posttoday
"พักหนี้" นโยบายขายดี"ต้นทุน"

"พักหนี้" นโยบายขายดี"ต้นทุน"

19 มีนาคม 2555

โดย...จตุพล สันตะกิจ

โดย...จตุพล สันตะกิจ


เป็นประเด็นที่น่าหนักใจ เมื่อรัฐบาลเพื่อไทยผลักดันนโยบายช่วย “ลูกหนี้ชั้นดี” ในระบบ 5 ล้านราย ที่มีมูลหนี้ไม่เกิน 5 แสนบาท ให้ได้รับสิทธิ “พักชำระหนี้” หรือได้ “ส่วนลด” ดอกเบี้ยในอัตรา 2% ผ่านกลไกธนาคารรัฐ

จากที่ก่อนหน้านี้รัฐบาลผลักดันโครงการพักหนี้ให้ลูกหนี้เอ็นพีแอล 7.75 แสนบัญชีมูลหนี้ 9.05 หมื่นล้านบาท เป็นเวลา 3 ปี ได้มีการปฏิบัติตามนโยบายเร่งด่วนของรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ที่แถลงต่อรัฐสภาวันที่ 23 ส.ค.2554 แล้ว

ที่น่าหนักใจ ไม่ใช่ว่านโยบายพักหนี้ดี“ทำไม่ได้” ไม่ใช่นโยบายที่ “ไม่มีคนสนใจ”

แต่เป็นนโยบายที่ “ขายได้” แต่มี “ต้นทุน”

เป็นต้นทุนของธนาคารรัฐ 6 แห่ง ที่เข้าร่วมโครงการ เช่น หากเลือกแนวทางการลดอัตราดอกเบี้ยลูกหนี้ชั้นดีลง 2% หรือลดจาก 7% เหลือ 5% เป็นเวลา 3 ปี มีการประเมินว่าธนาคารรัฐจะสูญเสียรายได้ 1.5 หมื่นล้านบาท หรือการพักชำระเงินต้นที่ทำให้ธนาคารรัฐต้องสำรองหนี้ 100% เพราะเข้าเกณฑ์หนี้เสีย หรือเป็นเงิน 6-7 แสนล้านบาท

ย้อนกลับไปดูความสำเร็จของนโยบายพักชำระหนี้เกษตรกรของรัฐบาลในสมัยรัฐบาลทักษิณ ที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติอนุมัติโครงการพักชำระหนี้เกษตรกรเมื่อวันที่ 20 มี.ค. 2544 หรือเมื่อ 11 ปีที่แล้ว

ต้องยอมรับว่าเป็นแต่ความสำเร็จใน“เชิงปริมาณ” ลูกหนี้หลายแสนคนมีโอกาสพักหายใจ ไม่ต้องต่อสู้กับภาระหนี้รายวัน แม้ใน “เชิงคุณภาพ” จะพบว่า หลังผ่านพ้นโครงการพักชำระหนี้ ลูกหนี้ที่ฟื้นตัวกลับมายืนบนขาตัวเองได้มีจำนวนไม่ถึง 20% แน่นอน ไม่ใช่เพราะ“ไร้สามารถ” แต่เป็นเพราะโครงสร้างเศรษฐกิจที่ “ผูกขาด”

แต่ที่แน่ๆ เป็นนโยบายประชานิยมที่โดนใจ

นโยบายพักชำระหนี้สินเกษตรกรในวันนั้นมีการถกเถียงกันไม่ต่างจากวันนี้ คือ หากมีการพักชำระหนี้ให้ลูกหนี้ไม่ดี แล้วลูกหนี้ที่ดีจะรู้สึกอย่างไร มีการโยนประเด็นให้สังคมขบคิดว่านโยบายพักหนี้จะทำให้ “ลูกหนี้ดี” อยากเป็นหนี้เสียมากขึ้นหรือไม่ เพราะได้รับสิทธิการพักหนี้ 3 ปี แต่คำตอบยังคลุมเครือ

นโยบายพักหนี้เกษตรกรที่ถูก “ปัดฝุ่น”มาเป็นนโยบายพักหนี้เกษตรกรรายย่อยและลูกหนี้ที่มีหนี้ไม่เกิน 5 แสนบาทวันนี้ เป็นผลผลิตทางนโยบายที่ต่อเนื่องจากโครงการพักหนี้เมื่อ 11 ปีที่แล้ว

มองได้สองมุม มุมหนึ่งเป็นการแบ่งเบาภาระให้คนเป็นหนี้มีโอกาส “พัก” ในสภาพเศรษฐกิจและสังคมที่บีบคั้นยามนี้ หากมองแง่ลบก็ต้องบอกว่าเป็นการ “ตอกย้ำ” ว่าโครงการพักหนี้ไม่ได้แก้ปัญหาหนี้สินอย่างยั่งยืน

ทว่าการหยิบยกประเด็นการแบ่งเบาภาระให้ “ลูกหนี้ชั้นดี” ด้วยวิธีการพักหนี้เงินต้น 3 ปี หรือให้ส่วนลดดอกเบี้ยในอัตราที่ยังไม่กำหนดหรือจำนวนปีที่จะให้ และยังไม่ตกผลึกทางเลือกสุดท้ายว่าจะเลือกวิธีใด

ต้องถือเป็นความ “กล้าหาญ” ของรัฐบาลที่กล้าผลักดันนโยบายนี้

เป็นความ “กล้าหาญ” ของ กิตติรัตน์ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คลังที่เข้าไป “ท้าชน” กับธนาคารรัฐที่ตัวเองกำกับดูแลนโยบายอยู่

เป็นความ “อาทร” ของ กิตติรัตน์ ที่มีต่อ “ลูกหนี้ชั้นดี”

