
พม่าโฉมใหม่ การเมืองดี เศรษฐกิจเด่น ข้อเท็จจริงที่ไม่อยากจะเชื่อ!
บรรยากาศทางการเมืองและเศรษฐกิจในพม่ากำลังคึกคักอย่างต่อเนื่องอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในรอบหลายๆ ทศวรรษ
โดย...ธนพล ไชยภาษี
บรรยากาศทางการเมืองและเศรษฐกิจในพม่ากำลังคึกคักอย่างต่อเนื่องอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในรอบหลายๆ ทศวรรษ ที่คณะผู้ปกครองพม่าได้เปิดประตูแห่งโอกาสมากขึ้นในหลายๆ ด้าน
ในวันที่ 1 เม.ย.นี้ จะเป็นวันเลือกตั้งซ่อมสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร 48 ที่นั่ง เพื่อเติมเต็มที่นั่งส่วนหนึ่งที่ขาดหายไปในรัฐสภา ภายหลังจากที่ สส.ส่วนหนึ่งได้รับการแต่งตั้งขึ้นเป็นรัฐมนตรี ตลอดจนตำแหน่งที่สำคัญอื่นๆ ตั้งแต่ปีที่แล้ว
โดยเฉพาะความคึกคักที่เกิดจากการให้อิสรภาพทางการเมืองกับ อองซานซูจี ผู้นำการเคลื่อนไหวเพื่อประชาธิปไตยคนสำคัญที่ผ่านการใช้เวลากว่าครึ่งหนึ่งของชีวิตภายใต้การกักบริเวณอันยาวนาน
แน่นอนว่า การลงสมัครเลือกตั้งซ่อมและการทัวร์หาเสียงของซูจี คือความหวังใหม่ของประเทศที่คนพม่า ตลอดจนชนกลุ่มน้อยในพม่าต่างฝากความหวังไว้สูงสุด และซูจีกำลังกลายเป็น “สัญลักษณ์” ที่ชัดเจนที่สุดของการยอมเปิดกว้างมากขึ้นของรัฐบาลพม่าในครั้งนี้
ยิ่งไปกว่านั้น มิติใหม่ทางการเมืองของพม่าในครั้งนี้ ยังเกิดขึ้นไปพร้อมๆ กับการเปิดเผยโครงการปฏิรูปเศรษฐกิจครั้งสำคัญของประเทศ ไม่ว่าจะเป็นการเผยร่างกฎหมายสำหรับนักลงทุนต่างชาติโฉมใหม่ ที่ให้สิทธินักลงทุนต่างชาติลงทุนได้ 100% พร้อมกับโปรโมชัน สิทธิประโยชน์ต่างๆ ทั้งทางด้านการได้รับการยกเว้นภาษีในช่วง 5 ปีแรก ไปตลอดจนสิทธิการถือครองที่ดินนาน 35 ปี
และที่สำคัญที่สุด โครงการท่าเรือน้ำลึกและนิคมอุตสาหกรรมที่เมืองทวาย ซึ่งเรียกได้ว่าทำเอาทั่วทั้งโลกหันมาจับจ้องพม่าตาเป็นมัน
กระนั้นก็ตาม ความเปลี่ยนแปลงในพม่าที่เกิดขึ้นอย่างฉับพลันในช่วงไม่กี่เดือนมานี้ กำลังถูกตั้งคำถามอย่างหนักถึงความจริงใจ หรือว่าจะเป็นเพียงอีกหนึ่งละครตบตา (ใครบางคน) เท่านั้นหรือไม่
เพราะดูเหมือนว่าพม่าจะเปลี่ยนแปลงรวดเร็วจากหลังมือเป็นหน้ามือในเวลาเพียงชั่วไม่กี่เดือนที่ผ่านมาเท่านั้น
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง สำหรับพม่า ประเทศที่มีประวัติภูมิหลังอันขึ้นชื่อในเรื่องของ “ความดื้อด้าน” และความเกลียดชังที่มีต่อฝรั่งเข้าไส้ ถึงขั้นย้ายเมืองหลวงหนีก็มีมาแล้ว
ดังนั้น การเปิดประเทศอย่างง่ายดายเช่นนี้ จึงไม่น่าจะเป็นปรากฏการณ์ที่ธรรมดาเสียเท่าไหร่นัก
