posttoday
'สเปน'อาการแย่ส่อแววไม่รอด วิกฤตหนี้หนักกว่ากรีซเท่าตัว!

'สเปน'อาการแย่ส่อแววไม่รอด วิกฤตหนี้หนักกว่ากรีซเท่าตัว!

06 เมษายน 2555

ภายหลังจากที่กรีซสามารถดำเนินมาตรการรัดเข็มขัดและบรรลุแผนสวอปหนี้กับบรรดาเจ้าหนี้ภาคเอกชนได้เป็นผลสำเร็จ

โดย...ลภัสรดา ภูศรี

ภายหลังจากที่กรีซสามารถดำเนินมาตรการรัดเข็มขัดและบรรลุแผนสวอปหนี้กับบรรดาเจ้าหนี้ภาคเอกชนได้เป็นผลสำเร็จ เปิดทางให้รัฐบาลกรุงเอเธนส์สามารถตัดลดยอดหนี้สาธารณะได้ถึง 1.07 แสนล้านยูโร (ราว 5.35 ล้านล้านบาท) จากยอดทั้งหมดที่สูงถึง 3.5 แสนล้านยูโร (ราว 7.5 ล้านล้านบาท) จนสามารถสร้างความเชื่อมั่นและความหวังให้บรรดานักลงทุนได้ใจชื้น และเชื่อกันว่าเมฆหมอกแห่งวิกฤตหนี้ที่ปกคลุมยูโรโซนกำลังพัดผ่านไปแล้วในที่สุด

อย่างไรก็ตาม ในขณะที่ประเทศสมาชิกกลุ่มสหภาพยุโรป (อียู) กำลังร่วมแรงร่วมใจกันทำทุกวิถีทางเพื่อฟื้นฟูอาการโคม่าของกรีซอย่างแข็งขัน เพื่อที่จะดึงกรีซออกจากห้องฉุกเฉินให้ได้เร็วที่สุด ทว่ากลุ่มอียูได้มองข้ามไปว่า เพื่อนสมาชิกในอียูอีกหนึ่งประเทศกำลังอยู่ในอาการร่อแร่ และกำลังกลายเป็นผู้ป่วยรายใหม่ที่เข้ามาแอดมิดในโรงพยาบาลแห่งวิกฤตหนี้ นั่นก็คือ “สเปน”

หากวิเคราะห์ปัจจัยทางเศรษฐกิจของสเปนในขณะนี้จะเห็นได้ว่า สภาพเศรษฐกิจของสเปนอยู่ในขั้นโคม่ารุนแรงกว่ากรีซหลายเท่า ซึ่งจะกลายเป็นชนวนอย่างดีที่ทำให้บรรดานักลงทุนทั่วโลกอกสั่นขวัญแขวนขึ้นมาอีกครั้งว่า เศรษฐกิจหนี้ยุโรปยังไม่คลี่คลายลงง่ายๆ และมีทีท่าว่าจะทวีความรุนแรงขึ้นอีกด้วย

ประการแรก อัตราว่างงานสเปนพุ่งขึ้นแรงทุบสถิติสูงที่สุดในกลุ่มประเทศยูโรโซนอยู่ที่ถึง 23.6% เพราะหากเปรียบเทียบกับ กรีซ โปรตุเกส และไอร์แลนด์ ซึ่งล้วนเป็นประเทศที่ต้องเผชิญกับวิกฤตเศรษฐกิจในประเทศรุนแรง จะเห็นได้ว่ายังมีอัตราว่างงานอยู่ที่ 21% 15% และ 14.7% ตามลำดับเท่านั้น

กระทรวงแรงงานสเปน เปิดเผยว่า จำนวนผู้ใช้แรงงานที่มาขึ้นทะเบียนเป็นผู้ว่างงานในเดือน มี.ค. เพิ่มขึ้นถึง 4.75 ล้านคน ซึ่งพุ่งสูงขึ้นจากเดือน ก.พ. ถึง 0.82% ซึ่งนับเป็นจำนวนผู้ว่างงานมากที่สุดตั้งแต่เริ่มจดบันทึกสถิติมาตั้งแต่ปี 2539 ในขณะที่อัตราว่างงานของเยาวชนพุ่งสูงถึง 50% ขณะที่นักวิเคราะห์คาดการณ์แย่กว่านั้นว่า ในปี 2555 อัตราว่างงานจะพุ่งขึ้นถึง 25% เลยทีเดียว

'สเปน'อาการแย่ส่อแววไม่รอด วิกฤตหนี้หนักกว่ากรีซเท่าตัว!

