posttoday
อย่าทำตาม "อำเภอใจ"

อย่าทำตาม "อำเภอใจ"

10 เมษายน 2555

“ซุนวู” นักปราชญ์ด้านการเมืองการปกครองชาวจีนได้เตือนนักปกครองเมื่อ 2,000 ปีก่อน

โดย...พล.อ.อ.วีรวิท คงศักดิ์

“ซุนวู” นักปราชญ์ด้านการเมืองการปกครองชาวจีนได้เตือนนักปกครองเมื่อ 2,000 ปีก่อน สรุปความเป็นลักษณะการใช้อำนาจของผู้นำที่เป็นอันตรายต่อบ้านเมือง 5 ประการ คือ ผู้ที่เอาแต่ความกล้าหาญเข้าต่อสู้โดยไม่ไตร่ตรอง ผู้ที่กลัว คอยแต่จะเอาตัวรอด ผู้ที่หุนหันพลันแล่น เอาแต่อารมณ์ ผู้ที่ถืออุดมคติยึดมั่นในเกียรติยศชื่อเสียง และผู้ที่รักประชาชนจากการมีคุณธรรมเกินไป

ถ้าพิเคราะห์คำเตือนของซุนวู อาจสรุปได้อย่างง่ายว่า จุดอันตรายของบ้านเมืองอยู่ที่การไม่สามารถควบคุม “กิเลส” ของผู้นำในเรื่อง “รัก โลภ โกรธ หลง และกลัว” จนทำให้การตัดสินใจใช้อำนาจตาม “อำเภอใจ” โดยไม่คำนึงถึงหลักเหตุผลและจิตใจของผู้ถูกปกครอง หรือการ “ลุแก่อำนาจ” นั่นเอง

“อำเภอใจ” เป็นอารมณ์ความรู้สึกพื้นฐานที่ปุถุชนทุกคนปรารถนา จนค่ายโทรศัพท์มือถือยี่ห้อหนึ่งนำไปเป็นมุขในการโฆษณาชวนเชื่อให้ใช้สินค้าของเขา

แต่เมื่อเข้ามามีอำนาจในการบริหารการปกครองบ้านเมือง ผู้นำต้องสามารถระงับ “กิเลส” ต่างๆ ที่เคยมี ทั้งนี้เพราะ “อำเภอใจ” มาจากคำภาษาอังกฤษว่า Arbitrary ที่แปลว่า “เผด็จการ” ซึ่งในอดีตนิยามเพียงอำนาจจากปลายกระบอกปืน

มาถึงยุคของฮิตเลอร์ผู้นำเผด็จการของเยอรมนี ทำให้โลกเรียนรู้ว่า “เผด็จการ” ในระบบการเลือกตั้งก็มีเหมือนกัน โดยใช้อำนาจทางการเงินหรือการให้ผลประโยชน์ตอบแทน รวมทั้งการใช้อิทธิพลจากอำนาจมืดบีบบังคับให้คนกระทำในสิ่งที่ตนต้องการ

เมื่อก่อนนี้คนในสังคมโลกไม่ค่อยรู้สึกกับการใช้อำนาจที่ไม่เป็นธรรม หรือการกระทำ “ตามอำเภอใจ” ของชนชั้นปกครอง ซึ่งอาจมีสาเหตุจากนิสัยของตัวผู้นำเอง ที่นิยมใช้อำนาจรัฐในทางมิชอบ การถูกบีบบังคับจากผู้มีอิทธิพลต่อผู้นำ และการได้รับแรงกดดันจากฐานมวลชนของผู้นำ

มาถึงวันนี้ทั่วโลกเริ่มตระหนักถึง “อันตราย” ของการใช้อำนาจรัฐตามอำเภอใจของผู้นำโดยไม่คำนึงถึงจิตใจของผู้ถูกปกครองว่าพอใจหรือไม่เริ่มมีมากขึ้น เพราะลุกลามมาถึงการตรากฎหมายที่เอื้อประโยชน์ให้กับตนเองและพวกพ้องด้วยการอ้างว่าเป็น “มติเสียงข้างมาก” ตามระบอบประชาธิปไตย ซึ่งเสมือนว่า “ถูกต้อง”

