
โลกสะท้านตั้งรับราคาน้ำมันพุ่ง ตะวันตกจ่อคว่ำบาตรอิหร่านเพิ่ม
ต้องยอมรับว่านับตั้งแต่ที่ชาติตะวันตก นำโดยสหรัฐและกลุ่มสหภาพยุโรป รับลูกยกระดับมาตรการคว่ำบาตรอิหร่าน
โดย...นงลักษณ์ อัจนปัญญา
ต้องยอมรับว่านับตั้งแต่ที่ชาติตะวันตก นำโดยสหรัฐและกลุ่มสหภาพยุโรป รับลูกยกระดับมาตรการคว่ำบาตรอิหร่าน โดยพุ่งเล่นงานที่การค้าน้ำมัน อันเป็นหัวใจหลักทางเศรษฐกิจของประเทศอิหร่าน
ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกก็ออกอาการผันผวน และปรับตัวเพิ่มขึ้นกว่า 17% ในช่วง 2 เดือนที่ผ่านมา อันเป็นผลมาจากความวิตกกังวลของนักลงทุนว่าจะมีปริมาณน้ำมันไม่เพียงพอต่อความต้องการของตลาดที่จำเป็นต้องใช้น้ำมันเพื่อเป็นส่วนหนึ่งของการเติบโตทางเศรษฐกิจ
ก่อนที่จะมีสัญญาณการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจของสหรัฐ และการออกมารับประกันของประเทศผู้ผลิตน้ำมันอย่างซาอุดีอาระเบียที่ยืนยันว่าจะผลิตน้ำมันป้อนสู่ตลาดชดเชยในส่วนของอิหร่านที่คาดว่าจะหายไปจากตลาดโลกราว 8 แสน-1 ล้านบาร์เรล อันเป็นผลจากมาตรการคว่ำบาตรของชาติตะวันตก ซึ่งช่วยฉุดให้ราคาน้ำมันดิบในตลาดปรับลดลงมาได้
เรียกเสียงถอนหายใจโล่งอกจากหลายประเทศ เพราะไม่อาจปฏิเสธได้ว่าราคาน้ำมันแพงถือเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญในการกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศ และเป็นชนวนก่อให้เกิดเงินเฟ้อได้โดยง่าย
อย่างไรก็ตาม ขณะที่สถานการณ์ดูเหมือนจะคลี่คลายไปได้เปลาะหนึ่ง แต่การที่จุดประสงค์หลักของการใช้มาตรคว่ำบาตรของชาติตะวันตกยังไม่บรรลุผล ก็ส่งผลให้บรรดาผู้ใช้น้ำมันทั่วโลกอดที่จะรู้สึกหนาวๆ ร้อนๆ ไม่ได้
เพราะแม้จะสร้างแรงกดดันต่อเศรษฐกิจของประเทศอิหร่านถึงขั้นที่ธนาคารกลางไม่สามารถดำเนินธุรกรรม จับจ่ายใช้หนี้ได้อย่างสะดวก แต่รัฐบาลภายใต้การนำของประธานาธิบดี มาห์มูด อาห์มาดินจัด กลับไม่ยี่หระ และเดินหน้าพัฒนาทดลองโครงการนิวเคลียร์อย่างเต็มที่ โดยล่าสุดก้าวหน้าถึงขั้นประสบความสำเร็จในการเสริมศักยภาพแร่ยูเรเนียม
กลายเป็นเหตุผลสำคัญให้สหรัฐส่งสัญญาณยกระดับความรุนแรงของมาตรการคว่ำบาตรอิหร่าน โดยมีรายงานข่าวระบุว่าบรรดาสมาชิกวุฒิสภาของสหรัฐกำลังพิจารณามาตรการลงโทษเหล่าบริษัทต่างชาติที่ทำธุรกิจเกี่ยวข้องกับบริษัทด้านพลังงาน หรือก็คือน้ำมันของอิหร่าน โดยครอบคลุมถึงการให้บริการอย่างการให้คำปรึกษา การขนส่ง การประกันภัย หรืองานด้านวิศวกรรม เช่น การกลั่น หรือการขุดเจาะ
