
ธีรยุทธ์ผนึก5สถาบันเสนองานวิชาการ8ปมการเมือง
"ธีรยุทธ์" ผนึก 5 สถาบันเตรียมเสนองานวิชาการ ครอบคลุม 8 ประเด็นการเมืองไทย "สุริชัย" แปลกใจทำไมปรองดองกลายเป็นสงคราม
"ธีรยุทธ์" ผนึก 5 สถาบันเตรียมเสนองานวิชาการ ครอบคลุม 8 ประเด็นการเมืองไทย "สุริชัย" แปลกใจทำไมปรองดองกลายเป็นสงคราม
นายธีรยุทธ บุญมี ผู้อำนวยการสถาบันสัญญาธรรมศักดิ์ได้แถลงข่าวเรื่อง ภารกิจการขยายพื้นที่เสรีภาพให้กับสังคมไทย เนื่องในโอกาสครบรอบ 80 ปีการเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 และ 40 ปี เหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 ว่า สถาบันสัญญา ธรรมศักดิ์ เพื่อประชาธิปไตย มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) สถาบันพระปกเกล้า สถาบันวิจัยสังคม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สมาคมนักข่าว นักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย มีความเห็นพ้องว่าควรจะขยายพื้นที่ทางสิทธิเสรีภาพให้กว้างขวางเพิ่มเติมขึ้นอีก เพื่อให้ประชาชนสามารถแสดงออกในการเสนอประเด็นปัญหา องค์ความรู้ ทัศนะต่างๆ ที่จะทำความเข้าใจปัญหาของประเทศ
สำหรับประเด็นที่สถาบันทั้ง 5 จะนำเสนอในรูปแบบวิชาการต่างๆ แก่สาธารณชนในช่วงปี 2555-2556 คาดว่าจะครอบคลุมประเด็นที่จำเป็นต่อสังคมไทย 8 ข้อ ดังนี้คือ
1.เสรีภาพในสังคมไทย
2.เราจะแก้ปัญหาทุรวาทกรรม หรือโทสะวาท หรือโมหะวาท (hate speech) เช่น ความเกลียดชังในสังคมไทย อย่างยั่งยืนได้อย่างไร
3.มิติของการแก้ไขความเหลื่อมล้ำในความเป็นคนสังคมไทยอย่างยั่งยืน
4.กระบวนการยุติธรรมกับประเทศไทยในยุคเปลี่ยนผ่าน
5.นโยบายประชานิยม ผลดี ผลเสีย ต่อเศรษฐกิจ สังคม การเมืองไทย
6.ความคิด “ชาตินิยม” ข้อดี ข้อเสีย
7.ความหมาย ความสำคัญ ของเสรีภาพในการประท้วง การแสวงหาจุดร่วมความเหมาะสม ความพอดี ของเสรีภาพในการประท้วง
8.สถาบันพระมหากษัตริย์ในสังคมเสรีประชาธิปไตยและสังคมข้อมูลข่าวสารในยุคโลกาภิวัตน์
“สถาบันทั้งห้าหวังว่าจะสามารถขยายพื้นที่สิทธิเสรีภาพทางวิชาการให้ครอบคลุมองค์กรวิชาการและนักวิชาการจากสาขาวิชาการต่างๆ ที่มีความคิดเห็นแตกต่างกันให้มาร่วมแสดงออกและทำความเข้าใจประเด็นปัญหาที่สำคัญ”นายธีรยุทธกล่าว
