
"เนวิน" เอาไม่อยู่ "ภูมิใจไทย" ร่อแร่
“เนวิน ชิดชอบ” ชื่อนี้เป็นที่รู้จักของคนทั้งประเทศในฐานะเจ้าของทีมฟุตบอลแชมป์ไทยพรีเมียร์ลีกทีมล่าสุด
โดย...ไพบูลย์ กระจ่างวุฒิชัย
“เนวิน ชิดชอบ” ชื่อนี้เป็นที่รู้จักของคนทั้งประเทศในฐานะเจ้าของทีมฟุตบอลแชมป์ไทยพรีเมียร์ลีกทีมล่าสุด พร้อมกับพ่วงความสำเร็จตามมาอีกมากมาย เรียกว่าเส้นทางบนถนนสายกีฬากำลังพุ่งแรงแบบยากจะหาใครเทียมทาน แต่ใครจะเชื่อว่าสนามการเมืองของเนวินกำลังสวนกับสนามกีฬาอย่างสิ้นเชิง
เป็นเพราะต้องมานั่งลุ้นระทึกกับคำวินิจฉัยศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้ง โดยวันนี้เตรียมตัดสินว่า “บุญจง วงศ์ไตรรัตน์” กรรมการบริหารพรรคภูมิใจไทย มีความผิดฐานทุจริตเลือกตั้งซ่อม สส.เขต 6 จ.นครราชสีมา เมื่อวันที่ 12 ธ.ค. 2553 หรือไม่ ทว่าหากศาลฎีกามีคำวินิจฉัยว่าบุญจงมีความผิดจริง จะถูกเพิกถอนสิทธิทางการเมืองเป็นเวลา 5 ปี
เรื่องนี้จะไม่เป็นเรื่องถ้าบุญจงไม่ได้มีสถานะเป็นกรรมการบริหารพรรค ย้อนกลับไปเมื่อปี 2551 เคยมีบรรทัดฐานจากคดีที่ศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยยุบพรรคพลังประชาชนมาแล้ว
ครั้งนั้น “ยงยุทธ ติยะไพรัช” กรรมการบริหารพรรคพลังประชาชน ถูกศาลฎีกาให้ใบแดงและเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง 5 ปี จากนั้นคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ส่งเรื่องให้อัยการสูงสุดทำคำร้องให้ศาลรัฐธรรมนูญยุบพรรคตามรัฐธรรมนูญมาตรา 237 และ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง สส. และการได้มาซึ่ง สว. 2550 ที่สำคัญศาลรัฐธรรมนูญยังได้วางแนวคำวินิจฉัยถึงสาเหตุการยุบพรรคเอาไว้อย่างน่าสนใจ
“บทบัญญัติดังกล่าว (มาตรา 237) เป็นข้อสันนิษฐานเด็ดขาดว่า หากมีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่ากรรมการบริหารพรรคผู้ใดมีส่วนรู้เห็นหรือปล่อยปละละเลยการกระทำของผู้สมัครรับเลือกตั้ง หรือไม่แก้ไขให้สุจริตและเที่ยงธรรม กฎหมายให้ถือว่าพรรคการเมืองนั้นกระทำการให้ได้มาซึ่งอำนาจในการปกครองโดยวิถีทางอันไม่ได้บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ แม้ข้อเท็จจริงพรรคการเมืองหรือหัวหน้าพรรคจะไม่มีส่วนร่วมก็ได้ กฎหมายถือว่าเป็นผู้กระทำ จึงเป็นข้อยุติที่ไม่อาจโต้แย้งได้ และศาลรัฐธรรมนูญก็มิอาจวินิจฉัยเป็นอื่นได้” ส่วนหนึ่งจากคำวินิจฉัยที่ 20/2551 ยุบพรรคพลังประชาชน
จากสาระสำคัญของคำวินิจฉัยดังกล่าว แปลไทยเป็นไทยได้ว่า ถ้าศาลฎีกาวินิจฉัยให้กรรมการบริหารพรรคคนใดมีความผิดกฎหมายเลือกตั้ง และ กกต.ส่งคำร้องให้อัยการสูงสุดยื่นศาลรัฐธรรมนูญให้ยุบพรรค เท่ากับว่าศาลรัฐธรรมนูญจะมีความเห็นเป็นอย่างอื่นไม่ได้ คือต้องยุบพรรคเท่านั้น
บรรทัดฐานจากปี 2551 ในกรณีพรรคพลังประชาชนได้ส่งผลสะเทือนมาถึงพรรคภูมิใจไทยในปี 2555 อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
สถานการณ์ของเนวินตอนนี้กำลังลุ้นตัวเกร็งในคำวินิจฉัยศาลฎีกาพอๆ กับการแข่งขันฟุตบอลเอเอฟซี แชมเปียนส์ลีก ที่ บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด มีคิวฟาดแข้งกับ “กว่างโจว เอเวอร์แกรนด์” ที่ประเทศจีนในวันที่ 21 มี.ค.