พูดให้เข้าใจง่ายก็คือว่า จากเดิมที่จำกัดเฉพาะกับบริษัทสัญชาติสหรัฐ ก็กลายเป็นว่าบริษัทสัญชาติใดๆ ก็ตามที่สหรัฐสืบทราบว่ามีส่วนรู้เห็นหรือให้ความช่วยเหลือในการดำเนินกิจการของบริษัทน้ำมันอิหร่าน ได้เจอบทลงโทษทางกฎหมายจากสหรัฐแน่นอนอย่างไม่ต้องสงสัย
ทั้งนี้ทั้งนั้น ก็เพื่อกดดันให้อิหร่านยอมกลับเข้าสู่โต๊ะเจรจาและยกเลิกโครงการพัฒนานิวเคลียร์ที่หลายฝ่าย โดยเฉพาะอย่างยิ่งสหรัฐและอิสราเอลเชื่อฝังใจว่าเป็นไปเพื่อใช้สำหรับการสร้างอาวุธ และจะมีผลคุกคามต่อเสถียรภาพและความมั่นคงของภูมิภาคในตะวันออกกลาง
เพราะลำพังแค่ความขัดแย้งเรื่องดินแดน เชื้อชาติ และความเชื่อทางศาสนา ก็ทำให้ภูมิภาคดังกล่าวร้อนระอุจนแทบจะมองหน้ากันไม่ติดอีกต่อไป
ไม่ต้องเดากันให้เสียเวลาก็คงตอบกันได้โดยไม่ยากว่า เมื่อใดก็ตามที่สหรัฐประกาศผ่านร่างกฎหมายนี้ และนำมาบังคับใช้อย่างจริงจังแล้ว ราคาน้ำมันในตลาดโลกมีสิทธิปรับตัวพุ่งสูงลิ่ว โดยมีนักวิเคราะห์ด้านพลังงานส่วนหนึ่งมองว่าอาจแตะอยู่ที่ระดับ 180 เหรียญสหรัฐ (ราว 5,400 บาท) ต่อบาร์เรล
และแม้ว่าจะมีประเทศซาอุดีอาระเบียออกมารับรองว่าจะเพิ่มกำลังผลิต หรือแม้แต่ประเทศผู้ผลิตน้ำมันอย่างลิเบียที่ออกมาให้คำมั่นว่ากำลังการผลิตจะกลับเข้าสู่ภาวะปกติได้ภายในไม่กี่เดือนข้างหน้านี้ โดยจะสามารถส่งออกน้ำมันดิบเกือบ 1.4 ล้านบาร์เรลต่อวันในช่วงเดือน เม.ย.นี้แน่นอน
แต่ก็ไม่มีอะไรรับประกันได้อีกเช่นกันว่าปริมาณน้ำมันดังกล่าวจะสามารถชดเชยน้ำมันของอิหร่านได้ทั้งหมด และเพียงพอต่อความต้องการในตลาดที่กำลังเพิ่มสูงขึ้นได้หรือไม่
ยิ่งไปกว่านั้น บรรดานักวิเคราะห์จาก มอร์แกน สแตนเลย์ ได้ออกมาแสดงความเห็นว่า การที่กลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมัน (โอเปก) จะเพิ่มการผลิตน้ำมันเพื่อช่วยชดเชยการส่งออกน้ำมันของอิหร่าน แต่การกระทำดังกล่าวก็จะทำให้ปริมาณการสำรองน้ำมันดิบของโอเปกหดหายเหลือเพียงศูนย์ในพริบตา
ยังไม่นับรวมถึงท่าทีของอิหร่านที่อาจพลิกจากที่สหรัฐคาดหมายไว้ คือแทนที่จะยอมถอดใจโครงการพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ ก็อาจลุกฮือออกมาตอบโต้อย่างดุเดือด ชนิดตาต่อตา ฟันต่อฟัน เช่น การปิดช่องแคบฮอร์มุซ หนึ่งในเส้นทางลำเลียงน้ำมันที่สำคัญของโลก เหมือนที่เคยออกมาขู่ไว้
ทั้งนี้ หากสถานการณ์เลวร้ายถึงขั้นปิดช่องแคบฮอร์มุซจริง ต่อให้ซาอุดีอาระเบียรับรองว่าจะผลิตน้ำมันเพิ่มขึ้นมากแค่ไหนก็คงไร้ประโยชน์ เพราะน้ำมันของซาอุดีอาระเบียต้องอาศัยช่องแคบฮอร์มุซในการขนส่งออกมาเช่นเดียวกัน
