
สั่งผู้ว่าฯแจงพื้นที่รับน้ำ-เงินชดเชยใน15วัน
รัฐบาลยังไม่เคาะพื้นที่รับน้ำ-เงินเยียวยา เร่งผู้ว่าฯเร่งชี้แจงทำความเข้าใจประชาชนใน 15 วัน
รัฐบาลยังไม่เคาะพื้นที่รับน้ำ-เงินเยียวยา เร่งผู้ว่าฯเร่งชี้แจงทำความเข้าใจประชาชนใน 15 วัน
วันที่ 26 มี.ค. ที่กระทรวงมหาดไทย ได้มีการประชุมคณะทำงานจัดทำแผนกำหนดพื้นที่รับน้ำนองและมาตรการช่วยเหลือผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการใช้พื้นที่รับน้ำ โดยมีนายปรีชา เร่งสมบูรณ์สุข รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม นายธีระ วงศ์สมุทร รมว.เกษตรและสหกรณ์ และผู้ว่าราชการจังหวัด 19 จังหวัดเข้าร่วมประชุมด้วย
นายเจษฎา แก้วกัลยา ที่ปรึกษารมว.เกษตรและสหกรณ์ ประธานคณะทำงานฯ กล่าวรายงานพื้นที่รับน้ำนองว่าขณะนี้ มีพื้นที่เกษตรชลประทานสำหรับรับน้ำนองทั้งหมดรวม 70 จุด รวม 3.8 ล้านไร่ ซึ่งจะสามารถลดปริมาณน้ำลงได้ประมาณ 360 ล้านลบ.ม. ขณะที่ที่อ.บางไทร จ.พระนครศรีอยุธยา ทำให้สามารถป้องกันพื้นที่ทางเศรษฐกิจได้ทั้งหมด ทั้งนี้พื้นที่รับน้ำนอง พิจารณาจากหลักเกณฑ์ ได้แก่ 1.พิจารณาสภาพพื้นที่น้ำท่วมจริงปี 2554 เป็นแนวทางหลัก และสภาพน้ำท่วมที่ผ่านมา ในระยะเวลา 4 ปี 2.เป็นพื้นที่ลุ่ม พื้นที่นา พื้นที่สาธารณะและแหล่งน้ำ หลีกเลี่ยงพื้นที่ชุมชนสำคัญ 3.สามารถตัดยอดน้ำหลาก ชะลอน้ำหลาก 4.มีขอบเขตชัดเจน มีทางน้ำเข้า-ออก สามารถควบคุมระดับน้ำได้ 5.ระบุพื้นที่อย่างชัดเจนถึงระดับตำบล
ขณะที่นายปรีชา เร่งสมบูรณ์สุข รมว.ทส.กล่าวว่า อยากให้ผู้ว่าราชการจังหวัดทั้ง 19 จังหวัด ลงไปตรวจสอบพื้นที่รับน้ำนอง ทั้งหมดให้ดี เนื่องจากพื้นที่นาส่วนใหญ่ในภาคกลาง เป็นพื้นที่นาให้ชาวนาเช่าช่วงต่ออีกครั้งหนึ่ง ซึ่งจะต้องมีการสำรวจว่า หากมีการจ่ายเงินชดเชยความเสียหายจากการใช้พื้นที่รับน้ำนอง เงินจะลงไปสู่ผู้ที่ทำนาจริง ไม่ใช่กับนายทุนเจ้าของนา ซึ่งหากผู้เช่าไม่มีเอกสารชัดเจน ก็ขอให้ผวจ.ใช้วิธีอย่างไรก็ได้ให้ผู้ที่ได้รับความเสียหาย ได้รับเงินจริง
“รัฐบาลได้เตรียมการป้องกันน้ำท่วม จึงขอให้ผู้ว่าราชการจังหวัดไปประชาสัมพันธ์กับประชาชน เรื่องพื้นที่รับน้ำนอง อ่างเก็บน้ำ ฝายชะลอน้ำ และป่าต้นน้ำ ให้ชาวบ้านเข้าใจถึงระบบชลประทานในการป้องกันน้ำท่วม เพราะที่ผ่านมาไม่เคยเป็นลักษณะนี้ รวมถึงให้เกษตรจังหวัด ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัด และชลประทานจังหวัด เข้าไปร่วมกันแสดงความเข้าใจด้วย”นายปรีชากล่าว