นายธีรยุทธ กล่าวเสรีภาพจะทำให้คนรู้สึกว่าคนไทยทุกคนเป็นเจ้าของประเทศ สำหรับเสรีภาพทางวิชาการ เสรีภาพและความรับผิดชอบต่อสังคมไทยนั้น เห็นว่าเสรีภาพเป็นสิ่งที่ต่อสู้มายากลำบากตั้งแต่ยุคเผด็จการ ในช่วงเกือบสิบปีที่ผ่านมา รากหญ้าได้ออกมาใช้สิทธิทางการเมืองมากขึ้นและเป็นสิ่งที่ดี โดย ส่วนตัวเชื่อว่านักวิชาการควรทำหน้าที่นักวิชาการสาธารณะด้วยโดยเฉพาะสถานการณ์ที่สังคมกำลังใฝ่รู้ แสวงหาทางออกและการเปลี่ยนแปลง
ด้าน นายนิพนธ์ พัวพงศกร ประธานสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาแห่งประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) กล่าวว่าทีดีอาร์ไอ พร้อมสนับสนุนการเคลื่อนไหวครั้งนี้ เพราะสังคมมีความขัดแย้งสูง ไม่ค่อยมีทางออก หรือทางออกตีบตัน เสรีภาพวิชาการเป็นเรื่องสำคัญในการแสวงหาทางออกให้กับภาวะที่ตีบตันนี้ได้ ปัญหาสังคม การเมือง มีความซับซ้อนมากขึ้น ทางการเมืองก็พยายามหาทางออกด้วยนโยบายระยะสั้นแสวงหาฐานเสียง ไม่ให้ความสำคัญปัญหาที่ซับซ้อนจึงไม่สามารถแก้ปัญหาได้ เสรีภาพวิชาการเป็นเรื่องสำคัญ
ตอนนี้เสรีภาพในประเทศไทยไม่ได้มีทุกตารางนิ้ว แต่ต้องเป็นเสรีภาพที่ต้องมีความรับผิดชอบด้วย นักวิชาการก็ไม่กล้าแสดงออกซึ่งเสรีภาพ เพราะอาจถูกตีตราว่าเป็นฝ่ายไหน มีผลประโยชน์อยู่เบื้องหลัง มีปัญหาต้องคดี วิจารณ์มากไปก็โดนแบล็คลิสต์งานวิจัย สื่อมวลชนเองก็มีปัญหาจะไม่ได้โฆษณาจากภาครัฐ
ด้าน นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ เลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า กล่าวว่าเวลานี้มีการแบ่งฝักแบ่งฝ่ายชัดเจน ถ้าฝ่ายวิชาการไม่สามารถนำทุกฝ่ายมาร่วมวงกันได้ ก็จะได้เห็นภาพเหมือนกับการประชุมรัฐสภาเมื่อวันที่ 27 มีนาคมซึ่งเป็นภาพที่ไม่ได้นำประเทศไปสู่ความปรองดอง ความเห็นต่างเป็นเรื่องปกติของสังคมมนุษย์ แต่ความเห็นต่างนำไปสู่ความขัดแย้ง รุนแรง ยุติได้ถ้าทุกฝ่ายมานั่งคุยกันบนโต๊ะ 4-5 ปีที่ผ่านมามันไม่มีสำหรับพื้นที่ความเห็นต่างมาอยู่ด้วยกัน แต่ละคนก็มีมุมของตัวเองแล้วก็มีวิวาทะกัน จึงควรมีเวทีแบบนี้เพื่อให้ทุกฝ่ายมาร่วมกัน และควรมากกว่านี้ไม่ใช่แค่ 5 สถาบันดังกล่าว
นายบวรศักดิ์ กล่าวว่า เรื่องการปรองดองอยากยกตัวอย่างกรณีรายงานของสถาบันพระปกเกล้าที่เสนอต่อกมธ.ปรองดอง สภาผู้แทนราษฏร จะพบว่าจริงๆ แล้วทีมวิจัยดังกล่าวได้เสนอข้อเสนอไว้หลายอย่าง ไม่ได้มีแค่เรื่องการนิรโทษกรรม คดีคตส. การให้สร้างความจริงในสังคม และในประเด็นเหล่านี้ก็มีรายละเอียดลึกไปอีก แต่ไม่ได้บอกว่าให้กมธ.หรือสภาเลือกเอาทางไหนแต่บอกว่าให้นำไปพูดคุยกัน ไม่ใช่ข้อเสนอสุดท้าย แต่ให้เอาไปพิจารณากันเองเพื่อประเด็นข้อยุติ แต่คนไปคิดว่าพระปกเกล้าเสนอทุกอย่างเสร็จสิ้นแล้ว