ธนาคารโซซิเอเต เจเนอรัล (ซอคเจน) ได้ยกระดับการคาดการณ์ราคาน้ำมันดิบเบรนต์ของยุโรป และน้ำมันดิบเวสต์เทกซัสของสหรัฐในปีนี้ และปี 2556 เป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดยน้ำมันดิบเบรนต์เพิ่มจาก 110 เหรียญสหรัฐ (ราว 3,300 บาท) ต่อบาร์เรล เป็น 127.37 เหรียญสหรัฐ (ราว 3,822 บาท) ต่อบาร์เรล และน้ำมันดิบเวสต์เทกซัส จาก 103 เหรียญสหรัฐ (ราว 3,090 บาท) ต่อบาร์เรล เป็น 117.15 เหรียญสหรัฐ (ราว 3,515 บาท) ต่อบาร์เรล
เหตุผลสำคัญที่ทำให้ธนาคารซอคเจนเพิ่มระดับการคาดการณ์ราคาน้ำมันดิบก็คือความวิตกกังวลในเรื่องปริมาณการสำรองน้ำมันดิบในตลาด ศักยภาพในการผลิตน้ำมันของกลุ่มโอเปกที่มีอยู่อย่างจำกัด และแนวโน้มการหยุดชะงักของการผลิตน้ำมันจากเหตุปัจจัยทางการเมืองของกลุ่มประเทศผู้ผลิตน้ำมันที่ไม่ได้อยู่ในกลุ่มโอเปก
ต้องยอมรับว่าราคาน้ำมันที่ขยับตัวเพิ่มมากขึ้นในปัจจุบันนับเป็นปัจจัยคุกคามการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกที่หลายประเทศหวาดหวั่นกันมากที่สุด โดยราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกที่แพงขึ้นได้ทำให้จีนต้องประกาศปรับราคาน้ำมันเพิ่มขึ้นเป็นครั้งที่สองภายในเวลาเพียงแค่ 5 สัปดาห์ และเพิ่มมากกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์กันเอาไว้ ขณะที่ปริมาณความต้องการใช้น้ำมันไม่ได้เพิ่มขึ้นตาม
นอกจากนี้ สถานการณ์ราคาน้ำมันแพง ซึ่งปรับตัวเพิ่มขึ้นกว่า 4% ตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา และทำให้ราคาน้ำมันในจีนแพงทุบสถิติในเดือน ก.พ. กลายเป็นแรงกดดันให้จีนหวาดผวากับปัญหาข้าวของราคาแพงหรือเงินเฟ้อ ที่มีแนวโน้มจะกลับมาสั่นคลอนเศรษฐกิจของจีนอีกระลอก จนนักวิเคราะห์ต่างเห็นตรงกันว่ารัฐบาลภายใต้การนำของประธานาธิบดี เวินเจียเป่า คงยังไม่สามารถผ่อนนโยบายทางการเงินเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจของจีนให้เติบโตเท่าที่ควร
ยิ่งไปกว่านั้น ก่อนหน้านี้กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) ก็ได้ออกคำเตือนเรื่องราคาน้ำมันแพงถึงประเทศแล้วเช่นกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับบรรดาประเทศในเอเชีย ที่มีปริมาณการนำเข้าน้ำมันดิบมากชนิดที่ไม่เป็นสองรองใคร
เพราะในสภาวะที่ต้องอาศัยกำลังการบริโภคของประชาชนในประเทศเป็นหลักเพื่อให้เศรษฐกิจประเทศเติบโต ราคาน้ำมันที่แพงขึ้นมีสิทธิเป็นปัจจัยคุกคามที่ทำให้คนลดการใช้จ่ายและหันมาประหยัดมากขึ้น







