
ทุนไทยทลักพม่าเดือนละหมื่นล้าน
พม่า กลายเป็นขุมทองแห่งใหม่ที่บรรดานักลงทุนต่างชาติทั้งจากสหรัฐอเมริกา กลุ่มสหภาพยุโรป
โดย...ปิยรัชต์ จงเจริญ
พม่า กลายเป็นขุมทองแห่งใหม่ที่บรรดานักลงทุนต่างชาติทั้งจากสหรัฐอเมริกา กลุ่มสหภาพยุโรป และเอเชียต่างขนเงินไปลงทุนเป็นจำนวนมหาศาล หลังรัฐบาลแดนโสร่งเปิดแขนอ้ารับต่างชาติ เช่นเดียวกับทัพนักลงทุนจากประเทศไทย ที่แต่ละเดือนก็หลั่งไหลไปดูลู่ทางการลงทุนเป็นจำนวนมาก
พ.อ.(พิเศษ) สุรินทร์ จันทร์เพียร ประธานสมาคมวัฒนธรรมเศรษฐกิจไทยพม่า สาขากาญจนบุรี ผู้เชี่ยวชาญการลงทุนในประเทศพม่ามานานกว่า 30 ปี บอกว่า ปัจจุบันกลุ่มนักลงทุนอันดับต้นๆ ของประเทศไทยที่กำลังแห่เข้าไปลงทุนในประเทศพม่าคือ กลุ่มทุนค้าปลีกแบบซื้อมาขายไป เช่น กลุ่มบริษัทผลิตสินค้าอุปโภคบริโภค และสินค้าจำเป็นในชีวิตประจำวัน คิดเป็นมูลค่าการลงทุนเบื้องต้นหลายหมื่นล้านบาทต่อเดือน
ขณะที่ภาคอุตสาหกรรมหนักเข้าไปตั้งโรงงานอีกจำนวนหนึ่ง ส่วนใหญ่เข้าไปรวมทุนกับภาคเอกชนและรัฐบาลของพม่า ซึ่งแต่ละโครงการจะมีมูลค่าการลงทุนอยู่ที่หลักหมื่นล้านบาทไปจนถึงหลักแสนล้านบาท เช่น โครงการขุดเจาะน้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ และกลุ่มพลังงาน รวมทั้งแร่ธาตุต่างๆ
ทั้งนี้ การที่รัฐบาลพม่าประกาศปล่อยค่าเงินจ๊าดลอยตัวมีผลบังคับใช้มาตั้งแต่วันที่ 1 เม.ย.ที่ผ่านมา ถือว่าเป็นแรงดึงดูดกลุ่มนักลงทุนต่างชาติขนเงินมหาศาลเข้าไปลงทุนด้วย เนื่องจากสร้างความมั่นใจให้กับนักลงทุนต่างชาติว่าเมื่อขนเงินไปลงทุนในพม่าแล้วจะไม่เกิดความเสียเปรียบ โดยปัจจุบันอัตราค่าแลกเปลี่ยนอยู่ที่ 800 จ๊าดต่อ 1 เหรียญสหรัฐ เมื่อเทียบกับอดีตอยู่ที่ 1,000-1,200 จ๊าดต่อ 1 เหรียญสหรัฐ ทำให้ที่ผ่านมาเมื่อนักลงทุนโอนเงินไปลงทุนในพม่าก็จะเสียเปรียบ
“เมื่อนักลงทุนนำเงินไปแลกเปลี่ยนในตลาดมืด เช่น ซื้อวัตถุดิบและสินค้าทำให้ขาดทุนเกือบเท่าตัว เพราะอัตราแลกเปลี่ยนไม่แน่นอน ตลอดทั้งคำนวณต้นทุนล่วงหน้าไม่ได้ ดังนั้นการที่พม่าปล่อยให้เงินจ๊าดลอยตัว การค้าของพม่าก็จะเป็นสากลมากขึ้น จะทำให้นักลงทุนกล้าที่จะเข้าไปลงทุนมากยิ่งขึ้น ขณะเดียวกัน เศรษฐกิจพม่าดีขึ้นตามไปด้วย ส่วนนักธุรกิจไทยก็พลอยได้รับอานิสงส์ตามไปด้วย คือ มีโอกาสค้าขายกับประเทศพม่าอย่างเสรีและถูกกฎหมายมากยิ่งขึ้น” ประธานสมาคมวัฒนธรรมเศรษฐกิจไทยพม่า ระบุ
นอกจากนี้ การค้าชายแดนไทยพม่า ก็จะพลอยได้รับอานิสงส์ตามไปด้วย เพราะเมื่อค่าเงินจ๊าดมีการปรับตัวโดยอิงกับตลาดใหญ่ ส่งผลให้ตัวเลขการค้าชายแดนเพิ่มปริมาณมาก โดยภายใน 1 ปี จะเห็นตัวเลขการค้าทางชายแดนเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน เพราะอดีตถึงปัจจุบันการค้าชายแดนอาศัยระบบ “โพยก๊วน” เป็นหลัก หรือไม่ก็ต้องอาศัยการทำธุรกรรมในประเทศในสิงคโปร์เป็นหลักเท่านั้น
อย่างไรก็ตาม ข้อเสียเปรียบของนักธุรกิจไทยตอนนี้คือ ไทยมีพรมแดนชิดติดกันกับพม่ายาวกว่า 2,000 กม. แต่ยังไม่มีสัญญาณใดๆ เลยว่าทางรัฐบาลไทยจะมีการดำเนินการเตรียมพร้อมในการที่จะรุกพม่าแบบเป็นรูปธรรมอย่างจริงจัง เมื่อเทียบกับภูมิภาคอื่นๆ เช่น ยุโรป สหรัฐอเมริกา หรือชาติเอเชียด้วยกัน รัฐบาลแต่ละประเทศต่างให้การสนับสนุน หรือปูทางให้นักลงทุนท้องถิ่นเข้าไปการลงทุนในพม่ากันอย่างคึกคัก