แรกๆ ประชาชนผู้ถูกปกครองก็พอทนได้ แต่เมื่อมีการเรียนรู้พฤติกรรมการใช้อำนาจที่เข้าลักษณะ “เอาเปรียบสังคม” จากสื่อสาธารณะมากๆ เข้า ความอดทนก็ถึงจุดแตกหัก ออกมาเดินขบวนต่อต้านผู้นำเผด็จการ จนเกิดปรากฏการณ์ “ล้มยักษ์” อย่างไม่น่าเชื่อว่าจะเกิดขึ้นได้ ดังจะเห็นได้จากปรากฏการณ์ Jasmine Revolution ในอียิปต์และ Arab spring ในตะวันออกกลาง

และที่กำลังรอวันปะทุ คือ Occupied Wallstreet ในสหรัฐ

ความจริงปรากฏการณ์ที่ตอบโต้การใช้อำนาจรัฐที่ไม่เป็นธรรมได้เกิดขึ้นในโลกมานานแล้ว แต่ที่เห็นได้ชัดเจนที่สุดคือ หลังยุติสงครามเย็นที่สหรัฐเป็นเอกอภิมหาอำนาจ ได้จัดระเบียบโลกให้คนทั้งโลกเป็นไปตามที่สหรัฐต้องการ คือ ประชาธิปไตย การค้าเสรี และสิทธิมนุษยชน

แนวคิดของสหรัฐเป็นเรื่องที่ดี แต่ด้วยความใจร้อนใช้พลังอำนาจบีบบังคับให้ทุกประเทศปฏิบัติตาม โดยไม่ได้คำนึงถึงบริบทของสังคมที่แตกต่างกัน ทำให้เกิดสงครามอสมมาตร (Asymmetric War) หรือการก่อการร้าย ซึ่งเกิดจาก “ความต้องการของประชาชนไม่ตรงกับสถานะที่เป็นอยู่”

โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อโลกหมุนมาถึงยุคโลกาภิวัตน์ที่ข้อมูลข่าวสารสามารถแพร่ไปสู่โสตประสาทของคนผ่านสื่อสาธารณะได้ง่ายอย่างไร้พรมแดน คนจึงรู้ซึ้งถึงความไม่เป็นธรรมในการปกครองที่ได้รับ เรื่องที่ไม่คิดว่าจะเกิดก็สามารถเกิดขึ้นได้อย่างที่เห็น

ผู้นำหลายประเทศเชื่อในทฤษฎีควบคุมสื่อเพื่อรักษาอำนาจของตน จึงคิดจะปิดหูปิดตาประชาชนด้วยการควบคุมสื่อมวลชน ทั้งโดยใช้อำนาจรัฐและใช้อิทธิพลทางการเงินบีบบังคับให้การบริหารสื่อสาธารณะอยู่ในอาณัติของตน ซึ่งวิธีนี้ไม่ค่อยได้ผลนัก เพราะเทคโนโลยีการสื่อสารในยุคปัจจุบันมีความหลากหลายมากจนยากที่จะควบคุมได้ทุกระบบ

ดังนั้น วิธีการปกครองคนในยุคโลกาภิวัตน์จึงต้องหันกลับมา “ปรับตัว ปรับใจ” ของผู้นำ ให้ดำรงตนอยู่ในความถูกต้องชอบธรรม ด้วยการนำระบบธรรมาภิบาลหรือการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดีมาใช้

ระบบธรรมาภิบาลมีหลักสำคัญ คือ “การจำกัดการใช้อำนาจดุลพินิจของผู้นำ” เพื่อลดการใช้อำนาจและอิทธิพลตาม “อำเภอใจ” ด้วยการวางระบบการบริหารการปกครองที่โปร่งใสและสามารถตรวจสอบการใช้อำนาจได้ โดยกำหนดให้มีกระบวนการมีส่วนร่วมของผู้มีส่วนได้เสีย เพื่อให้เป็นการตัดสินใจโดยคณะบุคคล ตามหลัก “เสียงส่วนมากโดยคำนึงถึงความเห็นของเสียงส่วนน้อย” และยึดประโยชน์ส่วนรวมมากกว่าส่วนตน