แต่เป็นความ “ใจร้าย” ของ กิตติรัตน์ ที่มีต่อพนักงานธนาคารรัฐ 6 แห่ง ที่มีจำนวนหลายหมื่นคนหรือไม่ เมื่อรวมกับคนในครอบครัวก็คิดคนที่เกี่ยวข้องกว่าแสนคน เพราะต้องไม่ลืมทุกอย่างมีต้นทุน

นั่นคือ หากธนาคารรัฐเลือกเดินตามนโยบายรัฐบาล ผลกำไรของธนาคารรัฐที่หายไปจากการทำตามนโยบายของรัฐ ย่อมส่งผลต่อผลตอบแทน สวัสดิการ และเงินโบนัสของพนักงาน

กิตติรัตน์ ยืนยันเมื่อวันที่ 12 มี.ค. 2555ว่า รัฐบาลไม่มีการชดเชยงบประมาณให้ธนาคารรัฐในการลดอัตราดอกเบี้ยให้ลูกหนี้ชั้นดีแต่อย่างใด ท่ามกลางกระแสข่าวว่าจะมีการนำเสนอโครงการลดภาระหนี้หรือดอกเบี้ยให้กับลูกหนี้ชั้นดีเข้าที่ประชุม ครม.พิจารณาในวันรุ่งขึ้น

“นโยบายของรัฐคือ ทำให้สถาบันการเงินเฉพาะกิจแข็งแรง ไม่ใช่ทำกำไร” กิตติรัตน์ กล่าว

จึงถามกลับว่า คนกลุ่มนี้ไม่มีสิทธิถามหาความเป็นธรรมหรือ เพราะมีภาระต้องกินต้องใช้ไม่ต่างกับลูกหนี้ชั้นดี และสามารถเป็นกำลังซื้อในประเทศที่ไม่ด้อยกว่าลูกหนี้ชั้นดีเลย

หากรัฐบาลต้องการช่วยเหลือลูกหนี้ชั้นดีและใส่ใจกับความรู้สึกของพนักงานธนาคารรัฐ ต้องเลือกทางสายกลางและเป็นไปได้ที่สุดคือ ยอมรับการแบกภาระต้นทุนส่วนหนึ่ง และอีกส่วนหนึ่งให้พนักงานได้แสดงฝีมือเพื่อทำรายได้ชดเชยรายได้ที่ลดลง

เมื่อมองทางเลือกที่รัฐบาลมีอยู่ในการช่วยเหลือลูกหนี้ชั้นดี พบว่ามี 2 ทาง คือ แนวทางที่ 1 พักชำระเงินต้นให้ลูกหนี้ชั้นดี 3 ปี ต้องเรียกว่าแนวทางนี้มีโอกาสเป็นไปได้น้อยมาก เพราะไม่มีทางที่ธนาคารรัฐจะสำรองหนี้ 100% ได้ ไม่มีทางที่ธนาคารรัฐต้องหาเงินหลายแสนล้านมาสำรองหนี้

ทางเลือกที่ 2 คือ การให้ส่วนลดอัตราดอกเบี้ย แนวทางนี้น่าจะมีความเป็นไปได้มากที่สุด แต่เมื่อธนาคารรัฐต้องทำตามนโยบายรัฐที่ “สั่ง” ให้ธนาคารลดดอกเบี้ยลงมาช่วยเหลือลูกหนี้ชั้นดี รัฐบาลก็ต้องยอมจ่ายเช่นกัน ขณะที่ธนาคารรัฐที่ก่อตั้งจากเงินภาษีประชาชนก็มีหน้าที่ต้องแบกรับภาระส่วนหนึ่ง

เช่น หากรัฐบาล “ฟันธง” ว่าจะให้ส่วนลดอัตราดอกเบี้ยลูกหนี้ชั้นดีที่อัตราส่วนลด 2% จากปกติ เป็นเวลานาน 3 ปี ตกแล้วจะใช้เงินประมาณ 1.5 หมื่นล้านบาท รัฐบาลยอมจ่าย 1% หรือ 7,500 ล้านบาท ขณะที่ธนาคารรัฐแบกภาระ 1% เป็นทางออกที่สมประโยชน์ทั้งของรัฐบาลและลูกหนี้ชั้นดี

ส่วนภาระดอกเบี้ยที่ธนาคารรัฐแบกไว้ 1% นั้น ถือเป็นบททดสอบพนักงานธนาคารรัฐที่จะ “ขับดัน” ความสามารถที่ตัวเองมีอยู่ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของธนาคารรัฐ มีโจทย์ที่ต้องหาคำตอบ มีการบ้านที่ต้องทำ ท้ายที่สุดก็จะส่งผลดีกับธนาคารรัฐในระยะยาว

ตัวเลขส่วนลดอัตราดอกเบี้ย 2% ลูกหนี้ชั้นดีได้รับ และรัฐบาลชดเชย 1% ธนาคารรัฐแบกไว้ 1% เป็นดัชนีชี้วัดประสิทธิภาพธนาคารรัฐ กระทั่งเป็นความ “Win-Win” ของทุกฝ่าย และเป็นความ “Win-Win” ของประเทศ

ไม่เช่นนั้นธนาคารรัฐก็ทำตัวไม่ต่างจาก “เสือนอนกิน” ไม่เช่นนั้นรัฐบาลก็ไม่ต่างกับคนที่สั่งให้คนอื่นทำตามนโยบาย แต่ไม่รับผิดชอบใดๆ

ข่าวล่าสุด

รัฐมนตรีคลัง G7 เห็นชอบแผนเตรียมซ้อมรับมือไซเบอร์โจมตีด้วย AI

รัฐมนตรีคลัง G7 เห็นชอบแผนเตรียมซ้อมรับมือไซเบอร์โจมตีด้วย AI