นายสุริชัย หวันแก้วผู้อำนวยการศูนย์ศึกษาสันติภาพและความขัดแย้ง จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยกล่าวว่าวันี้ทุกคนต้องการเห็นการปรองดองแต่น่าแปลกใจมากก็คือวันนี้การปรองดองกลายเป็นสงครามการปรองดองไปเสียแล้ว คนที่ต้องการการปรองดองจะทุบจะตีกันให้ได้ ไม่มีฝ่ายใดข่มอารมย์กันเลย ซึ่งสะท้อนถึงความผิดปกติของสังคมไทย
"วันนี้มีแต่พื้นที่ของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ต่างฝ่ายต่างคิดว่ามีความถูกต้องเดียวของฝ่ายตนเท่านั้น พื้นที่สาธารณะพื้นที่ของเสรีภาพถุกคุกคามด้วยขั้วทางการเมือง ดังนั้นต้องสร้างพื้นที่การถกเถี่ยงในสาธารณะ พื้นที่ของเสรีภาพทางวิชาการให้เกิดขึ้นให้ได้เพื่อให้สังคมไทยหาทางเดินไปข้งหน้าร่วมกัน"นายสุริชัยกล่าว
ด้าน นายธเนศ อาภรณ์สุวรรณ อาจารย์คณะศิลปะศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาตร์ กล่าวว่า เสรีภาพทางวิชาการและความรับผิดชอบกับสังคมเป็นปัญหาและโจทย์ใหญ่หลายปีที่ผ่านมาการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองเปลี่ยนมาหลายระลอก การปฏิบัติทางเสรีภาพในสังคมและเสรีภาพทางวิชาการไม่ค่อยได้ทำเท่าใดนัก ตอนนี้เป็นโอกาสที่หลายภาคส่วนมาทำความเข้าใจกัน หน้าที่ของสถาบันการศึกษาคือทำวิจัย ค้นคว้า หาข้อมูลเสนอความเป็นจริงกับสังคม ควรทำหน้าที่ตัวแทนสำนึกสาธารณะในด้าน ทัศนะที่ดีและเลวต่อการเมืองบนพื้นฐานข้อเท็จจริงโดยไม่ใช่การประเมินผู้ กระทำและผู้มีปัญหาทางการเมือง
น.ส.กฤตยา อาชวนิจกุล จากสถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า ความพยายามในวันนี้ควรเกิดขึ้นมานานแล้ว เสรีภาพทางวิชาการเป็นหน้าที่และบทบาทขั้นพื้นฐานของมหาวิทยาลัยวันนี้จะเป็นแสงสว่างที่นำไปสู่สังคมในการคิด ควรหยุดมาตรการปิดปาก เสรีภาพทางวิชาการควรเป็นเรื่องที่มีผลกระทบกับสาธารณะ เชื่อเรื่องเสรีนิยมและบนหลักประชาธิปไตยแบบมีส่วนร่วมนั้นควรมีความสามารถตรวจสอบข้อเท็จจริง ความเชื่อต่างๆกับปรากฏการณ์นั้นๆโดยยกเว้นไม่ได้ เวทีที่จะเคลื่อนไหวทางวิชาการนั้นจะเป็นประโยชน์โดยตรงกับส่วนรวม และสื่อกระแสหลักควรมีส่วนร่วมในการนำเสนอด้วย