สำหรับพื้นที่ไหนเป็นพื้นที่ท่วมซ้ำซากไม่มีที่ระบายออกก็ต้องไปสำรวจมารายงาน เพื่อที่รัฐบาลจะได้ช่วยชดเชยให้กับประชาชน ขณะที่พื้นที่สาธารณประโยชน์ หรือพื้นที่ป่าที่สามารถรองรับน้ำได้ ขอให้ไปดูว่า มีกี่ไร่ ช่วยไปเจรจากับเจ้าของหน่วยงาน และประชาชนในพื้นที่ให้เข้าใจ เนื่องจากขณะนี้ได้รัฐบาลได้เตรียมเงิน 3.5 แสนล้านบาทถือว่า เป็นโครงการเร่งด่วน แต่ยังไม่ได้มีการเตรียมความพร้อมมากพอ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีจึงขอให้เตรียมความพร้อมทั้งหมดภายในเดือนเม.ย.นี้แทน โดยเรื่องของการบริหารจัดการน้ำ ผวจ.ต้องไปวางแผนเอาเอง เนื่องจากแต่ละพื้นที่ไม่เหมือนกัน
ทั้งนี้ขอให้ผวจ.ลงไปดำเนินการสำรวจพื้นที่ สรุปพื้นที่รับน้ำนอง ภายใน 15 วัน ส่วนเรื่องการจ่ายเงินเยียวยา แต่ละพื้นที่นั้น ก็ขอให้ผวจ.ไปสรุปให้ชัดมาเช่นเดียวกันว่า จะจ่ายเท่าไร และไปหาเทคนิคที่จะพูดคุยกับชาวบ้านให้ราบรื่น ในประเด็นเงื่อนไขเวลาฤดูกาลที่เก็บเกี่ยว เพื่อชาวบ้านได้เข้าใจ โดยเป็นการขอความร่วมมือให้งดทำนา ตั้งแต่ช่วงไหนถึงช่วงไหน เพราะปีนี้ได้งบประมาณ 3.5 แสนล้านบาทมาแล้ว
ขณะที่นายวิทยา ผิวผ่อง ผวจ.พระนครศรีอยุธยา ได้เสนอความคิดเห็นต่อที่ประชุมว่า ผวจ.ทุกคนได้ติดตามข้อสรุปของคณะกรรมการบริหารจัดการน้ำและอุทกภัย (กบอ.)ว่า มีแนวทางอย่างไร ซึ่งการชดเชย 625 บาทต่อไร่ หรือการจ่ายต่อเมื่อน้ำเข้าไปในพื้นที่รับน้ำ 5,425 บาทต่อไร่ หรือท่วมเกิน 3 เดือนจะจ่าย 5,597 บาทต่อไร่ เพราะอยุธยาเป็นพื้นที่ละเอียดอ่อน บางทีก็มีโรงงานอุตสาหกรรมตั้งอยู่ในพื้นที่นา ถ้าหากน้ำมาจะมีการจ่ายชดเชยอย่างไร จึงอยากรู้ว่าเงื่อนไขเวลา ของรัฐบาลคืออะไร เพราะเรื่องฤดูกาลเพาะปลูก ในช่วง 4 เดือน สิงหาคม กันยายน ตุลาคม พฤศจิกายน เราต้องมาพูดคุยกันให้ชัดเจน มันต้องชัดเจนตั้งแต่นโยบายว่า จะให้ผู้ว่าฯไปพูดคุยกับชาวบ้านจะทำอย่างไร ต้องมีรายละเอียดให้ชัดเจน หรือว่า จะกำหนดหลักเกณฑ์ชดเชยให้ออกมาเท่ากันทั้งประเทศดีกว่าหรือไม่
ด้านนายธีระ กล่าวว่า รัฐบาลต้องการให้ชาวนาทำนาได้ปีละ 2 ครั้งต้องให้ไปดูตรงนี้ให้ด้วย ส่วนผลกระทบและมาตรการช่วยเหลือจากการใช้พื้นที่รับน้ำขอให้เกษตรและสหกรณ์จังหวัด ชลประทานจังหวัด ให้ความร่วมมือทำงานกับผู้ว่าฯเพื่อเป็นการไม่ประมาทเราต้องเตรียมความพร้อมเอาไว้ก่อน ส่วนเรื่องการจ่ายค่าชดเชยเยียวยาขณะนี้ยังไม่สามารถสรุปได้ต้องรอความชัดเจนจาก กบอ.ออกสรุปมาก่อน