ยิ่งหากพิจารณาถึงการให้อิสรภาพกับอองซานซูจีนั้นแล้ว แม้ว่าซูจีอาจจะชนะเลือกตั้งและได้รับเลือกเป็น สส.หลังการเลือกตั้งซ่อมในวันที่ 1 เม.ย.นี้จริง แต่ทว่าชัยชนะที่ได้มานั้นแทบจะไม่กระเทือนต่อโครงสร้างทางการเมืองรูปแบบใหม่ที่คณะรัฐบาลทหารพม่าได้ปูทางเอาไว้ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา
สิ่งสำคัญที่สุดที่ต้องไม่ลืมคือ รัฐธรรมนูญปี 2008 ซึ่งเป็นฉบับปัจจุบันของพม่า ได้รับการร่างขึ้นโดยกลุ่มชนเชื้อชาติต่างๆ และกลุ่มทางการเมืองฝ่ายต่างๆ เฉพาะกลุ่มที่ “ยอมก้มหัว” ให้กับท็อปบู๊ตคนในกองทัพเท่านั้น โดยที่ฝ่ายค้านและผู้ที่เห็นต่างก็ไม่ได้รับโอกาสให้มีส่วนร่วมแต่อย่างใดทั้งสิ้น
ดังนั้น เนื้อหาในร่างกฎหมายดังกล่าวจึงเอื้อประโยชน์และอำนาจให้กับฝ่ายกองทัพ และกลุ่มคนเชื้อชาติ “พม่า” อย่างเต็มๆ ที่สุด
ประการแรก ในรัฐสภาชุดปัจจุบัน มีถึง 1 ใน 4 ของสมาชิกสภาทั้งหมด หรือ 25% จะเป็นคนที่ได้รับการแต่งตั้งจากกองทัพ โดยไม่ต้องผ่านกระบวนการคัดสรรตามระบอบประชาธิปไตยแต่อย่างใด
การแก้รัฐธรรมนูญใดๆ จะกระทำได้ต่อเมื่อได้รับการเห็นชอบของสมาชิกสภาเกินกว่า 75% นั่นหมายความว่า คนจากกองทัพต้องเห็นชอบด้วย
ประการที่สอง หากเกิดเหตุการณ์ไม่สงบในประเทศขึ้น อันจะกระทบกระเทือนต่อความมั่นคงของชาติ กองทัพสามารถลุกขึ้นมาควบคุมประเทศได้ทันที
นั่นหมายความว่า รัฐสภาแห่งชาติ และคณะรัฐบาลพม่าแทบจะไม่มีอำนาจแท้จริงแต่อย่างใดเมื่อกองทัพพม่ายังคุมเชิงอยู่ในรัฐสภา และยังสามารถควงปืนลุกขึ้นมาควบคุมประเทศเมื่อไหร่ก็ได้ เมื่อถึงช่วงโอกาสเหมาะสมเท่านั้น
ยิ่งพิจารณาไปที่ตัวประธานาธิบดีพม่าคนปัจจุบัน คือ ประธานาธิบดีเต็งเส่งนั้น แท้ที่จริงแล้วบุคคลผู้นี้แทบจะไม่มีอิทธิพลหรืออำนาจใดๆ ในพม่านัก นอกเหนือจากการเป็นเพียงผู้นำหุ่นเชิดที่ได้รับการแต่งตั้งขึ้นเพื่อเป็นกันชนกับโลกตะวันตกหลังจากที่รัฐบาลทหารพม่าบีบ พล.อ.ขิ่นยุนต์ นายกรัฐมนตรีคนเก่าไปเมื่อเดือน ต.ค. 2004 เท่านั้น
ดังนั้น รัฐบาลพลเรือนพม่าในชุดปัจจุบัน แม้ว่าจะได้มาจากการเลือกตั้ง แต่ก็มีสภาพไม่ต่างจาก “รัฐบาลกันชน” เช่นกัน โดยอำนาจที่แท้จริงยังคงเป็นบุคคลจากกองทัพ ที่เพียงแต่หลบฉากจากเบื้องหน้าไปควบคุมชักใยอยู่เบื้องหลังทั้งสิ้น
ไม่ว่าจะเป็น พล.อ.อาวุโส ตานฉ่วย อดีตประธานสภาเพื่อการพัฒนาและสันติภาพแห่งรัฐ (เอสพีดีซี) หรือจะเป็นนายพลหม่องเอ ผู้นำเบอร์ 2 ที่ในช่วงหลังๆ จะไม่ปรากฏเป็นข่าว แต่ก็เชื่อว่าคนเหล่านี้ยังไม่หายไปไหนจริงๆ
ประการที่สาม รัฐธรรมนูญพม่าระบุไว้ชัดเจนว่า พม่าจะมีกองทัพเพียงหนึ่งเดียว นั่นก็คือ “กองทัพพม่า” หมายความว่าพม่าต้องไม่มีกองกำลังชนกลุ่มน้อยในประเทศอื่นๆ ดำรงอยู่ !
