posttoday
คิดก่อนทำบาทอ่อนดันส่งออก

คิดก่อนทำบาทอ่อนดันส่งออก

26 มีนาคม 2555

ก่อนที่ประเทศไทยจะเปลี่ยนระบบการ บริหารอัตราแลกเปลี่ยน

โดย...ชลลดา อิงศรีสว่าง

ก่อนที่ประเทศไทยจะเปลี่ยนระบบการ บริหารอัตราแลกเปลี่ยนจากการผูกค่าเงินบาทไว้กับค่าเงินเหรียญสหรัฐที่ระดับ 27 บาทต่อเหรียญสหรัฐ

แต่หลังจากที่รัฐบาลในขณะนั้นเปลี่ยนนโยบายดูแลอัตราแลกเปลี่ยนเป็นการลอยตัวแบบมีการ บริหารจัดการ (Managed Float)

หลังวิกฤตต้มยำกุ้งค่าเงินบาทอ่อนค่าลงไปต่ำสุดเกือบถึง 50 บาทต่อเหรียญสหรัฐ

หลังจากไทยปฏิรูประบบการเงิน และปรับระบบการบริหารความเสี่ยงของสถาบันการเงินใหม่ ค่าเงินบาทก็ค่อยๆ ตีกลับมาแข็งค่าขึ้น จนสูงสุดแตะที่ 30-31 บาทต่อเหรียญสหรัฐ ซึ่งใกล้กับก่อนหน้าจะลอยตัวค่าเงินบาทไม่มากนัก

ณ วันที่ 23 มี.ค.ปีนี้ ค่าเงินบาทเคลื่อนไหวอยู่ที่ระดับ 30.70-30.80 บาทต่อเหรียญสหรัฐ เคลื่อนไหวในทิศทางเดียวกับสกุลเงินอื่นในภูมิภาค ทำให้ยังสามารถแข่งขันกับประเทศเพื่อนบ้านได้

ผู้ที่มีหน้าที่ดูแลค่าเงินบาท คือ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ผู้มีหน้าที่ติดตามดูเงินไหลเข้าออก และบริหารจัดการไม่ให้ค่าเงินบาทอ่อนค่าหรือแข็งค่ามากจนเกิดปัญหาต่อเศรษฐกิจ บางช่วงที่กองทุนต่างชาติเก็งกำไรค่าเงินบาท ธปท.ถึงกับใช้มาตรการรุนแรงจัดการกับเงินร้อนที่ไหลเข้ามาจนทำให้เกิดการสะดุดของเงินทุนไหลเข้า

โดยมารยาท เมื่อค่าเงินบาทอยู่ในการดูแลของ ธปท. ทางผู้นำรัฐบาล หรือ รมว.คลัง จะไม่เข้ามากำหนดทิศทางค่าเงินว่า ค่าเงินบาทควรจะเป็นเท่านั้นเท่านี้ เพราะอาจจะทำให้เกิดผลทางจิตวิทยา ทำให้เกิดการเก็งกำไรค่าเงินได้

ล่าสุด กิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คลัง ออกมากล่าวว่า ค่าเงินบาทของไทยที่เหมาะสมควรอยู่ที่ 32-34 บาทต่อเหรียญสหรัฐ

ไทยต้องเปลี่ยนวิธีคิดเกี่ยวกับดุลการค้า ดุลบริการ ดุลบัญชีเดินสะพัดใหม่ จากเดิมที่มองว่าการที่ดุลการค้าหรือดุลบัญชีเดินสะพัดเป็นบวกเป็นข่าวดี

เพราะวันนี้ไทยมีเงินทุนสำรอง 1.75 แสนล้านเหรียญ สหรัฐ ซึ่งเกินสมดุลแล้ว และความไม่สมดุลนี้สร้างภาระให้ทุกฝ่ายต้องแบกรับ

สิ่งที่กิตติรัตน์กล่าวแสดงให้เห็นถึงการส่งสัญญาณต้องการกระตุ้นให้การส่งออกขยายตัวมากขึ้น เพราะเริ่มต้น 2 เดือนแรกของปีนี้ การส่งออกดูไม่สดใส เพราะการส่งออกสินค้าไทยเดือน ม.ค. 2555 ติดลบ 6.03% มีมูลค่า 1.57 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และติดลบติดต่อกัน 3 เดือนแล้วนับตั้งแต่เดือน พ.ย. 2554 และเมื่อเทียบในรูปเงินบาท ส่งออกมีมูลค่า 4.88 แสนล้านบาท ติดลบ 2.47% นำเข้าเดือน ม.ค. มีมูลค่า 1.68 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ ติดลบ 4.2% เป็นผลจากการนำเข้าเชื้อเพลิงเพิ่ม 5.35% ซึ่งราคาสูงถึง 21.84% ส่งผลให้ไทยขาดดุลการค้า 1,127 ล้านเหรียญสหรัฐ