สาเหตุที่ทำให้อัตราว่างงานสเปนปรับตัวเพิ่มขึ้นแรงทะลุปรอทเช่นนี้ ไม่ได้เป็นผลมาจากภาวะทางเศรษฐกิจประเทศที่กำลังถดถอยแต่อย่างเดียวเท่านั้น แต่ยังเป็นผลมาจากความไม่เท่าเทียมกันในด้านนโยบายการจัดการตลาดแรงงานภายในประเทศที่เป็นมรดกมากตั้งแต่ยุคนายพลฟรังโก

เพราะในขณะที่ลูกจ้างประจำได้รับการปกป้องดูแลราวกับไข่ในหิน แต่ทว่าสำหรับลูกจ้างชั่วคราวนั้นแทบจะไม่ได้รับการเหลียวแล ซึ่งเงินเดือนและสวัสดิการอย่างดีจนน่าใจหาย ส่วนลูกจ้างชั่วคราวได้รับการคุ้มครองเพียงเล็กน้อยเท่านั้น ซึ่งนโยบายแรงงานเช่นนี้ถือว่าเป็นนโยบายแรงงานที่พิกลพิการมากที่สุดในกลุ่มประเทศพัฒนาแล้วทีเดียว

อย่างไรก็ตาม รัฐบาลสเปนก็เหมือนอยู่ในภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออก เพราะหากรัฐบาลจะเข้าไปแตะและเดินหน้าปฏิรูปนโยบายแรงงานใดๆ ก็เท่ากับเป็นการขุดหลุมฝังตัวเอง ซึ่งจะถูกต่อต้านอย่างหนักหน่วงจากกลุ่มผู้ที่ได้รับประโยชน์มานานหลายสิปปี

นับตั้งแต่ที่รัฐบาลชุดปัจจุบันภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรี มาริอาโน ราจอย เข้ามาบริหารประเทศได้ไม่ถึง 3 เดือน รัฐบาลก็ต้องเผชิญกับการนัดหยุดงานประท้วงของสหภาพแรงงานประเทศครั้งรุนแรงหลายครั้ง ส่งผลให้ความนิยมของประชาชนต่อรัฐบาลร่อยหรอลง จนทำให้รัฐบาลต้องแพ้การเลือกตั้งรัฐบาลระดับภูมิภาคบางแห่ง ที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นฐานเสียงสำคัญของรัฐบาลเลยทีเดียว

ขณะที่ปัจจัยทางเศรษฐกิจลำดับที่ 2 ที่บ่งชี้ให้เห็นว่า สถานะทางการเงินสเปนกำลังอยู่ในภาวะย่ำแย่และวิกฤตหนี้ยุโรปกำลังรุนแรงเกิดขึ้น หลังจากการเปิดประมูลขายพันธบัตรระยะกลางของรัฐบาลสเปนเมื่อวันที่ 4 เม.ย.ที่ผ่านมา

ผลปรากฏว่า ความต้องการซื้อพันธบัตรต่ำกว่าที่รัฐบาลตั้งเป้าไว้มาก โดยความต้องการซื้ออยู่ที่ 2.41 เท่าเท่านั้น ซึ่งลดลงถึงครึ่งหนึ่งเมื่อเทียบกับ 4.96 เท่า ในการประมูลครั้งก่อน ขณะที่ยอดการซื้อต่ำกว่าเป้าหมายอยู่ที่เพียง 2,600 ล้านยูโร (ราว 1.04 แสนล้านบาท) ส่งผลให้ต้นทุนการกู้ยืมประเทศพุ่งสูงขึ้นที่ 5.7% ส่งสัญญาณให้เห็นว่า นักลงทุนยังคงวิตกกังวลถึงความไร้เสถียรภาพทางเศรษฐกิจของสเปน และความไม่แน่นอนของวิกฤตหนี้ยุโรป

และก็เป็นตามคาด เพราะทันทีที่มีการประกาศผลการประมูลอันน่าผิดหวัง ตลาดหุ้นสหรัฐก็ร่วงขานรับข่าวร้ายกันถ้วนหน้า โดยหลังปิดตลาดดัชนีดาวโจนส์ปรับลดลง 124.80 จุด ปิดตลาดที่ระดับ 13,074.75 จุด ขณะที่ดัชนีเอสแอนด์พีลดลง 14.42 จุด ปิดตลาดที่ระดับ 1,398.96 จุด และแนสแด็กปรับลดลง 45.48 จุด ปิดตลาดที่ระดับ 3,068.09 จุด

ประการที่ 3 คือยอดหนี้สาธารณะสเปนที่พุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องและกำลังทะลุเพดานที่ยูโรโซนกำหนดไว้ที่ไม่เกิน 60% ของผลผลิตมวลรวมประชาชาติ (จีดีพี) ก็กำลังกลายเป็นอีกหนึ่งปัจจัยทางเศรษฐกิจที่ชี้ให้ว่า เศรษฐกิจสเปนกำลังย่ำแย่อย่างถึงที่สุด

