
ช่วยรองนายกฯไตรรงค์วาดภาพพาชาติพ้นวิกฤต
...สุมิท แช่มประสิทธิ์
“
นโยบายเศรษฐกิจที่จะดำเนินการนั้น ประเด็นที่ต้องพิจารณาคือ ต้องมองว่าในอนาคตลูกหลานจะอยู่อย่างไร ต้องแยกเป็นเรื่องๆ ขณะนี้ผมกำลังวาดภาพอยู่ว่า 3040 ปีข้างหน้าจะเป็นอย่างไร?”เป็นข้อความธรรมดาจากท่านรองนายกฯ ด้านเศรษฐกิจคนใหม่ ไตรรงค์ สุวรรณคีรี
ในสถานการณ์ปัจจุบันของประเทศ ในสถานการณ์สับสนอลหม่าน สถานการณ์สังคมแตกแยกรุนแรงที่แตกละเอียดลงถึงชุมชนเข้าถึงหมู่บ้าน เข้าไปในบ้าน ในครอบครัว ด้วยข้อมูลและฐานความคิดที่แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง ผู้คนต่างรู้ดีว่าเรากำลังอยู่ในวิกฤต และกำลังวิกฤตมากขึ้น ซับซ้อนขึ้นเรื่อยๆ คำถามยอดฮิตในทุกวงเสวนาพูดคุยก็คือ แล้วจะจบลงแบบไหนอย่างไร
นี่เป็นเพียงวิกฤตด้านสังคมและการเมืองด้านเดียว แต่หากดูจาก ส.ค.ส. ในปี พ.ศ. 2547 ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระราชทานเป็นรูประเบิด 4 ลูก เมื่อประมวลร่วมกับการที่พระองค์ท่านทรงเตือนผ่านพระราชดำรัสในวาระต่างๆ ก็จะรู้ว่าเรากำลังเผชิญอยู่กับวิกฤตที่รุนแรงอีก 3 ด้าน อันประกอบด้วย
nวิกฤตจากภัยธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เหตุการณ์แผ่นดินไหวในเฮติ ความหนาวเย็นและหิมะตกรุนแรงในหลายประเทศทั่วโลก ในบ้านเราความวิปริตแปรปรวนของอากาศภาคเหนือ อีสาน ภาคกลางฝนแล้งหนัก แต่ภาคใต้น้ำท่วม
nวิกฤตจากโรคระบาดทั้งในคน สัตว์ พืช เมื่อโรคหวัดซาร์สหายไปไม่นานก็มาเป็นหวัด 2009 ที่คร่าชีวิตผู้คนไปมากมาย ภาพที่ชาวบ้านต้องฆ่าไก่เป็นแสนเป็นล้านตัวก็ยังคงติดตาผู้คนจนยากจะลืมเลือน แม้ในพืชเองท่านนายกฯ อภิสิทธิ์ก็เพิ่งไปจัดรายการเชื่อมั่นประเทศฯ โดยการโชว์แก้ปัญหาเพลี้ยระบาดในนาข้าวเมื่อเร็วๆ นี้
nวิกฤตเศรษฐกิจข้าวยากหมากแพง โลกทั้งโลกเพิ่งจะสร่างไข้จากพิษวิกฤตเศรษฐกิจแฮมเบอร์เกอร์ที่ทุกคนสรุปตรงกันว่าเกือบไป! เกือบได้ล้มละลายกันครึ่งค่อนโลก แต่ถึงขณะนี้ก็ยังเกิดอาฟเตอร์ช็อก มีอาการกระเพื่อมหลังวิกฤตเกิดขึ้นในหลายประเทศในยุโรป เช่น ที่สเปน ไม่เพียงเท่านั้น แม้สหประชาชาติก็ออกมาเตือนว่ามีคนขาดอาหารเป็นพันล้านคนทั่วโลก
การเข้าใจปัญหาในมุมกว้างในมหภาค ท่านรองนายกฯ ไตรรงค์ และทีมงานน่าจะมองได้อย่างสมบูรณ์อยู่แล้ว แต่ในมิติของผลกระทบในระดับจุลภาคที่จะขยายเป็นภาพใหญ่ด้านต่างๆ ของชาติที่จะเกิดขึ้น ท่านน่าจะหาเวลาเสวนากับผู้ปฏิบัติในสนามจริง รวมทั้งตัวแทนของคนปลายซอยหรือที่อยู่ฐานล่างทางฐานะทางเศรษฐกิจ ซึ่งเป็นประชากรส่วนใหญ่ของประเทศ น่าจะสะท้อนภาพที่จะเกิดขึ้นจากมุมมอง ตัวอย่างเช่นภาพที่คุณพงศา ชูแนม ผู้ที่ตระเวนเดินทางไปทั่วประเทศปีละกว่าแสนกิโลเมตร เพื่อรณรงค์โครงการปลูกป่าผ่านโครงการธนาคารต้นไม้