นายโคทม อารียา ผอ.สถาบันสิทธิมนุษยชนและสันติศึกษา มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า ขอแยกเสรีภาพกับเสรีภาพทางวิชาการออกจากกัน เพราะเสรีภาพเป็นคุณสมบัติทั่วไปของมนุษย์แต่ต้องมีกรอบทางสังคมและกฎหมายควบคุม ส่วนเรื่องการเมืองนั้น แปดสิบปีที่คณะราษฎรอภิวัตน์การเมืองนั้นก็บรรจุคำว่าเสรีภาพสมบูรณ์ทางความเชื่อไว้ในรัฐธรรมนูญฉบับแรก คิดว่าเสรีภาพนั้นหากมีบางสิ่งกำกับไว้บ้างเช่นเหตุผลนั้นควรทำได้ แม้แต่สิ่งที่จะเชื่อหากใช้เหตุผลไตร่ตรองแล้ว
“การจำกัด เสรีภาพทางวิชาการนั้นควรมีการจำกัดเช่นเดียวกับเสรีภาพด้านอื่นๆแต่ในเรื่องการ เมืองคิดว่าหากจำกีดเสรีภาพทางวิชาการทางการเมืองจะเป็นการกดขี่ข่มเหงทาง ความเชื่อและความคิด การต่อสู้ที่รุนแรงจะเกิดขึ้น ทางออกของสังคมนั้นควรเปิดพื้นที่ทางวิชาการให้กว้างสุดแต่นักวิชาการต้อง ไม่ขายตัวและรับใช้ผลประโยชน์ต่างๆควรแสดงออกว่าเป็นชุมชนที่สามารถมี อุดมการณ์ทางวิชาการของตัวเองแม้จะโดนวิจารณ์กันบ้าง”นายโคทมกล่าว
นางนิยดา เกียรติยิ่งอังศุลี ตัวแทนสถาบันวิจัยสังคม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่าบทบาทของสถาบันการศึกษานั้น ห้าปีที่แล้วเรื่องนี้วนเวียนในสมองของจุฬาฯและเคยจัดเสวนาเรื่องนี้มาแล้วทั้งๆที่เป็นยุคประชาธิปไตยเพราะโดนปิดปากกัน ข้อมูลหลายอย่างของนักวิชาการมีนั้นโดนฟ้องร้อง หากสิ่งที่ทำขึ้นมานั้นจะมีการการันตีว่าจะไม่โดนกดขี่อย่างไร เสรีภาพทางวิชาการนั้นจะทำอย่างไรที่จะมองสังคมภาพใหญ่ได้และจะกลับมาร่วมมือทางโลกาภิวัตน์อย่างไร
นายอรรถจักร สัยยานุรักษ์ อาจารย์ภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ กล่าวว่าแถลงการณ์วันนี้เป็นพันธะสัญญาของห้าสถาบันในจังหวะของสังคมที่สำคัญ และสถาบันการศึกษาอื่นๆจะมาร่วมด้วยในอนาคต เพราะจะเป็นพลังช่วยค้ำประกันทางสร้างเวทีทางวิชาการ และจะมีแนวทางการเปลี่ยนแปลงทางสังคมเพื่อให้สังคมฉลาดขึ้นการอยู่ร่วมกันแบบมีสติก็จะเกิดขึ้น
สิ่งที่ต้องคิดต่อคือการสร้างพลังนี้ขึ้นมานั้น ความรู้ทางวิชาการจำเป็นที่ต้องตรวจสอบแบบโปร่งใส แสดงความคิดเห็นได้เพื่อที่จะได้ยืนอยู่ได้ หากสิ่งที่เสนอมาไม่เข้มแข็งก็จะโดนล้มไปเอง การเปลี่ยนแปลงวันนี้ที่สำคัญมีหลายด้าน ลึกๆไปแล้วคือจินตภาพของคนที่มีต่อสิ่งต่างๆ โลกทัศน์ของคนส่วนใหญ่ที่แต่ละคนเลือกเชื่อนั้น ควรศึกษาประวัติศาสตร์การเปลี่ยนแปลงของสังคมในทุกมิติเพื่อที่จะได้เห็นคนแต่ส่วนในโครงสร้างสังคม รวมทั้งระบบอารมณ์ความรู้สึกด้วย เพราะโทสะวาทมันขมวดปมมาสู่การกระทำ







