
รวบเจ้าพ่อค้าโคเคนมะกันหนีกบดานไทย
ตำรวจจับพ่อค้าโคเคนรายใหญ่ชาวสหรัฐ แหกคุกลอมพอก แคลิฟอร์เนีย หนีกบดานในไทย ทำธุรกิจเทคโนโลยีบังหน้า
ตำรวจจับพ่อค้าโคเคนรายใหญ่ชาวสหรัฐ แหกคุกลอมพอก แคลิฟอร์เนีย หนีกบดานในไทย ทำธุรกิจเทคโนโลยีบังหน้า
เมื่อวันที่ 25 มี.ค.55 พล.ต.ท.วิบูลย์ บางท่าไม้ ผบช.สตม.เปิดเผยว่า พล.ต.ต.ปรีชา ธิมามนตรี ผบก.สส.สตม.ได้นำกำลังเจ้าหน้าที่เข้าจับกุมนายเจมส์ ฮาร์โรลด์ ซาร์เจ้น อายุ 62 ปี สัญชาติอเมริกัน ผู้ต้องหาในคดียาเสพติดรายใหญ่ และหลบหนีออกจากที่คุมขังในเมืองลอมพอก มลรัฐแคลิฟอร์เนีย ประเทศสหรัฐอเมริกา เมื่อปี 2533 โดยเจ้าหน้าที่สามารถจับกุมได้ภายในโรงแสดงละครแห่งหนึ่ง ในพื้นที่ อ.แม่ริม จ.เชียงใหม่ เมื่อกลางดึกวันที่ 23 มี.ค.ที่ผ่านมา
ทั้งนี้สืบเนื่องจากสำนักงานราชทัณฑ์สหรัฐหรือยูเอสมาแชล ประสานมายังสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองให้ช่วยติดตามจับกุมนายเจมส์ ซึ่งถูกเจ้าหน้าที่เอฟบีไอสหรัฐอเมริกาจับกุมได้พร้อมของกลางโคเคนน้ำหนักรวม 100 กิโลกรัม และเงินสดอีก 189,399 เหรียญสหรัฐ หรือ 27 ล้านบาท ต่อมาเมื่อปี พ.ศ.2530 ศาลสูงมลรัฐแคลิฟอร์เนียได้ตัดสินจำคุก 15 ปี จากนั้นเมื่อปี พ.ศ.2533 ผู้ต้องหารายนี้ได้ทำการหลบหนีออกจากห้องคุมขัง แล้วตระเวนกบดานไปในพื้นที่ต่างๆในสหรัฐอเมริกา กระทั่งสบโอกาสสวมชื่อของนายเออเจ้น รัสเซล แอสโพสิโต้ ซึ่งเสียชีวิตไปแล้ว ก่อนจะทำหนังสือเดินทางปลอมแล้วเดินทางหลบหนีออกจากประเทศสหรัฐอเมริกา
พล.ต.ท.วิบูลย์ กล่าวอีกว่า หลังได้รับข้อมูลทั้งหมด ได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ กก.2 บก.สส.สตม.ทำการสืบสวนเพื่อติดตามตัว กระทั่งทราบว่าหลบหนีมากบดานในพื้นที่ จ.เชียงใหม่ จึงทำการวางแผนเข้าจับกุม
ทั้งนี้จากการตรวจสอบข้อมูลการเดินทางพบว่า ผู้ต้องหารายนี้เดินทางเข้าออกประเทศไทยครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ.2551 โดยข้อมูลล่าสุดเข้ามาประเทศไทยเมื่อวันที่ 28 ต.ค.2554 โดยถือหนังสือเดินทางประเภทท่องเที่ยวเข้ามา ก่อนจะขอเปลี่ยนเป็นประเภทใช้ชีวิตบั้นปลายในราชอาณาจักร
นอกจากนี้ได้ประกอบธุรกิจเกี่ยวกับด้านเทคโนโลยีเพื่อบังหน้าอีกด้วย เบื้องต้นเจ้าหน้าที่ สตม.ได้ทำการเพิกถอนใบอนุญาตอยู่ในราชอาณาจักร พร้อมควบคุมตัวส่งสถานเอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกา ประจำประเทศไทย ดำเนินการตามขั้นตอนกฎหมายต่อไป
พล.ต.ท.วิบูลย์คดีอาชญากรรมข้ามชาติในปัจจุบัน มีความซับซ้อนมากมาย คนร้ายมีเทคนิคในการหลบหนีการจับกุม และมักเดินทางหลบหนีไปในหลายประเทศ ความร่วมมือในระดับนานาชาติจะเป็นกลยุทธ์หนึ่งที่ สตม.นำมาปรับใช้ในการปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ และป้องกันมิให้ประเทศไทยเป็นแหล่งหลบซ่อนตัวของอาชญากรข้ามชาติ ซึ่งจะกระทบต่อภาพลักษณ์และการท่องเที่ยวของประเทศไทย