คุณพงศา มองเห็นว่าภาพอนาคตที่ที่ดินทั่วประเทศจะตกเป็นของนายทุนทั้งไทยแท้และไทยเทียมไม่เกิน 5 แสนคน คนส่วนใหญ่ที่เหลือจะเป็นลูกจ้างขายแรงงานในโรงงานในเมืองและในที่ดินตนเอง แม้งานลูกจ้างก็จะค่อยๆ ถูกแรงงานจากประเทศเพื่อนบ้านแย่งไป ท่านผู้อ่านอาจคิดว่าคุณพงศากำลังกลัวไปเอง แต่ถ้าดูข้อมูลเชิงประจักษ์ที่ยกมา จะเห็นสมมติฐานที่มีเค้าลางของความเป็นไปได้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการตั้งบริษัทหุ่นเชิด (Nominee) เข้าซื้อที่ดินทำนาและแปลงเกษตรขนาดใหญ่ที่กำลังระบาดไปทั่วประเทศ
การที่ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร หรือ ธ.ก.ส. หลังจากตั้งเมื่อ พ.ศ. 2509 ปล่อยกู้เกษตรกร 9,000 ล้านบาท และเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วเป็น 6 แสนล้านบาทในปี 2552 จากลูกหนี้ประมาณ 5 ล้านราย ขณะที่มีการยึดที่ดินจากลูกหนี้ที่ไม่สามารถจ่ายหนี้ได้ประมาณ 2% หรือประมาณ 1 แสนราย หรือถ้าดูสถิติในประเทศที่เชื่อกันว่าเจริญแล้ว จะเห็นว่าในอังกฤษมีประชากรเพียง 2% เท่านั้นที่เป็นเจ้าของที่ดิน ในเบลเยียมมี 3% ในญี่ปุ่นประเทศที่เกษตรกรร่ำรวยก็มีเพียง 20% ที่เป็นเจ้าของที่ดิน
ขณะที่การทะลักตัวของแรงงานต่างด้าวจากประเทศเพื่อนบ้านสูงอย่างน่าใจหาย เช่น ใน จ.ระนอง มีคนไทยเพียง 1.7 แสนคน แต่มีคนพม่าอยู่ถึง 2 แสนคน ใน จ.สมุทรสาคร และสมุทรปราการ รวมกันมีพม่าอาศัยอยู่มากกว่า 1 ล้านคน เป็นต้น
นอกจากปัญหาหนี้สินแล้วเกษตรกรไทยยังถูกแซนด์วิชปิดล้อมด้วยสินค้าราคาถูกจากข้อตกลงเขตการค้าเสรีอาเซียน (AFTA) ทำให้แข่งขันไม่ได้ในที่สุด รัฐอาจต้องรับประกันพืชผลเกษตรทุกตัว จนอาจเกิดภาพรัฐบาลที่จะล้มละลายเสียเอง
ภาพของชุมชนที่สิ้นหวังกับภาครัฐ รวมตัวกันพึ่งตนเองและพึ่งกันเองจนเข้มแข็งเป็นกลุ่มอิสระทั่วประเทศ โดยไม่สนใจ ไม่ต่อต้าน และไม่เข้าร่วม เพราะรู้สึกว่ากฎระเบียบและกฎหมายยุ่งยากและซับซ้อนเป็นอุปสรรคต่อวิถีชีวิตและระบบทุนนิยม ไม่สอดคล้องกันกับกลุ่มของตน และเมื่อฟังชาวบ้านที่อยู่ส่วนต่างๆ ของประเทศ ต่างก็เห็นภาพอนาคตของสังคมเป็นภาพต่างๆ อีกหลายภาพ
เช่น ภาพของคนชั้นกลางและนักธุรกิจซึ่งเป็นคนส่วนน้อยของสังคมที่ทุกวันนี้ประท้วงเงียบด้วยการหลบและเลี่ยงการเสียภาษีทุกโอกาสที่ทำได้ ทวีความรุนแรงจนถึงขั้นต่อต้านพร้อมกันเป็นอารยะขัดขืน (Discernment) ไม่ยอมเสียภาษีให้รัฐเพราะไม่เห็นด้วยกับการใช้เงินเกือบทั้งหมดในอนาคตเพื่อเลี้ยงดูข้าราชการทั้งประจำและการเมือง และพนักงานรัฐวิสาหกิจ ซึ่งปัจจุบันมีประมาณ 10 ล้านคน หรือเกือบหนึ่งใน 6 ของประชากร แต่ไม่เห็นจะมีประสิทธิภาพในการทำงานที่คุ้มค่า ตลอดจนงบจำนวนมากที่ทุ่มไปกับสวัสดิการประเภทประชานิยมไร้สมองทั้งหลาย จนกลายเป็นภาพของรัฐที่ล้มละลายในที่สุด