ขณะที่ภาพรวมการส่งออกไตรมาส 4 ปี 2554 พบว่าไทยได้ดุลการค้า 993 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือ 3.06 หมื่นล้านบาท แต่ต่ำกว่าไตรมาส 3 ปี 2554 ที่ได้ดุลการค้า 7,670 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือ 2.31 แสนล้านบาท

ส่วนดุลบัญชีเดินสะพัดไตรมาส 4 ปี 2554พบว่าไทยได้ดุลบัญชีเดินสะพัด 1,840 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือ 5.75 หมื่นล้านบาท ลดลงเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อน ที่ไทยได้ดุลบัญชีเดินสะพัด 3,140 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือ 9.48 หมื่นล้านบาท

อย่างไรก็ดี ในส่วนดุลการชำระเงินไตรมาส 4 ปี 2554 ดุลการชำระเงินติดลบต่อเนื่อง โดยเดือน ต.ค. ติดลบ 5.82 หมื่นล้านบาท เดือน พ.ย. ติดลบ 4.66 หมื่นล้านบาท และเดือน ธ.ค. ติดลบ 3.21 หมื่นล้านบาท และดุลชำระเงินติดลบน้อยลงในเดือน ม.ค. 2555 ที่ติดลบ 5,050 ล้านบาท

คิดก่อนทำบาทอ่อนดันส่งออก

 

การส่งออกที่หดตัวลงนั้นเป็นผลมาจากค่าเงินบาทแข็งค่าจนสร้างปัญหาให้หรือไม่ หากวิเคราะห์ตามไส้ในแล้ว ไม่ใช่เหตุที่การส่งออกลดลงมากเป็นผลมาจากเหตุการณ์น้ำท่วมเมื่อปลายปีที่แล้ว ทำให้โรงงานอุตสาหกรรมหลายแห่งได้รับความเสียหาย ไม่สามารถผลิตสินค้านำไปส่งออกได้

นอกจากนี้ เศรษฐกิจของประเทศคู่ค้าสำคัญอย่างสหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น และสหภาพยุโรป ยังชะลอตัว ซึ่งเป็นการชะลอตัวต่อเนื่องมา 2 ปีแล้ว ตั้งแต่เกิดฟองสบู่เศรษฐกิจสหรัฐแตก

กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) คาดการณ์ว่าเศรษฐกิจไทยปีนี้จะขยายตัว 3.5% จากปีนี้ที่ขยายตัว 4% อย่างไรก็ตาม แม้ว่าเศรษฐกิจโลกจะส่งสัญญาณการฟื้นตัว แต่ไอเอ็มเอฟยังมองว่าโลกยังคงมีความเสี่ยงที่จะเผชิญภาวะขาลง โดยเฉพาะในยุโรป ที่ขั้นตอนการอัดฉีดสภาพคล่องของสถาบันการเงินยังคงต้องดำเนินต่อไป

เมื่อเงินไม่มีที่ไป เงินทุนต่างชาติก็ไหลเข้ามาในกลุ่มประเทศเกิดใหม่และในเอเชียจำนวนมาก โดยเข้ามาลงทุนในหุ้นและตราสารหนี้ ดันให้ค่าเงินบาทสูงขึ้นด้วยดุลชำระเงินเกินดุล แต่เป็นเงินไหลเข้าที่ไม่ได้ก่อประโยชน์ต่อเศรษฐกิจ เพราะไม่ได้มาลงทุนทางตรงก่อให้เกิดการจ้างงาน

เมื่อผสมกับเหตุการณ์เศรษฐกิจของประเทศคู่ค้าที่ไม่เป็นใจนี้ ทำให้การส่งออกลดลงโดยธรรมชาติ แต่การที่ค่าเงินบาทแข็งทำให้ราคาสินค้าส่งออกของไทยมีราคาสูงขึ้นนั้นก็เป็นความจริง แต่การฝืนกลไกตลาดทำให้ค่าเงินเป็นไปตามความต้องการของฝ่ายการเมือง จะเป็นผลเสียมากกว่าผลดีหรือไม่

