
รัฐยอมถังแตก'อุ้มค่าครองชีพ'
ราคาน้ำมันที่พุ่งไม่หยุด ประสานกับราคาสินค้าเริ่มแพงระยิบ ทำให้การปรับขึ้นภาษีน้ำมันดีเซลที่ลดอยู่ปัจจุบัน 0.005 บาทต่อลิตร
โดย...เกียรติศักดิ์ ผิวเกลี้ยง
ราคาน้ำมันที่พุ่งไม่หยุด ประสานกับราคาสินค้าเริ่มแพงระยิบ ทำให้การปรับขึ้นภาษีน้ำมันดีเซลที่ลดอยู่ปัจจุบัน 0.005 บาทต่อลิตร กลับไปอยู่ที่เดิม 5.31 บาทต่อลิตร เป็นเรื่องที่ทำได้ยากขึ้นทุกที
ล่าสุด ทนุศักดิ์ เล็กอุทัย รมช.คลัง ที่กำกับดูแลกรมสรรพสามิต ก็ออกมาส่งสัญญาณชัดเจน จะขยายการลดภาษีน้ำมันดีเซลที่จะสิ้นสุดต่อออกไปอีก 1 เดือน แม้ว่าก่อนหน้านี้กรมสรรพสามิตจะพยายามให้มีการทยอยปรับภาษีขึ้นแล้วก็ตาม
ภาวะราคาน้ำมันที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทำให้คาดการณ์ได้ไม่ยากว่ารัฐบาลโดยกระทรวงการคลัง จะขยายเวลาการลดภาษีเดือนต่อเดือนลากยาวไปถึงสิ้นปีอย่างไม่มีทางหลีกเลี่ยง
การเข้าไปอุ้มราคาน้ำมันโดยการลดภาษีดังกล่าว เป็นภาระที่รัฐบาลต้องจ่ายต่อเดือนไม่ใช่น้อย เพราะทำให้กรมสรรพสามิตเสียรายได้ไปถึง 9,000 ล้านบาทต่อเดือน
ที่ผ่านมา ตั้งแต่ปีงบประมาณ 2555 จนถึงสิ้นเดือน มี.ค.นี้ ประมาณการว่า กรมสรรพสามิตจะสูญเสียเงินภาษีกว่า 5 หมื่นล้านบาท
และหากมีการต่อเวลาภาษีไปถึงสิ้นปีงบประมาณ จะทำให้กรมสรรพากรรายได้หายไปถึงกว่า 1 แสนล้านบาท ถือว่าเป็นจำนวนเงินที่ไม่น้อยเลยทีเดียว เพราะหากนำเงินไปลงทุนก่อสร้างรถไฟ ก็ได้ถึง 2 สาย ย่อมๆ ได้เลยทีเดียว
การที่รายได้วูบหายไปขนาดนั้น ปฏิเสธไม่ได้ว่าสะเทือนเป้าการเก็บภาษีของกรมสรรพสามิตอย่างหนักหนาสาหัสสากรรจ์ จากเดิมที่มีการประมาณการกันไว้ รัฐบาลจะลดภาษีน้ำมันดีเซลถึงสิ้นเดือน ธ.ค. 2555 และจะกลับมาเก็บเหมือนเดิมในเดือน ม.ค. 2555 เพื่อให้รายได้ของกรมได้ตามเป้า
แต่การที่ต้องลากยาวเกินมาแล้ว 3 เดือน เพราะราคาน้ำมันไม่ยอมลดอย่างที่คิด ทำให้กรมสรรพสามิตเข้าเนื้อเลือดตาแทบกระเด็น ทำให้การเก็บภาษีต้องต่ำกว่าเป้ากว่า 5 หมื่นล้านบาท และจะเป็น 1 แสนล้านบาท หากมีการต่อไปจนถึงสิ้นปี
ผลที่กระทบตามมาก็คือ ภาพรวมของการเก็บรายได้ก็จะต่ำกว่าเป้าที่ประมาณไว้เป็นเงาตามตัวไปด้วย
