
พท.ยิ้มรับปรองดอง สถาบันพระปกเกล้ารับเละ
มาถึงชั่วโมงนี้คงมีน้อยคนที่ไม่รู้จัก สถาบันพระปกเกล้า ภายหลังได้นำเสนอแนวทางการสร้างความปรองดองใน 2 ประเด็นสำคัญ
โดย...ไพบูลย์ กระจ่างวุฒิชัย
มาถึงชั่วโมงนี้คงมีน้อยคนที่ไม่รู้จัก สถาบันพระปกเกล้า ภายหลังได้นำเสนอแนวทางการสร้างความปรองดองใน 2 ประเด็นสำคัญ ตามภารกิจของคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญพิจารณาศึกษาแนวทางการสร้างความปรองดองแห่งชาติ สภาผู้แทนราษฎร
ทั้งสองประเด็นดังกล่าวในข้อเสนอของสถาบันพระปกเกล้าจนนำมาสู่การลงมติกันเมื่อวันที่ 20 มี.ค. ประกอบด้วย
1.การออก พ.ร.บ.นิรโทษกรรมเฉพาะคดีการกระทำความผิดตาม พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 และคดีอาญาที่มีวัตถุประสงค์ทางการเมือง เช่น การทำลายทรัพย์สินของรัฐหรือเอกชน
2.การให้เพิกถอนผลทางกฎหมายที่ดำเนินการโดยคณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.) ทั้งหมด และไม่นำคดีที่อยู่ระหว่างกระบวนการและที่ตัดสินไปแล้วมาพิจารณาใหม่อีกครั้ง
นับเป็นประเด็นฉกรรจ์พอสมควรกับการให้เลิกแล้วต่อกันไปทั้งในคดีอาญาและคดีการเมือง จนนำมาสู่การสร้างความไม่พอใจแก่หลายฝ่ายเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะในประเด็นที่ 2 เพราะได้รับการแปลไทยเป็นไทยในห้องประชุม กมธ.ของตัวแทนคณะทำงานของสถาบันพระปกเกล้าว่า “มาจากการสัมภาษณ์ผู้ทรงคุณวุฒิจำนวน 47 คน โดยมี 1 คนเสนอแนวทางนี้ คือ ให้กลับไปสู่จุดเริ่มต้น หรือ Set Zero แม้แต่ผลของคดีที่ศาลได้มีคำพิพากษาเป็นที่สุดไปแล้ว”
ไม่ต่างอะไรกับการตบหน้า คตส.อย่างแรง โดยผลของการนำเสนอแนวทางนี้กำลังไปสู่การตีความทางกฎหมายเพื่อให้ล้มเลิกคดีอาญาที่ตรวจสอบโดย คตส.ทั้งหมด ในเวอร์ชันล้างบางตั้งแต่ต้นน้ำ คือ คตส.ในฐานะผู้ตรวจสอบ ไปจนปลายน้ำ คือ ศาลยุติธรรม ผู้ตัดสินคดีตามกฎหมาย เท่ากับย้อนเวลาเสมือนหนึ่งไม่เคยมี คตส.หรือการยึดทรัพย์เกิดขึ้นมาก่อน
อย่างไรก็ตาม ในรายงานวิจัยดังกล่าวสถาบันพระปกเกล้าได้มีระบุข้อดีเอาไว้ว่า “สถาบันตุลาการถูกกันออกจากจุดที่มีข้อเคลือบแคลงสงสัย ทำให้ดำรงรักษาความเป็นกรรมการกลางที่เป็นอิสระได้” แต่มีข้อสังเกตที่น่าสนใจเช่นกัน คือ “การสร้างความปรองดองเป็นไปได้ยาก เพราะบางกลุ่มเห็นว่าผู้กระทำผิดยังลอยนวล ไม่มีการพิสูจน์ข้อกล่าวหากระทำผิดหรือไม่” กลายเป็นโจทย์สำคัญที่โยนมาสังคมว่ารับได้หรือไม่กับการปรองดองแนวทางนี้
ทันทีที่ข้อเสนอได้รับการเผยแพร่ออกมา พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน ประธาน กมธ. ต้องเผชิญกับมรสุมคำถามถึงความชอบอย่างหนัก หรือแม้แต่ความเหมาะสมต่อการสร้างความปรองดองด้วยวิธีการนี้
หนำซ้ำกำลังถูกท้าทายถึงความสง่างามในฐานะเป็นผู้เคยรัฐประหารล้ม พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี แต่กำลังกลับมาทำให้ทุกอย่างที่ตัวเองเคยทำเป็นโมฆะเสียเอง
คล้ายๆ กับกำลังสร้างปรากฏการณ์เขียนด้วยมือลบด้วยเท้า
ขณะเดียวกันสถาบันพระปกเกล้ากลับต้องมาตกกระไดพลอยโจนโดนสังคมรุมยำน่วมไปทั้งตัว ด้วยเหตุผลว่าทำไมสถาบันทางวิชาการที่มีต้นทุนสูงขนาดนี้ถึงกล้านำเสนอแผนปรองดองอย่างน่ากังขาได้เช่นนี้
มองในด้านหนึ่งโครงสร้างของสถาบันพระปกเกล้า ถือเป็นหน่วยงานภายใต้การดูแลของประธานรัฐสภา ซึ่งเป็นไปตาม พ.ร.บ.สถาบันพระปกเกล้า พ.ศ. 2541 หมายความว่า สถาบันพระปกเกล้ามีหน้าที่เป็นกลไกสำคัญของรัฐสภาในการผลิตผลงานทางวิชาการออกสู่สังคม ซึ่งปัจจุบันมี บวรศักดิ์ อุวรรณโณ เป็นผู้บริหารสูงสุด ในฐานะเลขาธิการ และ วุฒิสาร ตันไชย หัวหน้าคณะผู้ทำวิจัยเรื่องนี้ ดำรงตำแหน่งรองเลขาธิการ
