posttoday
จะทำอย่างไรกับเศรษฐกิจของไทย

จะทำอย่างไรกับเศรษฐกิจของไทย

28 มีนาคม 2555

ขึ้นเรื่องไว้อย่างนี้ก็อย่าเพิ่งตกใจไป เดี๋ยวจะคิดว่าภาวะเศรษฐกิจของไทยแย่แล้ว

โดย...พวงรัตน์ อัศวพิศิษฐ์

ขึ้นเรื่องไว้อย่างนี้ก็อย่าเพิ่งตกใจไป เดี๋ยวจะคิดว่าภาวะเศรษฐกิจของไทยแย่แล้ว ผู้เขียนเพียงแต่กังวลว่า มันมีสัญญาณหลายอย่างที่ไม่ค่อยดีนัก และเกรงว่าอนาคตไทยเราอาจจะเป็นอย่างอาร์เจนตินา หรือกรีซ ที่เห็นๆ กันอยู่

ดูตัวเลขส่งออกที่ตกลงอย่างมากมาย คงไม่ต้องหยิบยกมาใส่ให้ช้ำใจอีกว่ากี่เปอร์เซ็นต์ และก็อย่างที่ทราบกันว่า เศรษฐกิจของเราก็เหมือนเครื่องบินที่บินไปได้โดยเครื่องยนต์เดียว คือ การส่งออก ถ้าการส่งออกตกลงมา จะทำอะไร การส่งออกไม่ใช่สาขาเดียวที่พยุงเศรษฐกิจของเราอยู่ได้ แต่การที่ประเทศจะฟื้นตัวได้ (Recovery) ก็ต้องมีการส่งออกมาช่วยด้วยเหมือนกัน ทีนี้ถ้าการส่งออกของเราตก จะด้วยอะไรก็ตาม น้ำท่วม โรงงานผลิตไม่ได้ และยังผลิตไม่ได้จนป่านนี้ บางโรงงานจะต้องปิดตัวไปเพราะปัญหาค่าแรงอีก เราเองก็จะเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนในปี พ.ศ. 2558 ประเทศต่างๆ ในอาเซียนรวมทั้งไทยจึงทำท่าจะไร้พรมแดนเอา ต่างชาติเขาก็เลือกอีกว่าจะลงทุนที่ไหนดี ถ้าการลงทุนจากต่างประเทศไม่เพิ่มขึ้นมาก ย้ำว่าไม่เพิ่มขึ้นมาก เพราะผู้เขียนคิดว่าไม่น่าจะลดลง เนื่องจากตลาดอาเซียนตั้ง 600 ล้านคน จะสูญเสียไปที่อื่นบ้างก็ไม่ควรจะมากนัก ประเทศไทยก็มีอะไรดีๆ อีกตั้งเยอะนี่น่า ดูแต่ฮอนด้าซิยังบอกว่า จะไม่ย้ายโรงงานเลย เพียงแต่ถ้าไปเปิดหูเปิดตากับข่าวนอกประเทศบ้าง จะเห็นว่าข่าวที่ประเทศอินโดนีเซียเขาก็ลงกันครึกโครมว่า บริษัท ฮอนด้า ที่อินโดนีเซีย ประกาศสร้างโรงงานผลิตรถยนต์ขึ้นใหม่ที่มีความสามารถในการผลิต 1.2 แสนคันต่อปี ถ้ารวมกับกำลังการผลิตปัจจุบันที่มีอยู่ 6 หมื่นคัน ก็จะเป็น 1.8 แสนคันต่อปี การลงทุนสร้างโรงงานใหม่นี้ใช้เงินประมาณ 2.7 หมื่นล้านเยน ซึ่งจะเริ่มผลิตได้ในปี ค.ศ. 2014 เรียกว่า ก่อนเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน 1 ปี เตรียมพร้อมส่งไปขายในประเทศสมาชิกอาเซียนในปี ค.ศ. 2015 ที่เป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนพอดี แต่ไม่เป็นไร เรายังพอส่งชิ้นส่วนฮอนด้าไปให้เขาได้อย่างน้อยก็ 20% เพราะเขาจะผลิตในอินโดนีเซียเสีย 80%