การตั้งงบประมาณปี 2555 ที่ขาดดุล 4 แสนล้านบาท ก็ส่อจะทำท่าขาดดุลสูงกว่าประมาณการจ่ออยู่ที่คอหอย
ซึ่งทำให้รัฐบาลต้องดิ้นหาทางออก โดยการหารายได้เพิ่ม ซึ่งหนีไม่พ้นกรมสรรพากรต้องรีดเลือดกับปู ถอนขนกับห่าน
หากรายได้รีดเพิ่มไม่ได้ ก็จะส่งผลเสียทำให้ต้องชะลอการเบิกจ่ายลดลง เพื่อรักษากรอบการกู้ขาดดุลให้อยู่ในกรอบ ซึ่งทำให้มีปัญหาการกระตุ้นเศรษฐกิจไม่มากก็น้อย
การอุ้มราคาน้ำมันด้วยการลดภาษีที่ทำมายาวนานเกินไป จึงไม่ต่างกับการเก็บสะสมระเบิดเวลา ที่เมื่อถึงเวลาระเบิดจะส่งผลกระทบรุนแรงและขยายวงกว้างขึ้นเรื่อยๆ
แต่หากไม่ทำรัฐบาลก็จะอยู่ไม่เป็นสุข เพราะขนาดราคาน้ำมันอยู่แค่นี้ ราคาสินค้า การขนส่งต่างเดินหน้าขอขึ้นราคาเป็นทิวแถว ทำให้ประชาชนล้มทั้งยืนเพราะรายได้เท่าเดิมแต่รายจ่ายพุ่งสูงเป็นยอดตำลึงชั่วข้ามคืน
ดังนั้น การเพิ่มภาษีน้ำมันดีเซลในระยะสั้นจึงเป็นไปไม่ได้ และระยะกลางก็ยังมองไม่เห็นทาง เพราะหากปรับขึ้นตอนนี้ ผู้ประกอบการผลิตสินค้าและขนส่ง จะขย่มรัฐบาลขอขึ้นราคาสินค้าจนรัฐบาลอั้นไม่อยู่
ยิ่งมองในระยะกลางและยาว สงครามอิหร่านที่คุกรุ่น กดดันราคาน้ำมันในตลาดโลกอยู่ตลอดเวลาเช่นนี้ การเพิ่มภาษีน้ำมันก็เป็นไปได้ยากอีกเช่นกัน เพราะหากเก็บภาษีเท่าเดิมผสมกับราคาที่เพิ่มขึ้น จะทำให้ราคาน้ำมันดีเซลจากปัจจุบันที่ 32 บาทต่อลิตร แตะ 40 บาทต่อลิตรอย่างไม่ยากเย็น
ราคาน้ำมันดีเซลราคาสูงขนาดนั้น ฟันธงได้เลยว่าภาวะเงินเฟ้อ หรือพูดกันง่ายๆ ว่าราคาสินค้าแพง จะแพงทั้งแผ่นดินทุกหย่อมหญ้าอย่างแน่นอน
ที่สำคัญเศรษฐกิจที่ว่าจะขยายตัวได้ 4-5% ต่อปี จะดึงหัวลงเหวเหมือนปีที่ผ่านที่เจอน้ำท่วมสำลักจนโคม่า เศรษฐกิจที่ว่าจะโตได้ 4-5% เหลือจริงแค่ 0.1% เท่านั้นเอง
เมื่อเศรษฐกิจเจอเงินเฟ้อโจมตี จะส่งผลเป็นลูกโซ่แก้ไม่ตก เพราะธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ก็จะต้องขึ้นดอกเบี้ยสกัดเงินเฟ้อ ก็จะส่งผลกระทบทำให้การขยายตัวของเศรษฐกิจชะงักลงไปอีก
นอกจากนี้ ยังส่งผลกระทบกับภาระกู้เงินของรัฐบาลจำนวนกว่า 8 แสนล้านบาท ในช่วง 2 ปีนี้ มีต้นทุนสูงบานฉ่ำ บั้นทอนฐานะการเงินการคลังของประเทศ เป็นปัญหาเศรษฐกิจอีกด้านหนึ่งในอนาคตอันใกล้