จากสถิติการเข้ามาแต่งงานกับคนไทยของฝรั่งที่เกษียณอายุก็จะเกิดภาพเมืองคนไทยลูกครึ่งฝรั่งในหลายจังหวัดของภาคอีสาน โดยเฉพาะ จ.อุดรธานี และขอนแก่น หรือการกลายเป็นเมืองนานาชาติ (International City) ของ จ.ภูเก็ต และ อ.หัวหิน ก็น่าจะเป็นภาพที่เป็นจริงในอีกไม่นาน
ภาพต่างๆ เหล่านี้เชื่อว่าท่านรองนายกฯ ไตรรงค์ และทีมงานคงจะมีอยู่แล้วบ้างในปัจจุบัน แต่การจำลองภาพเหตุการณ์ในอนาคตไป 3040 ปีข้างหน้าให้ครอบคลุมอย่างรอบด้าน คงต้องอาศัยมุมมองจากทุกภาคส่วนช่วยกันสนับสนุนผู้บริหารประเทศที่มีความพยายามจะสร้างวิสัยทัศน์ที่ถูกต้องให้กับประเทศและลูกหลาน เมื่อได้ภาพจำลองอย่างครบถ้วนด้วยใจที่เปิดกว้าง อยากฝากข้อเสนอให้ท่านรองนายกฯ ไตรรงค์ และทีมงานไปอ่านหนังสือ Solving Tough Problems ซึ่งเขียนโดย Adam Kahane แปลเป็นภาษาไทยชื่อ วิธีสร้างปาฏิหาริย์เมื่อสถานการณ์ถึงทางตัน ซึ่งให้ข้อคิด วิธีการ ขบวนการในการแก้วิกฤตได้อย่างยอดเยี่ยม
ประกอบด้วยผลสัมฤทธิ์จริงที่ใช้ได้ผลกับการแก้ปัญหาความขัดแย้งที่รุนแรงจนเป็นสงครามกลางเมืองในประเทศแอฟริกาใต้ โคลัมเบีย กัวเตมาลา และอีกหลายประเทศหลายองค์กรในโลก โดยเริ่มต้นจากหลักง่ายๆ ให้ผู้มีส่วนได้เสียที่แท้จริงของสังคมได้วาดภาพสถานการณ์จำลอง (Scenarios) ที่น่าจะเกิดขึ้นโดยไม่เอาความต้องการหรือความอยากจะให้เป็นไปของตนเองเข้าไปเกี่ยวข้อง
แล้วจึงสรุปเป็นความน่าจะเป็นร่วมกันให้เหลือแนวทางที่น่าจะเป็นที่สุด ซึ่งไม่น่าจะเกิน 4 แนวทาง เพื่อนำกลับมาถามมาพิจารณาว่าสังคมส่วนใหญ่อยากให้เป็นไปในแนวทางใดมากสุด จนในที่สุดสังคมก็หลุดออกจากวิกฤตร่วมกันได้อย่างสันติและมีส่วนร่วม
จึงอยากเชิญชวนให้ช่วยกันวาดภาพจำลองเหตุการณ์ส่งให้ท่านรองนายกฯ ไตรรงค์ให้มากที่สุด แต่อย่าลืมนะครับว่าต้องไม่ใช่ภาพที่ท่านต้องการให้เป็น เพราะนั่นเท่ากับท่านยังถูกกักขังอยู่ในมุมของท่านเองเท่านั้น เชื่อว่าท่านรองนายกฯ ไตรรงค์ จะเปิดใจรับฟังและเข้าหาข้อมูลอย่างครบครันรอบด้าน และครอบคลุมทุกกลุ่มผู้มีส่วนได้เสีย (Stake Holder) อย่างแท้จริง ก่อนจะตัดสินใจกำหนดนโยบายเศรษฐกิจที่เกิดประโยชน์ต่อคนส่วนใหญ่ได้อย่างแท้จริง
เช่น อย่างน้อยท่านคงไม่ยอมลงทุนสร้างรถไฟฟ้าใน กทม. อีกหลายแสนล้านบาท หากเห็นภาพอย่างชัดเจนว่าน้ำจะท่วมกรุงเทพฯ ในอนาคต แต่ลึกๆ แล้วที่หวังมากไปกว่านั้นก็หวังว่านี่จะเป็นจุดเริ่มต้นของการจุดประกายการใช้กระบวนการที่ถูกต้องเพื่อพากันก้าวข้ามวิกฤตของชาติได้ในที่สุดก็ได้ใครจะรู้?