การประกาศข่าวนี้ มีขึ้นในวันที่ 15 มี.ค.นี้ หลังท่านนายกฯ หญิงเก่งของเราไปเยือนญี่ปุ่นแล้ว คงรอการตัดสินใจขั้นสุดท้าย แต่ก็ไม่เป็นไร คนไทยเราก็ก้มหน้ากัดฟันสู้ต่อไป ผู้เขียนก็เลยพยายามไปหาดูว่า เขามีการแก้ปัญหากันอย่างไรบ้างในโลก ถ้าไม่พึ่งการส่งออกและการลงทุน แล้วก็ไปพบบทสัมภาษณ์กูรูทางเศรษฐศาสตร์ที่ได้รางวัลโนเบิลคนหนึ่ง ชื่อ ครักแมน (Krugman) เป็นบทสัมภาษณ์สั้นๆ ที่ถามว่า ถ้าการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจไม่ใช่ใช้การส่งออกนำ (Exportled Growth) แล้ว จะมีเครื่องยนต์ตัวอื่นไหม ครักแมนตอบว่า เป็นคำถามที่ยาก เรียกว่ามหาศาลล้านแปด (640 Trillion Dollar Question) เนื่องจากได้เห็นแล้วว่า ในสหรัฐเองการกระตุ้นด้วยนโยบายอื่นๆ เช่น การคลัง (การบริโภค และการใช้จ่ายของรัฐบาล) ไม่เกิดผลถาวร เพราะผู้บริโภคไม่สามารถทำให้เศรษฐกิจฟื้นตัวได้ เนื่องจากผู้บริโภคเองก็ขาดเงิน พูดง่ายๆ ชักหน้าไม่ถึงหลัง แถมยังบริโภคเพื่อการบริโภค ไม่ใช่บริโภคในสิ่งที่ก่อให้เกิดการสร้างสรรค์ทางเศรษฐกิจ (สองประโยคหลังนี่ผู้เขียนเติมเอง) ครักแมนเห็นว่า ถ้าไม่ใช้การส่งออกทำให้เกิดการฟื้นตัว ก็อาจใช้เรื่องการลงทุนในนวัตกรรมเขียว (Green Technology) เนื่องจากปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) เขาเห็นว่าการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ จะเป็นตัวขับเคลื่อนการลงทุน ซึ่งการลงทุนจะไปขับเคลื่อนเศรษฐกิจอีกทีหนึ่ง แต่ครักแมนก็ยังไม่แน่ใจนักว่าจะช่วยได้แค่ไหน

เอาเถอะ อย่างน้อยก็มีฟางให้เกาะได้ ไอ้ที่เสียแล้วก็เสียไป หาใหม่ดีกว่า แถมถ้าเป็นการลงทุนในนวัตกรรมเขียวได้ก็จะยิ่งเป็นประโยชน์กับประเทศไทยกว่าการลงทุนในอุตสาหกรรมปกติ ที่อาจจะทำให้เกิดมลภาวะได้ นอกจากนี้ ไทยเราก็เป็นผู้เสนอเรื่องการเปลี่ยนแปลงในสภาพภูมิอากาศที่การประชุมอาเซียน เพื่อนำไปสู่การเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน ที่เรียกว่า “Krabi Initiative” และเราก็ยังมีแผนนโยบายวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีและนวัตกรรมแห่งชาติ ฉบับที่ 1 ระหว่าง พ.ศ. 2555–2564 ที่มีการกำหนดกรอบไว้ว่าจะมีนวัตกรรมเขียว ได้แก่ การพัฒนาวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม หลักเพื่อการตอบโจทย์เฉพาะเศรษฐกิจสีเขียว สังคมสีเขียวและสิ่งแวดล้อม และพลังงานสีเขียว ซึ่งการจะได้มาซึ่งนวัตกรรมสีเขียวนี้ ก็ต้องมีเสาหลักค้ำจุนอีกหลายเสามาก และหนึ่งในนั้นก็คือ การพัฒนางานวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) โดยพุ่งเป้าไปที่การบริหารจัดการสิ่งแวดล้อมและโครงสร้างพื้นฐานสะอาด และพลังงานหมุนเวียน เช่น การขนส่งสะอาด พลังงานลูกผสม หรือยายยนต์อิเล็กทรอนิกส์ การพัฒนาพลังงานหมุนเวียน เช่น พลังงานชีวภาพการพัฒนาพลังงานรูปแบบใหม่ และเทคโนโลยีใหม่ที่เกี่ยวข้องกับพลังงานเพื่ออนาคต เช่น การผลิตกระแสไฟฟ้าจากคลื่นทะเล เป็นต้น

รัฐบาลอาจต้องหันมาเล่นเรื่องเหล่านี้อย่างจริงจังมากขึ้น หาทางดึงดูดการทำวิจัยพัฒนาเข้ามาในประเทศ รวมถึงการลงทุนที่ต่างจากการลงทุนในรูปแบบปกติทั่วไป แน่นอนว่า รัฐบาลอาจจะต้องเจียดจ่ายงบประมาณมาใช้ในการวิจัยพัฒนามากขึ้น แก้กฎหมายบางฉบับให้เอื้ออำนวยต่อการวิจัยพัฒนามากขึ้น รวมถึงการพัฒนาคนของเรา ซึ่งเป็นทรัพยากรสำคัญของประเทศให้เป็นสังคมที่มีระบบความคิดเป็นตรรกะ ประชาชนมีความใฝ่รู้และมีโอกาสในการเรียนรู้อย่างทั่วถึง และเท่าเทียมในทุกเวลาและสถานที่

ก็ได้แต่หวังว่าปลายปีนี้ จีดีพีของเราจะเติบโตได้ตามที่สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และธนาคารแห่งประเทศไทย เขาคาดคะเนกันไว้คือประมาณ 4.55% เพื่อไม่ให้อนาคตของไทยวิ่งตามอาร์เจนตินา หรือกรีซไปก็แล้วกัน

ข่าวล่าสุด

รัฐมนตรีคลัง G7 เห็นชอบแผนเตรียมซ้อมรับมือไซเบอร์โจมตีด้วย AI

รัฐมนตรีคลัง G7 เห็นชอบแผนเตรียมซ้อมรับมือไซเบอร์โจมตีด้วย AI