สถานการณ์ที่เอาไม่อยู่ขณะนี้ ทั้งภาษีน้ำมันก็ปรับขึ้นไม่ได้ ราคาสินค้าก็แพงแผ่ขยายไปทั้งประเทศ ส่วนหนึ่งรัฐบาลต้องยอมรับมาจากการดำเนินนโยบายที่ผิดพลาดของรัฐบาล
โดยเฉพาะการทำประชานิยมลดแลกแจกแถม ชนิดไม่ดูหน้าดูหลัง หวังผลทางการเมืองอย่างเดียวว่า สัญญาแล้วต้องทำ โดยไม่สนใจผลเสียเลยแม้แต่น้อย
ช่วงที่รัฐบาลเข้ามาบริหารประเทศเมื่อ 7 เดือนที่แล้ว ราคาน้ำมันในตลาดไม่ได้สูง แต่รัฐบาลก็ยังเดินหน้าโครงการประชานิยม ลดทั้งการเก็บเงินกองทุน และลดเงินภาษีน้ำมัน แทนที่จะเก็บเงินไว้ใช้ในยามที่จำเป็น
ราคาน้ำมันที่ไม่ได้แพงและยังถูกลงไปอีกจากนโยบายประชานิยมของรัฐบาล ทำให้เกิดผลเสียทั้งรัฐบาลไม่ได้เงิน แล้วประชาชนยังไม่ประหยัด ทั้งๆ ที่รู้ว่าราคาน้ำมันเป็นของที่มีแต่จะแพงขึ้นไม่มีถูกลง
การลดแลกแจกแถมของรัฐบาล ทำให้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงต้องขอวงเงินกู้ถึง 3 หมื่นล้านบาท และมีแนวโน้มต้องกู้อีกหลายหมื่นล้านบาท เพื่อมาอุดหนุนราคาพลังงาน โดยเฉพาะราคาน้ำมันดีเซลต่อไป
ทั้งภาษีน้ำมันที่หายไปเป็นแสนล้านบาท หนี้กองทุนที่โตเป็นหมื่นล้านขึ้นทุกวัน ยังฉุดราคาสินค้าไม่อยู่ ทำให้รัฐบาลนั่งไม่ติดต้องงัดตัวช่วยที่มีออกมาฉุดความเชื่อมั่นภาพรวมทางเศรษฐกิจ
ฟังธงได้ว่า จากนี้ไปคงเห็นมาตรการประชานิยมช่วยค่าครองชีพทยอยออกมาเป็นซีรีส์ต่อเนื่องไปจนกว่าประชาชนจะรู้สึกดีขึ้น
ขืนรอช้ารอให้คะแนนนิยมหดหาย รัฐบาลเสียงข้างมากก็จะทำงานได้ยากขึ้นเศรษฐกิจ
ล่าสุด นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.คลัง ก็ออกมายืนยันว่ารัฐบาลจะไม่เพิ่มอัตราการเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มจาก 7% เป็น 10% อย่างแน่นอน เพราะการขยายการลดภาษีมูลค่าเพิ่มจะสิ้นสุดในเดือน ก.ย. 2555 นี้ เพราะไม่ต้องการไปเร่งให้ราคาสินค้าแพงขึ้นไปอีก
รมว.คลัง ยอมรับว่า ต้องยอมปล่อยราคาสินค้าที่แพงขึ้น เพราะเป็นไปตามกลไกตลาดที่ต้อนทุนเพิ่มขึ้น คงจะห้ามไปขึ้นราคาสินค้าลำบาก
