
ปลัดพม.โวยโดนเด้งไม่เป็นธรรม
พนิตา แถลงเปิดใจ ยันโดนโยกย้ายพ้นเก้าอี้ปลัดพม.ไม่เป็นธรรม ร้องนายกฯ ยกเลิกมติ ครม. ขู่ร้อง กพค.ต่อ ด้านขรก.แต่งดำประท้วง ขณะที่กลุ่มสตรีแห่ให้กำลังใจ
พนิตา แถลงเปิดใจ ยันโดนโยกย้ายพ้นเก้าอี้ปลัดพม.ไม่เป็นธรรม ร้องนายกฯ ยกเลิกมติ ครม. ขู่ร้อง กพค.ต่อ ด้านขรก.แต่งดำประท้วง ขณะที่กลุ่มสตรีแห่ให้กำลังใจ
บรรยากาศที่บ้านราชวิถี ข้าราชการบางส่วนต่างพากันแต่งชุดดำ เพื่อประท้วงคำสั่งของคณะรัฐมนตรีที่ย้าย นางพนิตา กำภู ณ อยุธยา ปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ไปเป็นที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี ฝ่ายข้าราชการประจำ
ด้าน นางพนิตา แถลงข่าวเป็นทางการครั้งแรก โดยส่วนตัวรู้สึกตื้นตันใจกับกลุ่มที่มาให้กำลังใจในวันนี้ และที่ออกมาแถลงวันนี้ เพื่อปกป้องศักดิ์ศรีสตรีไทย และปกป้องข้าราชการไทยที่ถูกผู้มีอำนาจกระทำ พร้อมยืนยัน ตั้งแต่ดำรงตำแหน่งปลัด พม. วันที่ 20 กรกฎาคม 2553 ได้ดำเนินการทุกอย่าง อย่าถูกต้อง มีจุดยืนในการทำงาน
พร้อมตั้งข้อสังเกตในการโยกย้ายครั้งนี้ ว่ามีเจตนาแอบแฝง เนื่องจากคำสั่งโยกย้ายออกมาตั้งแต่วันที่ 9 มีนาคม และนำสู่พิจารณา ครม. อย่างรวดเร็ว ในวันที่ 13 มีนาคม ทั้งที่ส่วนตัวไม่ทราบมาก่อน โดยนางพนิตา ปฏิเสธที่จะชี้แจงถึงความขัดแย้งต่างๆภายในกระทรวง โดยเฉพาะเรื่องการสร้างตึกกระทรวง ตามที่มีรายงานข่าว แต่เธอมั่นใจว่า เรื่องดังกล่าวเป็นความผิดพลาด ของคำสั่ง สตง. ในการตั้งคณะกรรมการสอบผิดคน โดยในขณะนั้นเธอดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ แต่ในหนังสือของ สตง. แจ้งให้ดำเนินการทางวินัยกับปลัด พม. ในขณะนั้น เป็นกรณีข้อกล่าวหา ที่มีส่วนที่เกี่ยวข้องกับ การเก็บและรักษาเงินที่กรมประชาสงเคราะห์ได้รับ
อีกทั้ง นางพนิตา ยังตั้งข้อสังเกตถึงการปฏิบัติหน้าที่ของนายสันติ พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรี พม. ที่ตนเองได้พยายามทำหนังสือเพื่อชี้แจงแก่รัฐมนตรีในกรณีดังกล่าว เพื่อให้นายสันติ รัฐมนตรีพม. ลงนามและส่งให้สตง. แต่กลับปรากฏว่า ไม่มีการลงนามใดๆของรัฐมนตรี ขณะที่หนังสือที่ส่งมาให้รัฐมนตรีสันติ ก็ไม่มีการแจ้งตน ทำให้เธอพยายามส่งหนังสือชี้แจง สตง. ด้วยตัวเอง จึงทวงถามว่า รัฐมนตรีละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ตามมาตรา 157 หรือไม่
รวมตั้งข้อสังเกต การสอบวินัย ว่าเป็นไปตาม พรบ. ระเบียบข้าราชการพลเรือน มาตรา 91 วรรค 1 หรือไม่ และส่วนตัวยืนยันยังไม่เห็นหนังสือในการตั้งคณะกรรมการสอบวินัย และไม่มีการแจ้งให้ตนรับทราบ
