posttoday
รัฐบาลขาดเครื่องมือในการดูแลราคาน้ำมัน

รัฐบาลขาดเครื่องมือในการดูแลราคาน้ำมัน

20 มีนาคม 2555

ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกปรับตัวสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ล่าสุดน้ำมันดิบ Brent ในตลาดลอนดอน

โดย...มนูญ ศิริวรรณ

ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกปรับตัวสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ล่าสุดน้ำมันดิบ Brent ในตลาดลอนดอน ทำสถิติสูงสุดถึง 128.40 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล ในระหว่างการซื้อขายเมื่อวันที่ 1 มี.ค.ที่ผ่านมา ซึ่งนับเป็นสถิติสูงสุดในรอบ 3 ปี 8 เดือน จากการที่สำนักข่าวในอิหร่านรายงานข่าวว่า ท่อส่งน้ำมันในประเทศซาอุดีอาระเบียถูกวางระเบิด ซึ่งซาอุดีอาระเบียออกมาปฏิเสธข่าวนี้ในภายหลัง ทำให้ราคาน้ำมันปรับตัวลดลง แต่ปัจจุบันก็ยังคงอยู่ในระดับสูงที่ 124-125 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล

การที่ราคาน้ำมันผันผวนขึ้นลงในแต่ละวันสูงถึง 23 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล ตามข่าวความไม่สงบในตะวันออกกลาง โดยเฉพาะข่าวความตึงเครียดระหว่างอิหร่านกับชาติตะวันตกในเรื่องความขัดแย้งในโครงการนิวเคลียร์ของอิหร่านนั้น แสดงถึงความอ่อนไหวของราคาน้ำมันในปัจจุบัน และราคาน้ำมันพร้อมที่จะพุ่งขึ้นไปทันทีที่ค่าความเสี่ยง (Risk Premium) ในราคาน้ำมันเพิ่มสูงขึ้นตามสถานการณ์ความขัดแย้งที่อาจจะรุนแรงมากขึ้น

มีผู้ถามผมว่า ถ้าสถานการณ์ความขัดแย้งมันรุนแรงสูงสุดถึงขนาดเกิดเป็นสงครามหรือไม่ถึงกับเป็นสงครามตะวันออกกลางแต่มีการใช้กำลังทหารเข้าแก้ไขปัญหาแทนการเจรจาหรือคว่ำบาตรทางการค้าอย่างที่ทำกันอยู่ทุกวันนี้ ราคาน้ำมันจะขึ้นไปสูงสุดที่ระดับเท่าไร และรัฐบาลจะช่วยเหลือประชาชนไม่ให้ได้รับผลกระทบจากน้ำมันราคาแพงได้อย่างไร

ในส่วนของราคานั้น ผมคาดว่าในสถานการณ์ที่เลวร้ายสุดๆ คือมีการปิดช่องแคบฮอร์มุซ (ซึ่งผมคิดว่ามีโอกาสเกิดขึ้นไม่ถึง 10%)ทำให้การลำเลียงน้ำมันดิบทางเรือจากอ่าวเปอร์เซียปริมาณ 1 ใน 5 หรือ 20% ของการขนส่งน้ำมันทางเรือทั่วโลก (ประมาณ 17 ล้านบาร์เรล/วัน) ต้องเป็นอัมพาต ราคาน้ำมันอาจพุ่งขึ้นไปได้ในระยะสั้นๆ ถึง 200 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล แล้วจะลดลงมาอยู่ในระดับ150 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล แล้วแต่ว่าสถานการณ์จะยืดเยื้อยาวนานขนาดไหน และจะทำให้ราคาน้ำมันสำเร็จรูปในประเทศของเราขึ้นไปได้อีก 4-5 บาท/ลิตรโดยเฉลี่ยถ้ารัฐบาลไม่เข้ามาแทรกแซงด้วยการอุดหนุนราคาน้ำมัน

ส่วนคำถามที่ว่า รัฐบาลจะช่วยบรรเทาผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับประชาชนหรือจะแทรกแซงราคาอย่างไร ผมคงต้องตอบอย่างตรงไปตรงมาว่า ค่อนข้างจะหมดหวัง

ทั้งนี้ เพราะถ้าไปพิจารณาว่ารัฐบาลมีเครื่องมืออะไรที่จะนำมาช่วยตรึงราคาน้ำมันในช่วงวิกฤตอย่างนี้ได้บ้าง ก็ปรากฏว่ารัฐบาล (ทั้งชุดก่อนและชุดปัจจุบัน) ได้นำเอาเครื่องมือเหล่านี้ ไม่ว่าจะเป็นเงินกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ภาษีสรรพสามิตน้ำมันไปใช้ในภาวะที่ไม่มีความจำเป็นอย่างยิ่งยวดจนหมดเกลี้ยงแล้ว ดังนั้นเมื่อเกิดภาวะวิกฤตจริงๆ รัฐบาลจึงขาดเครื่องมือที่จะใช้ช่วยเหลือประชาชน เปรียบเสมือนได้นำเอาเงินสำรองยามฉุกเฉินไปใช้จนหมดสิ้นแล้ว จึงไม่เหลือเงินที่จะใช้ในยามจำเป็นอีกต่อไป