เมื่อเป็นเช่นนั้น การไม่เพิ่มภาษีมูลค่าเพิ่มไม่ได้เป็นการแก้ไขปัญหาราคาสินค้าที่ต้นเหตุ เพราะตั้งแต่วิกฤตปี 2540 ก็มีการลดภาษีมูลค่าเพิ่มจาก 10% มาเป็น 7% จนถึงปัจจุบัน
ระเบิดเวลาลูกใหญ่ของรัฐบาลจึงอยู่ที่ราคาน้ำมัน ที่ขยับขึ้น ขยับขึ้น และอาจจะก้าวกระโดดหากเกิดสงครามอิหร่าน การถมเงินอุ้มราคาน้ำมันเป็นกว่าแสนล้านบาท คงไปไม่รอดต้องถังแตกในไม่ช้า
ขณะเดียวกัน ราคาสินค้าที่แพงเอาไม่อยู่มากขึ้นทุกวัน ทั้ง เนื้อ นม ไข่ ราคาแพงทำลายสิติติวันต่อวัน
ส่วนการขนส่ง เรือ รถ ขอขยับขึ้นราคาเป็นหางว่าว ราคาน้ำมันดีเซล 32 บาทต่อลิตรขอที่หนนึ่ง และหากราคาดีเซลปรับขึ้นเป็น 3435 บาทต่อลิตร รัฐบาลคงหนีไม่รอดถูกขอเพิ่มอีกที
สำหรับรถรถเมล์ รถไฟ ถึงแม้ว่าราคาไม่เพิ่มขึ้น แต่ก็ต้องยอมรับว่าหนีต้นทุนราคาน้ำมันที่สูงขึ้นเป็น 2030% ไม่ไหว ต้องแบกขาดทุน และสุดท้ายก็หนีไม่พ้นต้องหาเงินภาษีไปโปะขาดทุนที่เพิ่มขึ้น
ทั้งหมดเป็นบทพิสูจน์ฝีมือชชิ้นโบแดงของรัฐบาล ว่า จะเอาอยู่ทั้งหมดได้อย่างไร ทั้งอุ้มราคานำมันจนคลังถังแตกชักหน้าไม่ถึงหลัง ถือเป็นงานช้างว่ารัฐบาลจะลงจากหลังเสืออย่างไร
หรือแม้แต่ดูแลราคาสินค้าที่แพงทั่วประเทศให้อยู่มัดอย่างไร เพราะทุกวันนี้ยังต้องถือว่าสอบไม่ผ่าน ที่ออกมายืนยันเช้าเย็น ว่า ราคาสินค้าไม่ได้แพงขึ้น ทั้งที่ข้อมูลของกระทรวงพาณิชย์ ก็ฟ้องอยู่ว่าข้อเท็จจริงเป็นสิ่งตรงข้ามกับที่ออกที่รัฐบาลออกมาแจงว่าของถูกไม่แพงขึ้น
การไม่ยอมรับความจริง ยิ่งแต่จะทำให้การแก้ไขปัญหายากขึ้น ผิดทาง เสียเวลา หวนกลับมาแก้ไขไม่ทันลำพังปัญหาที่แก้ยากทุกวันนี้ ไม่รู้จะไปทางไหนก่อนหลัง ก็เพราะการดำเนินนโยบายของรัฐบาลผิดมาตั้งแต่ต้น
เพราะตอนที่ควรเก็บกระสุนไว้ในยามจำเป็น ก็ยิงแรกแจกสะบัดยังกับเป็นของฟรีไม่มีต้นทุน ทำให้ในยามลำบากต้องใช้กระสุนก็ไม่มีให้ใช้
การแก้ไขปัญหาจะออกมาอีรุงตุงนัง ยิ่งแก้ยิ่งยุง ราคามันคุมไม่ได้แก้ไม่ตก ราคาสินค้าก็แพงเป็นเงาตามตัว ทั้งหมดเป็นเงาร้ายของเศรษฐกิจซึ่งหากรัฐบาลรับมือมรสุมน้ำมันของแพงพยุงเศรษฐกิจไม่สำเร็จ รัฐบาลคงหนีไม่พ้นวาทะกรรมทางการเมือง "เอาไม่อยู่ แพงทั้งแผ่นดิน"