ไม่ใช่การที่จัดตั้งฝ่ายตนเข้าไปเป็นกรรมาธิการเพื่อให้ชนะในการลงมติ แล้วบอกว่าเป็นเสียงข้างมาก

อย่างไรก็ดี ความสำเร็จของระบบธรรมาภิบาลอยู่ที่การสร้างจิตสำนึกของผู้นำให้มี “ความซื่อตรง” (Integrity) ซึ่ง พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้พระราชทานหลักคิดนี้ไว้ในพระราชนิพนธ์ “หลักราชการ” เมื่อปี 2457 ว่า ข้าราชการผู้ใช้อำนาจรัฐต้องมี “ความซื่อตรงต่อหน้าที่” และ “ความซื่อตรงต่อบุคคลทั่วไป”

“ความซื่อตรงต่อหน้าที่” หมายถึง ความซื่อ สัตย์ สุจริต ความวิริยะอุตสาหะ และความมุ่งมั่นในการทำงานให้สำเร็จตามเป้าหมายที่วางไว้

“ความซื่อตรงต่อบุคคลทั่วไป” หมายถึง การรักษาคำมั่นสัญญาวาจาสัตย์และทำตนให้เป็นที่น่าเชื่อถือศรัทธา ซึ่งเรื่องนี้มีความสำคัญมาก โดยเฉพาะเมื่อประเทศไทยเข้าไปอยู่ในประชาคมอาเซียนในปี 2558

อย่างไรก็ดี ถ้าพูดถึงระบบการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดีแล้ว ประเทศไทยของเรามีอยู่นานแล้ว โดยผู้นำต้องมี “ทศพิธราชธรรม” หรือธรรมะของชนชั้นปกครอง 10 ประการ ได้แก่

ทาน การให้ ศีล การประพฤติที่ดีถูกต้อง ปริจาคะ การเสียสละ อาชวะ ความซื่อตรง มัทวะ ความอ่อนโยน ตปะ ความเพียร อโกธะ ความไม่โกรธ อวิหิงสา ความไม่เบียดเบียน ขันติ ความอดทน และ อวิโรธนะ ความไม่ผิด เมื่อรู้ว่าอะไรผิดก็ไม่ทำ

ธรรมะทั้ง 10 ข้อนี้ยังเป็นอมตะอยู่จนถึงปัจจุบันและมีความจำเป็นมากในยุคโลกาภิวัตน์ โดยผู้นำจะต้องเอื้อมมือลงมาให้ความเมตตากับประชาชนทุกคน แม้ว่าจะไม่ใช่พวกเดียวกันหรือมีความเห็นไม่ตรงกันก็ตาม และประพฤติตนให้อยู่ในกรอบของคุณธรรมความดีในเรื่อง ความซื่อตรง เสียสละ และไม่เบียดเบียนผู้ถูกปกครอง

บางเรื่องที่ใช้หลักเหตุผลได้โดยที่ไม่ต้องใช้อำนาจเสียงข้างมาก เช่น การนำข้อเสนอการปรองดองของสถาบันพระปกเกล้าไปประยุกต์ใช้ เป็นสิทธิอันชอบธรรมของรัฐบาลอยู่แล้ว จึงไม่จำเป็นต้องนำไปเข้ารัฐสภาให้เกิดข้อขัดแย้งถกเถียงกันอย่างรุนแรง 6 ชั่วโมง โดยที่ไม่จำเป็นเช่นเมื่อคืนวันอังคารที่ผ่านมา

