสมชายได้ติดต่อให้นายชัย ชิดชอบ ประธานรัฐสภา เปลี่ยนสถานที่การประชุมหรือเลื่อนการประชุมออกไป แต่นายชัยยังคงยืนยันให้ประชุมตามวันและเวลาเดิม
แต่การที่ตำรวจใช้วิธีการรุนแรงต่อประชาชน จนได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิต และถึงแม้พล.อ.ชวลิต จะลาออกเพื่อแสดงความรับผิดชอบ แต่นายสมชายก็มิได้สั่งการให้ตำรวจยุติการกระทำ กลับปล่อยให้มีการกระทำที่รุนแรงขึ้นตามลำดับ คณะกรรมการป.ป.ช.จึงมีมติ 8 ต่อ 1 ว่านายสมชายมีมูลความผิดทางอาญาฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157”
ทั้งนี้ เมื่อดูเงื่อนไขตามรัฐธรรมนูญมาตรา 274 นับว่าเป็นอุปสรรคพอสมควรสำหรับการถอดถอนนายสมชายออกจากตำแหน่ง เพราะว่าการจะถอดถอนต้องมีเสียงไม่น้อยกว่า 3 ใน 5 ของวุฒิสภา หรือ 90 เสียง ถึงจะสามารถถดถอนนายสมชายและถูกตัดสิทธิ์ในการดำรงตำแหน่งทางการเมืองเป็นเวลา 5 ปี
ประกอบกับสภาพของวุฒิสภาตอนนี้ก็มีการแตกออกกันเป็นหลายก๊วนหลายกลุ่มพอสมควรสะท้อนได้จากการพิจารณาของวุฒิสภาในชั้นแรกเริ่มแล้วว่าจะรับไว้พิจารณาหรือไม่ ปรากฏว่าเสียงในวุฒิสภาแตกออกเป็น 2 ส่วนมีทั้งเห็นด้วยและไม่เห็นด้วย แม้ว่าต่อมาในภายหลังเสียงข้างมากในวุฒิสภาจะให้เดินหน้ากระบวนการถอดถอนนายสมชาย แต่เมื่อเข้าสู่ในทางปฎิบัติแล้วถือว่าเป็นเรื่องหินพอสมควรหากจะให้ที่ประชุมมีเสียง3ใน5เพื่อถอดถอนนายสมชายได้
โดยตอนนี้ได้เกิดกระบวนการล็อบบี้กันแล้วในหมู่ของส.ว.ด้วยกันเองแล้ว แบ่งออกเป็นหลักๆ 2 กลุ่มสำคัญ คือ 1.กลุ่มส.ว.สรรหา และ 2.กลุ่มส.ว.เลือกตั้ง
มองลงไปถึงความเป็นเอกภาพของแต่ละกลุ่มแล้วต้องยอมรับว่าในส่วนของส.ว.สรรหาเองก็ไม่ได้มีความเหนียวแน่นมากนักโดยเฉพาะในกลุ่ม40ส.ว. ซึ่งทุกวันนี้ต่างหลบอยู่ในที่ตั้งของตัวเองเสียเป็นส่วนใหญ่ ทำให้เหลือสมาชิกในกลุ่มที่รวมตัวกันทำงานจริงๆมีเพียงราว 20 -30 คน เท่านั้น
ส.ว.20-30คนนี้เป็นกลุ่มที่มีสายสัมพันธ์กับกลุ่มพันธมิตรฯ ส่วนที่เหลือต่างสงวนท่าทีกับการจะให้ความร่วมมือในการลงมติว่าจะถอดถอนนายสมชายหรือไม่ เป็นผลให้เสียงสนับสนุนไม่ค่อยมากเท่าไหร
จากเสียงของ40ส.ว.ที่เหลือ20คนนี้เองกลายเป็นผลให้กลุ่มส.ว.เลือกตั้ง ซึ่งเป็นกลุ่มส.ว.ที่ร่วมเคลื่อนไหวในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ2550 อย่างกลุ่ม 80ส.ว.นำโดยนาย เกชา ศักดิ์สมบูรณ์ ส.ว.ราชบุรี นาย ประสิทธิ์ โพธสุธน ส.ว.สุพรรณบุรี เข้าไปเจรจาขอเสียงสนับสนุนไม่ให้ลงมติถอดถอนนายสมชายในวันที่ 9 มี.ค.
เหตุผลหลักที่กลุ่มส.ว.ส่วนนี้ได้พยายามล็อบบี้ส.ว.สายกลางมีด้วยกัน 3 ประการที่สำคัญ ดังนี้
- นายสมชาย ได้พ้นจากตำแหน่งไปแล้วไม่สามารถถอดถอนได้ตามมาตรา 273 เพราะให้อำนาจถอดถอนเฉพาะบุคคลที่อยู่ในตำแหน่ง ณ วันที่มีการดำเนินการกระบวนการถอดถอนเท่านั้น
- คดีนี้อยู่ในขั้นตอนของการฟ้องศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง จึงควรให้มีคำพิพากษาออกมาก่อนส.ว.ถึงจะสมควรดำเนินการถอดถอน
- อาจถูกฟ้องกลับได้หากท้ายที่สุดศาลฎีกาฯมีมติว่านายสมชายไม่มีความผิดจากกรณีการสั่งสลายการชุมนุม
เป็น 3 เหตุผลสำคัญที่ส่งผลให้ส.ว.สายกลาง ซึ่งกำลังสงวนท่าทีอยู่ในตอนนี้เริ่มมีแนวคิดคล้อยตามกับส.ว.เลือกตั้งมากขึ้น และคาดว่าเมื่อถึงวันที่ 9 มี.ค.จะมีเสียงไม่ลงมติถอดถอนนายสมชายมากกว่า 90 เสียง
แบบนี้เท่ากับว่าความพยายามของ40ส.ว.ในการถอดถอนนายสมชายไม่สามารถเป็นจริงได้เพราะแพ้พลังล็อบบี้ของส.ว.เลือกตั้ง ซึ่งมีคอนเน็คชั่น