อย่างที่ทราบกัน ขณะนี้เงินกองทุนน้ำมันฯ มีฐานะติดลบเกือบ 2 หมื่นล้านบาท เพราะมีภาระต้องจ่ายชดเชยการนำเข้าก๊าซ LPGซึ่งขณะนี้มีราคาสูงขึ้นเรื่อยๆ (ล่าสุดเดือน มี.ค. ราคาขึ้นไปถึง 1,210 เหรียญสหรัฐ/ตันแล้ว) ทำให้กองทุนต้องไปกู้ยืมเงินจากธนาคารกรุงไทยในวงเงิน 1 หมื่นล้านบาท เพื่อมาใช้ในการอุดหนุนราคาก๊าซ และทำท่าว่าจะไม่พอ ต้องขอเพิ่มวงเงินอีก 2 หมื่นล้านบาท เป็น 3 หมื่นล้านบาทแล้ว

ในขณะที่กองทุนเองก็มีเงินไหลเข้าน้อยกว่าเงินไหลออก เพราะรัฐบาลชุดนี้ไปลดการเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมันฯ ในส่วนของน้ำมันเบนซินและดีเซลลงโดยไม่จำเป็น โดยลดการจัดเก็บลงทั้งหมด (เบนซิน 95/91 ลิตรละ 7.50-6.70 บาท ดีเซล ลิตรละ 2.80 บาท) ทั้งๆ ที่ในขณะนั้นไม่มีสถานการณ์อะไรในตลาดโลกที่น่าเป็นห่วง

การตัดสินใจลดการเก็บเงินเข้ากองทุนมากเกินไปโดยอ้างอิงเหตุผลทางการเมืองเพียงอย่างเดียวจึงทำให้กองทุนน้ำมันฯ ต้องเป็นหนี้สินมากขนาดนี้ และไม่สามารถเป็นเครื่องมือของรัฐบาลใช้แก้ปัญหาราคาน้ำมันในยามจำเป็นได้

ทางด้านภาษีสรรพสามิตน้ำมันก็เช่นเดียวกัน รัฐบาลชุดที่แล้วได้ใช้ภาษีสรรพสามิตไปตรึงราคาน้ำมันดีเซลไว้ไม่ให้สูงเกิน 30 บาท/ลิตร โดยได้ลดการจัดเก็บภาษีสรรพสามิตลงจาก 5.31 บาท/ลิตร เหลือเพียง 0.005 บาท/ลิตร หรือเท่ากับไม่เก็บเลย ซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่สมเหตุสมผล และไม่มีความจำเป็นที่จะต้องทำถึงขนาดนั้น

ผลจากการตัดสินใจดังกล่าว นอกจากจะทำให้รัฐต้องสูญเสียรายได้ไปถึง 1.08 แสนล้านบาท/ปีแล้ว ยังทำให้มีปัญหามาจนถึงรัฐบาลปัจจุบัน ที่ไม่สามารถขึ้นภาษีสรรพสามิตน้ำมันดีเซลได้ ต้องต่ออายุไปทีละเดือนๆ กระทบต่อการจัดหารายได้ของกระทรวงการคลังและการจัดทำงบประมาณ นอกจากนั้นยังทำให้รัฐไม่สามารถดูแลราคาน้ำมันในภาวะฉุกเฉินโดยใช้ภาษีสรรพสามิตเป็นเครื่องมืออีกด้วย

จะเห็นได้ว่ารัฐบาลทุกรัฐบาลมีแนวโน้มที่จะมองปัญหาด้านพลังงานในมิติของการเมืองมากกว่าปัญหาของประเทศ และนิยมที่จะแก้ปัญหาในระยะสั้นเพื่อผลประโยชน์เฉพาะหน้ามากกว่าผลประโยชน์ระยะยาวจึงนำเอาเครื่องมือที่มีอยู่ไปใช้อย่างฟุ่มเฟือยโดยไม่มีความจำเป็นเท่าที่ควร ดังนั้นเมื่อเกิดวิกฤตด้านพลังงานขึ้นจริงๆ รัฐบาลก็หมดเครื่องมือในการแก้ไขปัญหา ในที่สุดก็ต้องหันเข้าหาวิธีการที่นักการเมืองถนัดที่สุด นั่นก็คือการกู้เงินหรือตั้งงบประมาณมาอุดหนุนราคาน้ำมันนั่นเอง

และถ้าเริ่มทำอย่างนั้นเมื่อไร หนี้ของประเทศก็จะพอกพูนขึ้น ราคาน้ำมันก็จะถูกบิดเบือนต่อไป ประชาชนก็จะไม่รู้ต้นทุนที่แท้จริง การใช้พลังงานก็มีแต่จะเพิ่มมากขึ้นไปเรื่อยๆ รัฐบาลก็ต้องหาเงินมาอุดหนุนเพิ่มขึ้นไม่มีที่สิ้นสุด ในอนาคตเราก็คงหนีไม่พ้นชะตากรรมแบบเดียวกับประชาชนชาวกรีซที่ต้องแบกหนี้สาธารณะสูงถึง 160% ของ GDP และประเทศชาติก็ต้องล้มละลายในที่สุด

หวังว่าผมคงจะทำนายผิดนะครับ!!!

ข่าวล่าสุด

EmbeddingGemma 2 โมเดล AI ใหม่จาก Google รันได้บนสมาร์ทโฟน

EmbeddingGemma 2 โมเดล AI ใหม่จาก Google รันได้บนสมาร์ทโฟน