พรายพล คุ้มทรัพย์ อดีตคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) กล่าวว่า การที่รัฐบาลอยากให้ค่าเงินบาทอ่อนค่าลงไป 32-34 บาทต่อเหรียญสหรัฐนั้น เป็นเรื่องที่จะต้องพิจารณาให้ดี เพราะจะมีผลกระทบในทางลบสะท้อนกลับมาหลายประการ

ประเด็นแรก คือ ราคาน้ำมันในตลาดโลกที่เป็นขาขึ้นอยู่ในขณะนี้ ได้ค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นพยุงให้ราคาขายปลีกไม่สูงขึ้นมากกว่านี้

ทำให้ราคาก๊าซที่ใช้ทั้งในการขนส่งและหุงต้มในครัวเรือนยังมีราคาขยับอย่างช้าๆ ซึ่งราคาน้ำมันมีผลโดยตรงต่ออัตราเงินเฟ้อ

หากราคาน้ำมันสูงขึ้น เงินเฟ้อของประเทศก็จะสูงขึ้นอย่างแน่นอน เมื่อแลกกันแล้วจะคุ้มค่าหรือไม่เป็นสิ่งที่รัฐบาลต้องคิดให้ดี

นอกจากนี้ ถ้าเงินบาทอ่อน 32-34 บาทต่อ เหรียญสหรัฐจริง จะไปเป็นภาระ ธปท.มากไป เพราะการดูแลค่าเงิน พอ ธปท.ไปซื้อเงินเหรียญสหรัฐมาถือ ขาหนึ่งก็ขาดทุนอัตราแลกเปลี่ยน อีกขาหนึ่งก็ต้องออกพันธบัตรมาดูดซับสภาพคล่องเงินบาทที่นำออกมาซื้อเงินเหรียญสหรัฐเก็บ เพื่อควบคุมปริมาณเงิน

การสร้างภาระให้ ธปท.นี้จะถือเป็นรายจ่ายที่เพิ่มขึ้นของ ธปท. เพราะต่อจากนี้ไป ธปท.จะต้องหารายได้มาชำระดอกเบี้ยพันธบัตรกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน (กองทุนฟื้นฟูฯ) ที่กระทรวงการคลังโอนหนี้มาให้เป็นภาระของ ธปท. เมื่อ ธปท.บริหารอัตราแลกเปลี่ยนขาดทุน ทางฝ่ายการเมืองก็กดดัน ธปท.ว่าบริหารอัตราแลกเปลี่ยนไม่ดี ทำให้ประเทศชาติเสียหาย

หากมีรายจ่ายส่วนนี้เพิ่มขึ้นมาอีก ธปท.จะรับไหวหรือไม่เป็นเรื่องที่น่าสนใจ

สำหรับวิธีการทำให้ค่าเงินบาทอ่อนนั้น รองนายกฯ และ รมว.คลัง จะใช้วิธีให้มีการนำเข้าสินค้าคงทน เช่น เครื่องจักร วัสดุก่อสร้าง

โครงการเมกะโปรเจกต์ต่างๆ ผ่านการลงทุนในโครงการระบบน้ำ หรือการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ โดยกระทรวงการคลังจะเตรียมทบทวนมาตรการการให้สิทธิประโยชน์จูงใจให้ผู้ประกอบการเร่งนำเข้าสินค้าทุนและเครื่องจักรขนาดใหญ่

การนำเข้าสินค้าทุนซึ่งนอกจากจะช่วยดูแลความไม่สมดุลสภาพคล่องแล้ว ยังเป็นการลงทุนที่เกิดประโยชน์ในระยะยาว

ส่วนเอกชนที่มีความพร้อมหากไปลงทุนในต่างประเทศหรือนำเข้าสินค้าทุนและเครื่องจักรก็น่าจะเป็นเรื่องที่ดี

