
ภัยแล้ง-ประกันราคาล่มชาวนาจมน้ำตา
...ทีมข่าวภูมิภาค
ความหวังของชาวนาไทยสั่นคลอนมาอย่างต่อเนื่อง นับจากปัญหาเพลี้ยกระโดดทำลายผลผลิต ภัยแล้ง พื้นที่นาปรังทั่วทุกภาคขาดแคลนน้ำ จนต้นข้าวแห้งตาย และล่าสุดราคารับซื้อข้าวเปลือกตกต่ำ แม้รัฐบาลจะมีมาตรการประกันราคา แต่ก็ไม่มีโรงสีเข้าร่วมโครงการ
ผลผลิตข้าวนาปีที่ถูกเพลี้ยกระโดดทำลาย ส่งผลให้รายได้ลดน้อย นาปรังจึงเป็นความหวังรายได้ที่จะมาชดเชย แต่แล้วภัยแล้งก็กระหน่ำซ้ำ ไม่เท่านั้น ราคาข้าวเปลือกเดิมตันละกว่า 1 หมื่นบาท เหลือเพียงตันละ 6,500 บาท ซึ่งเป็นผลพวงจากราคาในตลาดโลก ซึ่งข้าวไทยได้รับผลกระทบปัจจัยราคา นับแต่เวียดนามคู่แข่งสำคัญประกาศลดค่าเงิน
นายขวัญชัย มหาชื่นใจ แกนนำชาวนา จ.พระนครศรีอยุธยา กล่าวว่า เพียงไม่กี่วันหลังจากที่รัฐบาลไม่สนใจแก้ไขปัญหาของชาวนา โดยเฉพาะการยกเลิกประกันราคาแล้วกลับไปใช้ระบบรับจำนำข้าว ก็ยิ่งทำให้ราคาข้าวหล่นต่ำลงไปอีก 500700 บาทต่อตัน
“
รัฐบาลประกาศราคาอ้างอิงตามโครงการราคาประกันที่ 9,074 บาทต่อตัน ที่ความชื้นไม่เกิน 15% แต่ในความเป็นจริงไม่มีโรงสีใดๆ ในประเทศซื้อข้าวตามราคานั้น ในความเป็นจริงข้าวเปลือกชาวนามีความชื้นประมาณ 25% ทำให้ขายได้เพียง 6,800–7,200 บาทต่อตันเท่านั้น อีกทั้งรัฐให้โควตาเพียงรายละ 25 ตัน แต่ชาวนาได้ผลผลิตข้าวรายละ 4050 ตันต่อรอบการผลิต เชื่อว่าราคาข้าวคงลดลงต่อเนื่องหากรัฐบาลยังไม่คิดแก้ไข”ประเด็นสำคัญคือ การที่โรงสีต่างๆ ไม่อยากเสียเงินประกันการเข้าโครงการกับรัฐบาล ขณะที่ชาวนาเองเมื่อเก็บเกี่ยวแล้วก็จำต้องขาย จึงกลายเป็นช่องทางให้นายทุนกดราคารับซื้อ และแนวโน้มจะเป็นเช่นนี้ต่อไป
นายชัด สิงห์สนิท เกษตรกรในพื้นที่ ต.บ้านใหม่สุขเกษม อ.กงไกรลาศ จ.สุโขทัย บอกว่า ทำนา 65 ไร่ กำลังได้รับความเดือดร้อนจากปัญหาเพลี้ยกระโดด ต้องเสียเงินค่ายาฉีดพ่นเพิ่มขึ้นมาก ปัจจุบันต้นทุนการทำนาสูงมาก ทั้งค่าปุ๋ย ค่ายา ค่าน้ำมัน ค่าจ้างรถเกี่ยว และค่าจ้างฉีดพ่นยา แต่ราคารับซื้อข้าวเปลือกกลับตกต่ำลง และขณะนี้ปัญหาภัยแล้งก็กำลังคุกคาม ชาวนาหลายรายต้องจ่ายเงินซื้อน้ำเพื่อใช้ทำนา
ด้านนายยรรยง พวงราช ปลัดกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ขณะนี้เปิดจุดรับซื้อข้าวในโครงการประกันราคาไปแล้ว 26 จุด ใน 10 จังหวัด โดยจังหวัดที่เปิดมากที่สุดคือ จ.นคร สวรรค์ 4 จุด พิษณุโลก 3 จุด และเชื่อว่าภายในสัปดาห์นี้จะเปิดได้มากกว่า 30 จุด
ไม่ใช่เพียงแค่ซื้อน้ำ แต่ในหลายพื้นที่ก็ปรากฏความขัดแย้งแย่งชิงน้ำจนถึงขั้นทำร้ายกัน ล่าสุดเมื่อวันที่ 4 มี.ค. กลุ่มชาวบ้านที่ใช้น้ำจากคลองส่งน้ำชลประทานฝ่ายตะวันตกและฝั่งตะวันออกในเขต อ.เมือง จ.แพร่ ต้องนัดเจรจากัน เนื่องจากมีการปิดกั้นน้ำเพื่อให้น้ำไหลย้อนขึ้นทางเหนือ โดยไม่ยอมปล่อยน้ำให้ไหลลงตอนใต้ แต่การเจรจาก็ไม่ราบรื่น ต่างฝ่ายอ้างเหตุผลต้องการน้ำด่วน เพราะผลผลิตทั้งหมดกำลังแห้งตาย
นายจาดุร อภิชาตบุตร หัวหน้าผู้ตรวจราชการกระทรวงมหาดไทย ได้มอบนโยบายระหว่างตรวจพื้นที่ภัยแล้งที่ จ.พระนครศรีอยุธยา ว่า มีหลายจังหวัดเกิดศึกแย่งน้ำ หากไม่เร่งแก้ก็อาจบานปลายได้ ดังนั้นกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และองค์ปกครองส่วนท้องถิ่นจะต้องเป็นคนกลางเจรจาหาข้อยุติให้ได้
ย่างเข้าเพียงต้นเดือน มี.ค. แต่ฤดูแล้งยังคงเนิ่นนานไปอีกอย่างน้อย 2 เดือน กว่าฝนแรกจะโปรยสายให้ผืนดินได้ชุ่มฉ่ำ ชาวนาไทยจะยืนหยัดได้ถึงเวลานั้นหรือไม่