ความปรารถนาอย่างแรงกล้าของนักการเมืองมากบารมีผู้นี้แน่นอนว่าไม่ต้องการให้เกิดอุบัติเหตุกับพรรคภูมิใจไทยแม้แต่ปลายเล็บ เพราะทราบดีว่าหากวันนี้บุญจงมีความผิดจริงปัญหารุงรังจะตามมาอีกมาก
โดยเฉพาะเสถียรภาพในพรรคภูมิใจไทย นับตั้งแต่การเลือกตั้งที่ผ่านมาได้ปรากฏกระแสข่าวอย่างหนาหูว่า สส.กลุ่มมัชฌิมา 6 คนในภูมิใจไทยของ สมศักดิ์ เทพสุทิน มีใจเอนเอียงให้กับพรรคเพื่อไทย เพื่อหวังเข้าร่วมรัฐบาลในอนาคต
แม้ว่าการยุบพรรคจะไม่เกิดทันทีภายหลังถ้าศาลฎีกาให้บุญจงมีความผิด ซึ่งขั้นตอนกว่าจะยุบพรรคเพื่อเปิดโอกาสให้ สส.กลุ่มมัชฌิมาที่ไม่ได้เป็นกรรมการบริหารพรรคย้ายพรรคการเมืองได้แบบไม่ผิดกฎหมายจะใช้เวลากว่า 3 เดือน แต่ 3 เดือนที่ว่านี้ก็ประจวบเหมาะกับบรรดาสมาชิกบ้านเลขที่ 111 ไทยรักไทย จะกลับเข้าสู่สนามการเมืองได้ภายหลังจากเดือน พ.ค. ทำให้เป็นจังหวะที่ดีต่อการแต่งตัวเข้าร่วมรัฐบาล ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร
อย่าลืมว่า “สมศักดิ์” นับว่าเป็นบุคคลที่มีความสัมพันธ์อันดีกับ “เยาวภา วงศ์สวัสดิ์” แกนนำคนสำคัญของพรรคเพื่อไทย ในอดีตทั้งสองคนเคยจับมือเป็นพันธมิตรทางการเมืองระหว่าง “วังน้ำยม” และ “วังบัวบาน” ตั้งแต่สมัยร่วมชายคาพรรคไทยรักไทย
ไม่แปลกอะไรหากสมศักดิ์จะตัดสินใจกลับเข้าพรรคเพื่อไทยอีกครั้ง ถ้าได้รับข้อเสนอจากพรรคเพื่อไทยแบบไม่อาจปฏิเสธได้ ถึงเวลานั้นคงจะได้เห็นปรากฏการณ์ “เสียบเพื่อชาติ” หรืออีกแนวทาง คือ การไปสวมหัว “พรรคมหาชน” แล้วเข้าร่วมรัฐบาลไปโดยปริยาย เพราะเป็นหนึ่งในพรรคร่วมรัฐบาลอยู่แล้ว
ขณะเดียวกันในอีกด้าน “เนวิน” ผู้กำลังทุ่มเทให้กับสนามกีฬาอย่างเต็มที่ กลายเป็นโอกาสต่อการชำระร่างกายในทางการเมืองด้วย หลังจากที่ผ่านมาโดนกระหน่ำมาอย่างหนัก ทำให้เริ่มปรากฏความเคลื่อนไหวอย่างเงียบๆ ไปทาบทาม “สมคิด จาตุศรีพิทักษ์” อดีตมือเศรษฐกิจในรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร มาร่วมงานการเมือง
ทั้งนี้ “สมคิด” กำลังได้รับอิสระจากโทษตัดสิทธิการเมืองในคดียุบพรรคไทยรักไทย และเป็นที่ทราบกันดีว่าด้วยมันสมองทางเศรษฐกิจก็ไม่ได้เป็นสองรองใครในสนามการเมือง กลายเป็นที่จับตามองอย่างมากว่าจะเข้ามาเป็นตัวเลือกใหม่ให้กับการเมือง
ไม่เพียงเท่านี้ เนวินยังมีแผนสำรองด้วยการวางให้ “อนุทิน ชาญวีรกูล” เข้ามากุมบังเหียนพรรคเช่นกัน หากสมคิดปฏิเสธกลับมาลงสนามการเมือง เสี่ยหนู ถือว่าเป็นผู้มีบารมีในพรรคไม่แพ้เนวิน ในฐานะเป็นนายทุนคนสำคัญ และกอดคอร่วมเป็นร่วมตายกับครอบครัวชิดชอบมาตลอด ย่อมเป็นส่วนสำคัญต่อการให้พวกที่คิดจะแปรพรรคเปลี่ยนใจได้กลับมาภักดีเนวินเหมือนเดิม
ถ้าแผนนี้สามารถเดินไปได้ เสียง สส.ในมือกว่า 30 ชีวิตของพรรคซึ่งถือว่าเป็นเพื่อนแท้ของเนวิน คงได้เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งต่อการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในช่วงเดือน มิ.ย. ภายหลังปลดพันธนาการของสมาชิก 111
เว้นเสียแต่ว่าเนวินจะรอแต่งตัวให้เนี้ยบกว่านี้เพื่อรอไปจนถึงการเลือกตั้งใหม่ในอนาคต ในฐานะที่ประเมินว่ารัฐบาลชุดนี้ภายใต้การนำของยิ่งลักษณ์ไม่มีน้ำยามากพอที่จะประคับประคองตัวเองอยู่ครบวาระ 4 ปีได้ ท่ามกลางสารพัดมรสุมการเมืองและเศรษฐกิจในเวลานี้
เพราะฉะนั้น สถานการณ์พรรคภูมิใจไทยอาจจะยังไม่ได้เลวร้ายนักแม้จะต้องสู้กับคดียุบพรรค ถ้าบารมีของเนวินสามารถคุม สส.ให้อยู่กับพรรคได้ แต่หากทุกอย่างเป็นไปในทางตรงกันข้ามเนวินก็คงต้องทำใจ เนื่องจากครั้งหนึ่งก็เคยเป็นผู้เสียบเพื่อชาติมาแล้วเช่นกัน