แต่การสนับสนุนให้มีการนำเข้ามากๆ นั้นต้อง ไม่ลืมว่า การนำเข้าจะผูกพันไปกับการขาดดุลการค้า ที่อาจจะทำให้ไทยขาดดุลการค้าได้ ซึ่งกิตติรัตน์มองว่าไม่เป็นไร เพราะขณะนี้เศรษฐกิจไทยมีทุนสำรองสูงถึง 1.75 แสนล้านเหรียญสหรัฐ จากการดำเนินนโยบายเกินดุลการค้าต่อเนื่องมายาวนาน ทำให้เกิด สภาพคล่องส่วนเกินในระบบถึง 6 ล้านล้านบาท เทียบเท่ากับงบประมาณประเทศ 2 ปีครึ่ง ซึ่งจะกลายเป็นภาระของ ธปท. และธนาคารพาณิชย์ ทำให้ต้องจ่ายดอกเบี้ยเงินฝากต่ำและตั้งดอกเบี้ยเงินกู้สูง

“การขาดดุลการค้าในช่วงนี้ก็ไม่ถือเป็นข่าวร้าย เพราะจะมีการนำเข้าสินค้าประเภททุนที่สร้างประโยชน์กับประเทศในระยะยาว ไม่ใช่เรื่องเสียหายเพราะเป็นไปตามกลไก และหากเงินบาทอ่อนก็เป็นการคลายทุกข์ให้กับผู้ส่งออก” กิตติรัตน์ กล่าว

อย่างไรก็ดี การมองในมิติของกิตติรัตน์ เป็นการมองแต่ในด้านดีด้านเดียว แต่หากมองแบบอนุรักษนิยม การที่ประเทศมีทุนสำรองสูงนับว่าเป็นความมั่นคงอย่างหนึ่ง เพราะไม่รู้ว่าจะเกิดเงินไหลออกขึ้นมาอีกเมื่อไหร่ หรือหากเกิดผลกระทบจากความผันผวนของเศรษฐกิจโลกเราจะได้ประโยชน์

นอกจากนี้ รัฐบาลใช้งบประมาณแผ่นดินขาดดุลต่อเนื่องมา 2 ปีแล้ว หากกระตุ้นให้มีการนำเข้ามาก แต่ส่งออกไม่ได้สูงเท่าที่ควร เพราะเศรษฐกิจของประเทศคู่ค้ายังไม่ดี ก็จบเห่ หากไทยขาดดุลบัญชีเดินสะพัดผสมเข้าไป จะกลายเป็นการขาดดุลแฝด ซึ่งเป็นอันตรายและถือเป็นความเสี่ยงของเศรษฐกิจอย่างยิ่ง แถมยังอาจซ้ำเติมปัญหาเงินเฟ้อที่กำลังมีแรงกดดันเพิ่มมากขึ้น จากราคาสินค้าที่ปรับตัวสูงขึ้น

ฉะนั้น หากชั่งน้ำหนักผลดีและผลเสียแล้ว ยังก้ำกึ่ง การที่จะทำให้เงินบาทอ่อนช่วงนี้น่าจะยังไม่ จำเป็น เพียงแต่ดูแลค่าเงินบาทไม่ให้แข็งค่ามากเกินไป หรือดูแลไม่ให้ผันผวนมากก็น่าจะพอสำหรับภาวะเศรษฐกิจเช่นนี้ และในเงื่อนไขปัจจัยภายในและปัจจัยภายนอกประเทศเป็นเช่นนี้

ถ้ารัฐบาลไม่สามารถเลือกกระตุ้นเศรษฐกิจ 2 ขา คือ เน้นส่งออกมาก และกระตุ้นการบริโภคในประเทศดันจีดีพี เพราะทั้งสองทางนั้นไปด้วยกันไม่ได้ เนื่องจากสถานการณ์ไม่เอื้ออำนวย รัฐบาลคงจะต้องเลือกทางใดทางหนึ่ง

เพราะในเรื่องการบริหารค่าเงินบาทนั้นเป็นสิทธิขาดของ ธปท.ที่จะดูแล เพียงรายงาน รมว.คลัง เพื่อทราบเท่านั้น การเข้าแทรกแซงจากฝ่ายการ เมืองจะกลายเป็นการส่งสัญญาณที่ผิด หรือกลายเป็นมีนอกใจอะไรกับเรื่องค่าเงินหรือไม่ เรื่องนี้รัฐบาลควรระวังให้ดี เพราะไม่เช่นนั้นจะกลายเป็นประเด็นการเมืองในที่สุด

ข่าวล่าสุด

รัฐมนตรีคลัง G7 เห็นชอบแผนเตรียมซ้อมรับมือไซเบอร์โจมตีด้วย AI

รัฐมนตรีคลัง G7 เห็นชอบแผนเตรียมซ้อมรับมือไซเบอร์โจมตีด้วย AI