บทเรียนนี้ทำให้เกิดการเรียนรู้ว่า การเป็นผู้ปกครองบ้านเมืองที่ดีมีคุณธรรมนั้น จะต้องมีพื้นฐานทางคุณค่าในเรื่อง การให้โดยไม่หวังผลตอบแทน ความอดทน ความอ่อนโยน ความไม่โกรธ ความเพียร และการประพฤติตนอยู่ในกรอบของศีลธรรมอันดีงาม ซึ่งเป็นธรรมะในทศพิธราชธรรมที่ช่วยลด “อำเภอใจ”

และสิ่งที่สำคัญคือ เมื่อรู้ว่าผิดแล้วต้องไม่ทำ หรือต้อง “ละอายชั่วกลัวบาป” นั่นเอง

รัฐธรรมนูญปี 2550 มาตรา 279 ได้นำระบบ “มาตรฐานทางจริยธรรม” มาใช้สำหรับข้าราชการ เจ้าหน้าที่ของรัฐ และผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ซึ่งต้องเข้ามาใช้อำนาจรัฐ เพื่อให้รับรู้ รับทราบพฤติกรรมที่ “ควรทำ” และ “ไม่ควรทำ”

โดยจัดทำเป็น “ประมวลจริยธรรม” ที่มีกลไกและระบบในการดำเนินงานเพื่อให้การบังคับใช้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ รวมทั้งกำหนดขั้นตอนการลงโทษตามความร้ายแรงของการกระทำ และให้ถือว่าการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมเป็นการกระทำผิดทางวินัย

ถ้าพิจารณาผู้รับผิดชอบด้านจริยธรรมของนักการเมืองแล้ว จะเห็นว่า ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยประมวลจริยธรรมของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง กำหนดให้นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีที่เสนอแต่งตั้งบุคคลผู้นั้นเป็นผู้ควบคุมจริยธรรม

ส่วนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา ข้อบังคับของแต่ละสภาได้กำหนดให้คณะกรรมการจริยธรรมของแต่ละสภาเป็นผู้กำกับดูแล โดยที่ประธานสภาผู้แทนราษฎรเป็นประธานกรรมการจริยธรรม แต่ประธานกรรมการจริยธรรมของวุฒิสภามาจากการเลือกของกรรมการจริยธรรม 15 คน ที่มาจากการเลือกตั้ง

เมื่อถึงจุดนี้จะเห็นว่า นักการเมืองไทยที่ไม่มีคนควบคุมจริยธรรมมี 2 คน คือ นายกรัฐมนตรี ในฐานะหัวหน้าฝ่ายบริหารและประธานสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งทำหน้าที่ประธานรัฐสภาในฐานะหัวหน้าฝ่ายนิติบัญญัติ จึงจำเป็นต้องแสวงหาคนดีมีคุณธรรม “รู้ ผิด ชอบ ชั่ว ดี” ได้ด้วยตนเอง มาดำรงตำแหน่งทั้งสองนี้ บ้านเมืองจึงจะอยู่รอดปลอดภัย

โดยพฤติกรรมที่ต้องการจากสองท่านนี้คือ ความซื่อตรง และ “ไม่ทำตามอำเภอใจ” เพื่อตนเองและพวกพ้อง รวมถึงไม่ยอมถูกกดดันจากอำนาจและอิทธิพลต่างๆ จนทำให้ทั้งสองท่านสูญเสียความเป็นกลางทางการเมือง ปล่อยให้พวกมากลากไปตามกิเลสและตัณหาของผู้แสวงหาประโยชน์ส่วนตนมากกว่าส่วนรวม

ถ้าท่านทำไม่ได้ตามนี้ ประวัติศาสตร์จะต้องจารึกว่า

ชาติไทยของเราล่มสลายเพราะผู้นำขาด “อวิโรธนะ” หรือ “รู้ว่าผิดแล้วยังทำ”

ข่าวล่าสุด

สมาคมคนตาบอดฉะเชิงเทรา ซึ้งใจเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ไม่ทิ้งกันในยามยาก มอบถุงยังชีพพระราชทาน

สมาคมคนตาบอดฉะเชิงเทรา ซึ้งใจเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ไม่ทิ้งกันในยามยาก มอบถุงยังชีพพระราชทาน