ดังนั้น การรับหน้างานของ กมธ.ปรองดองมาทำเรื่องนี้ ทำตามหน้าที่ที่รัฐสภามอบหมายบนความอิสระทางวิชาการ แม้ว่างานที่รับทำจะเป็นเผือกร้อนก็ตาม
นอกเหนือไปจากการทำตามหน้าที่ของสถาบันพระปกเกล้าแล้ว การเข้ามามีบทบาทของสถาบันทางวิชาการนี้ ยังเป็นไปตามข้อเสนอของ กมธ.ซีกพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวคือเป็นผู้เสนอให้สถาบันพระปกเกล้าเข้ามาเป็นตัวกลางสำคัญเพื่อไปศึกษาหาความเป็นไปได้ต่อการสร้างความปรองดอง
ประกอบกับเล็งเห็นว่าสถาบันพระปกเกล้ามีต้นทุนสูงและมีความเป็นกลางเพียงพอที่จะทำให้สังคมยอมรับต่อข้อเสนอสร้างความปรองดองได้ โดยจะไม่เกิดแรงเสียดทานมากนักหากมีฝ่ายตรงข้ามไม่เห็นด้วยกับแผนปรองดองเสมือนหนึ่งให้ประโยชน์ พ.ต.ท.ทักษิณ ทางอ้อม
ดีกว่าจะให้ กมธ.ที่เป็นฝ่ายการเมืองมานั่งจินตนาการเอาเองว่าต้องทำอย่างโน้นอย่างนี้ ขืนหากทำเช่นนั้นการกำหนดแนวทางปรองดองย่อมจะเป็นไปตามคำสั่งเสียงข้างมากของรัฐบาลลากไปแน่นอน ภาพที่ปรากฏต่อสาธารณชนคงถูกครหาว่า “รัฐบาลชงเองกินเองนิรโทษกรรมเอง”
เมื่อทุกฝ่ายเห็นพ้องต้องกัน การหาแนวทางปรองดองโดยใช้กลไกของสถาบันพระปกเกล้ากมธ.จึงทำได้เพียงแต่รอควบคู่ไปกับการเชิญหน่วยงานอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องมาให้ข้อมูลในมิติทางการเมืองแทน
แน่นอนว่า ตัวสถาบันพระปกเกล้าเองคงคาดไม่ถึงเช่นกันว่าจะต้องมาเจอกับกระแสต่อต้านขนาดนี้ ทั้งที่การทำงานเป็นไปภายใต้กฎหมายและกรอบอำนาจหน้าที่ และที่สำคัญข้อเสนอหลายแนวทางสถาบันพระปกเกล้าไม่ได้คิดเอง แต่มาจากการประมวลข้อเสนอแนะของผู้ทรงคุณวุฒิที่เป็นกลุ่มตัวอย่างในงานวิจัย
ส่งผลให้จากนี้ไปจังหวะก้าวของสถาบันวิชาการแห่งนี้ย่อมถูกจับตามองอย่างเข้มข้น และเป็นสภาวะที่ทั้ง “บวรศักดิ์วุฒิสาร” ต้องทำใจยอมรับสภาพกับสิ่งที่เกิดขึ้น
แต่เหนืออื่นใดพรรคเพื่อไทยเองได้ชิงความได้เปรียบบนความเดือดร้อนของสถาบันพระปกเกล้าไปเป็นที่เรียบร้อย ผ่านการอ้างความชอบธรรมสร้างความปรองดองแบบให้ทุกอย่างที่เป็นประโยชน์ต่อ พ.ต.ท.ทักษิณ ด้วยการหยิบยกงานวิจัยครั้งนี้
เช่นกันกับการโยนภาระให้เป็นของฝ่ายค้านในฐานะผู้เสนอให้ทำแบบสอบถามเพื่อขอความเห็นของ กมธ.ว่าจะเห็นด้วยกับแนวทางไหนในรายงานของสถาบันพระปกเกล้า จนนำมาสู่การลงมติเลือกแนวทางปรองดองเมื่อวันที่ 20 มี.ค.
พรรคเพื่อไทยกำลังลอยตัวกับปัญหาที่เกิดขึ้น เพื่อใช้ส่วนประกอบเหล่านี้เป็นวัสดุก่อสร้างถนนสายปรองดองแบบมีชื่อพรรคเพื่อไทยสลักอยู่บนพื้นถนน โดยรูปธรรมต่อมาที่พรรคเพื่อไทยเตรียมดำเนินการ คือ การพิจารณานำถ้อยคำของงานวิจัยมาแปลงเป็นร่าง พ.ร.บ.ว่าด้วยการสร้างความปรองดองแห่งชาติ
การเสนอกฎหมายปรองดองจะสำเร็จหรือไม่ ขึ้นอยู่กับความสามารถของพรรคเพื่อไทยเองว่าจะงัดกระบวนท่าไหนให้สามารถเนรมิตความปรองดองให้เกิดขึ้นในสังคมด้วยร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้
ถึงตอนนั้นการเมืองไทยคงร้อนจนอุณหภูมิเดือดอย่างเลี่ยงไม่ได้ เพราะความขัดแย้งได้เกิดปะทุอีกครั้งบนข้อเสนอเพื่อสร้างความปรองดอง แถมความน่าเชื่อถือของสถาบันพระปกเกล้ายังจะถูกท้าทายอย่างแหลมคม เป็นอันว่าแทนที่จะปรองดองกัน กลับกลายเป็นการสร้างปัญหาแทน