เพราะแม้ว่าที่ผ่านมารัฐบาลสเปนจะประกาศใช้แผนรัดเข็มขัดเพื่อตัดลดงบประมาณที่เข้มงวดที่สุดในกลุ่มประเทศยูโรโซนต้องเผชิญ แต่ทว่ารายงานล่าสุดของรัฐบาลกลับชี้ว่า ยอดหนี้สาธารณะสเปนมีแนวโน้มพุ่งสูงขึ้นอีกในปีนี้ โดยจะพุ่งขึ้นจาก 68.5% ไปอยู่ที่ 79.8% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศปี 2555 ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่ปี 2523

สาเหตุที่ทำให้รัฐบาลสเปนต้องเผชิญกับภาวะ “ยิ่งรัดเข็มขัดหนี้ยิ่งเพิ่ม” นี่ก็คงไม่ต่างอะไรกับสิ่งที่กรีซต้องเผชิญ เพราะเป็นที่รู้กันดีว่า เมื่อไรที่มีการใช้มาตรการรัดเข็มขัดอันเข้มงวดมากเท่าไร ก็จะยิ่งทำให้เศรษฐกิจประเทศที่ชะลอตัวอยู่แล้วในขณะนี้ ไม่สามารถกระเตื้องขึ้นมาสู่ภาวะปกติได้อีกเลย

ปัจจัยทางเศรษฐกิจของสเปนทั้งหมดนี้แสดงให้เห็นถึงความเลวร้ายของสภาวะเศรษฐกิจ จนเรียกได้ว่า สิ่งที่อียูเคยปวดหัวกับการแก้วิกฤตหนี้ของกรีซที่ผ่านมานั้น เปรียบเป็นเพียงวิกฤตในระดับน้ำจิ้มเท่านั้น

เพราะกรีซเป็นประเทศที่มีเศรษฐกิจขนาดเล็กเพียงหยิบมือที่มีขนาดจีดีพีเพียง 3.04 แสนล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 9.4 ล้านล้านบาท) โดยขณะนี้กรีซมีระดับหนี้สาธารณะที่ 160% ของจีดีพี ซึ่งคิดเป็นที่ราว 4.8 แสนล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 14.8 ล้านล้านบาท)

นั่นเทียบอะไรไม่ได้เลยกับสเปน ซึ่งเป็นประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับ 4 ของยูโรโซน ด้วยขนาดจีดีพีที่ใหญ่กว่า 4 เท่าครึ่งที่ 1.4 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 43 ล้านล้านบาท) ซึ่งในขณะนี้มีหนี้สาธารณะอยู่ที่ราว 70% ของจีดีพี โดยมูลหนี้จะคิดเป็นถึง 9.8 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 303.8 ล้านล้านบาท)

นั่นหมายความว่า มูลหนี้สาธารณะของสเปนจึงมีมากกว่ามูลหนี้สาธารณะของกรีซถึงกว่า 2 เท่าตัว และยังคาดว่าเมื่อสิ้นสุดปี 2555 นี้ระดับหนี้สาธารณะของสเปนจะพุ่งไปแต่ที่ 80% ของจีดีพีอีกด้วย

สุดท้าย อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจของสเปนนั้นถือว่า “ไร้อนาคต” หลังจากภาคธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) ต้องล้มกันระเนระนาด เช่นเดียวกันกับฟองสบู่ภาคอสังหาริมทรัพย์ที่แตกตัวลงนับตั้งแต่เมื่อครั้งวิกฤตการเงินโลกในปี 2541 และทำให้สเปนต้องมีคนตกงานล้นเมือง การเติบโตทางเศรษฐกิจเมื่อผ่านไตรมาสแรกของปีนี้ก็ประเดิมด้วยการติดลบไปแล้ว 0.3% และคาดว่าเมื่อจบปีมะโรงนี้เศรษฐกิจสเปนจะติดลบถึง 1.7% ทีเดียว

ชะตากรรมของยูโรโซนในวันนี้จึงไม่พ้นปากเหวที่มีความเสี่ยงสูงที่ “กระทิงจะล้ม” ซึ่งบอกได้เลยว่า จะสาหัสสากรรจ์มากกว่ากรณีกรีซหลายเท่าตัวนัก!

 

ข่าวล่าสุด

รัฐมนตรีคลัง G7 เห็นชอบแผนเตรียมซ้อมรับมือไซเบอร์โจมตีด้วย AI

รัฐมนตรีคลัง G7 เห็นชอบแผนเตรียมซ้อมรับมือไซเบอร์โจมตีด้วย AI