ซึ่งใน เวลา 15.00 น. นางพนิตาจะเดินทางไปยังทำเนียบรัฐบาล เพื่อยื่นหนังสืออุทธรณ์ต่อนายกรัฐมนตรี เพื่อให้เพิกถอนมติครม. วันที่ 13 มีนาคม 2555 และให้ยกเลิกคำสั่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนทางวินัย เนื่องจาก เป็นคำสั่งที่ผิดกฎหมายและฟ้องผิดคน พร้อมยื่นเงื่อนเวลา ในวันอังคารหน้า 20 มีนาคม หากไม่มีความชัดเจน ในคำสั่งนายกรัฐมนตรี เธอ จะเดินทางไปยื่นหนังสือเรียกร้องความเป็นธรรมต่อคณะกรรมการพิทักษ์ระบบคุณธรรม หรือ ก. พ. ค.ต่อไป
โดยเรื่องทั้งหมดส่วนตัวไม่อยากโทษ นายสันติ พร้อมพัฒน์ และ นายกรัฐมนตรี แต่ขอถือโทษทีมกุนซือนายกรัฐมนตรี ที่รายงานข้อมูลไม่เป็นความจริง อีกทั้งเชื่อว่า จะมีผลประโยชน์แอบแฝงในเรื่องนี้ซึ่งส่วนตัวจะต่อสู้ให้ถึงที่สุด จนหมดวาระการดำรงตำแหน่ง ปลัด พม. ในวันที่ 30 กันยายน 2556
ด้าน นางจิไรรัตน์ หล่อวิไล รองนายกคณะกรรมการพัฒนาสตรี 17 จังหวัด ภาคเหนือ นำเครือข่ายสตรี กว่า 100 คน เดินทางเข้าให้กำลังใจ นางพนิตา ระบุ เสียใจที่นางพนิตา ถูกโยกย้ายเนื่องจากเป็นคนที่มีความสามารถ และให้ความสำคัญกับเด็ก สตรี คนชรา และผู้ด้อยโอกาส ซึ่งวันนี้จะมีการรวบรวมรายชื่อเพื่อเรียกร้องความเป็นธรรม ต่อนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวง และจะยื่นรายชื่อเพิ่มเติมในสัปดาห์หน้า
และเมื่อ เวลา 11.00 น.ทางเครือข่ายสภาเด็กและเยาวชนจำนวน 20 คน จะได้เดินทางไปยื่นจดหมายเปิดผนึกถึงนายกรัฐมนตรี เพื่อเรียกร้องขอความเป็นธรรมให้นางพนิตาด้วย
ด้าน นายประวัฒน์ อุตตะโมท สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย น้องชาย นางพนิตา ยืนยันภายหลังเข้าพบน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี จะทำเรื่องถึงคณะกรรมการพิทักษ์ระบบคุณธรรมและจริยธรรม(ก.พ.ค.) เพื่อฟ้องนายสันติ พร้อมพัฒน์ รมว.พัฒนาสังคมฯเพียงคนเดียว แม้ภายหลังจะได้เข้าพบน.ส.ยิ่งลักษณ์ซึ่งรับปากจะดูแลเรื่องนี้ให้แล้วก็ตาม
“การฟ้องก.พ.ค.เป็นเพื่อรักษาสิทธิของนางพนิตา และแสดงความบริสุทธิ์ว่าไม่ได้กระทำความผิด และปกป้องชื่อเสียงของวงศ์ตระกูล แต่ที่ผ่านมาเป็นการกลั่นแกล้งทางการเมืองของอดีตข้าราชการที่ตั้งตังเป็นแก็งค์ออฟโฟร์จ้องเลื่อยขาปลัดกระทรวงมานานแล้ว”นายประวัฒน์กล่าว
เมื่อถามว่าการประชุมพรรคเพื่อไทยได้มีการชี้นิ้วด่านายสันติจริงหรือไม่ นายประวัฒน์ กล่าวยอมรับว่า ได้ชี้นิ้วจริง เป็นการชี้นิดเดียวไม่ได้พูดจารุนแรงอะไร เพียงถามว่าโยกย้ายนางพนิตา ทำแบบนี้ถือเป็นการไม่ให้เกียรติกัน และในเมื่อไม่ให้เกียรติกันแบบนี้ตนเองก็จะไม่ให้เกียรตินายสันติเช่นกัน ส่วนการทำงานในพรรคก็ยังคงเหมือนเดิม เพราะยังมีคนอื่นๆพร้อมที่จะร่วมงานด้วยอยู่แล้ว