การสู้รบระหว่างกองทัพพม่าและกองกำลังชนกลุ่มน้อยกลุ่มต่างๆ จึงดุเดือดเลือดพล่านมาตั้งแต่ 4 ปีที่ผ่านมา แม้ว่าพม่าจะพยายามประโคมข่าวว่าสามารถบรรลุข้อตกลงสันติภาพได้กับบางกลุ่มแล้วก็ตาม
แต่ต้องไม่ลืมว่าปัญหาชนกลุ่มน้อยในพม่าดำเนินมายาวนานนับตั้งแต่ได้รับเอกราชเมื่อกว่า 60 ปีก่อน และชนกลุ่มน้อยนับสิบๆ กลุ่มในพม่าก็ต่างต้องการที่จะแยกตัวเป็นอิสระ และปกครองตนเองอย่างมากที่สุด
ดังนั้น การแก้ปัญหานี้จึงไม่ใช่เรื่องง่ายนักในช่วงเวลาปีสองปี
และปัญหานี้ก็จะเป็นความเสี่ยงที่อันตรายที่สุดประการหนึ่ง ที่จะชี้เป็นชี้ตายอนาคตพม่าทั้งประเทศเช่นกัน
อย่างไรก็ตาม หากมองในแง่ดี การยอมเปิดกว้างทางการเมืองและเศรษฐกิจมากขึ้นของพม่าในยุคนี้ครั้งนี้ อาจจะสะท้อนให้เห็นถึงการที่พม่าได้เลือกแนวทางการปกครองในระบอบประชาธิปไตยตามโมเดลของอดีตประธานาธิบดีซูฮาร์โตของอินโดนีเซีย ดังที่รัฐบาลทหารพม่าเคยลั่นเอาไว้เมื่อก่อนหน้านี้
แม้ว่า “ซูฮาร์โตโมเดล” จะถูกเรียกว่า “ประชาธิปไตย” แต่ก็รู้กันทั่วโลกว่าเป็นประชาธิปไตยเชิง “เผด็จการ” ที่รัฐบาลและกองทัพมีความสัมพันธ์กันอย่างลึกซึ้ง และมีอำนาจเบ็ดเสร็จควบคุมอำนาจการบริหารและครอบงำโครงสร้างเศรษฐกิจส่วนใหญ่ในประเทศ แต่ในขณะเดียวกันก็เปิดกว้างให้กับนักลงทุนต่างชาติอย่างเต็มที่
แต่หากมองในแง่ร้าย การเปิดประเทศของพม่าในครั้งนี้ ก็อาจเป็นเพียงละครตบตาชาวโลกอีกยกเท่านั้น เพื่อลดแรงกดดันจากโลกตะวันตก และทำให้เห็นว่าพม่าได้เดินหน้าสู่การเป็นประชาธิปไตยอย่างแท้จริง แต่ลึกๆ กองทัพก็ยังกุมอำนาจอยู่เช่นเดิม
หากมองในแง่ร้ายกว่านั้น การเปลี่ยนแปลงของพม่าครั้งนี้อาจจะเป็นเพียงการ “ยอมปฏิบัติตาม” เนื่องจากถูกบีบอย่างหนักจาก “ซูเปอร์มหาอำนาจ” ชาติหนึ่งที่อาจจะยื่นคำขาด หรือกดดันแบบที่พม่า “ไม่ยอมไม่ได้” ก็เป็นได้ !
เพราะต้องไม่ลืมว่าการเข้าไปมีเอี่ยวในพม่านั้น หมายถึงการได้ควบคุมภูมิศาสตร์เศรษฐกิจแห่งใหม่ที่จะเป็นตัวกำหนดภูมิศาสตร์เศรษฐกิจของเอเชียทีเดียวอย่างท่าเรือน้ำลึกทวาย
และการควบคุมพม่าได้ก็ยิ่งเท่ากับการสกัดและปิดกั้นจีนในช่องทางสำคัญได้อีกด้วย!







