
กางแผนลดงบฯสุขภาพภาครัฐ205หมื่นล้าน
คณิศ แสงสุพรรณ กรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (บอร์ด สปสช.) สัดส่วนผู้ทรงคุณวุฒิด้านการเงินการคลัง
โดย...ธนวัฒน์ เพ็ชรล่อเหลียน
คณิศ แสงสุพรรณ กรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (บอร์ด สปสช.) สัดส่วนผู้ทรงคุณวุฒิด้านการเงินการคลัง เสนอแนวทางลดภาระค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพของประเทศไทย ต่อที่ประชุมคณะกรรมการเพื่อลดความเหลื่อมล้ำระหว่าง 3 กองทุนประกันสุขภาพภาครัฐ เมื่อวันที่ 13 มี.ค.ที่ผ่านมา
คณิศ ระบุว่า การใช้จ่ายด้านสุขภาพในช่วงก่อนและหลังมีระบบหลักประกันสุขภาพไม่ได้เปลี่ยนแปลงเท่าใด ยังคงอยู่ในระดับ 3.6-3.7% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ หรือจีดีพี
อย่างไรก็ตาม ในปี 2555 ทั้งสามกองทุน ได้แก่ กองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ กองทุน ประกันสังคม (สปส.) และกองทุนสวัสดิการรักษาพยาบาลข้าราชการ จำเป็นต้องควบคุมค่าใช้จ่ายไม่ให้เกินประมาณการการขยายตัวของจีดีพีที่ 6.5% ดังนั้นค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพของทั้งสามกองทุนควรอยู่ในระดับไม่เกิน 6%
“เป็นไปได้ที่ระดับคุณภาพการรักษาจะดีขึ้น เพราะปัจจุบันค่าอุปกรณ์ซึ่งเฉลี่ยกับอัตราเงินเฟ้ออยู่ที่ 2-3% ส่วนต่างตรงนี้นำไปเพิ่มในบริการได้อีก”
คณิศ เสนออีกว่า สิ่งที่ทั้งสามกองทุนต้องร่วมกันทำทันที คือ ลดการใช้ยา โดยต้องมีนโยบายพร้อมกันทั้งสามกองทุน และควรมอบให้สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพรณรงค์ทั่วประเทศ
ขณะเดียวกันจำเป็นต้องกำหนดราคากลางยาและอุปกรณ์การแพทย์ในปีงบประมาณ 2556 ให้ชัดเจน โดย สปสช.ควรจะประกาศราคายาและอุปกรณ์ทางการแพทย์ที่ซื้ออยู่เพื่อเป็นบรรทัดฐานสำหรับการจัดซื้อของกองทุนอื่น โดยกองทุนใดซื้อได้ถูกกว่า สปสช.ก็ให้ซื้อไป แต่หากได้ราคาแพงกว่าก็ควรมาซื้อที่ สปสช.
นอกจากนี้ จำเป็นต้องกำหนดราคากลางในการวินิจฉัยรักษาร่วมกันทั้งสามกองทุน และนำระบบประเมินเทคโนโลยีด้านสาธารณสุขมาใช้
พร้อมกันนี้ กองทุนสวัสดิการข้าราชการ ควรแก้ปัญหาระบบการเบิกจ่ายของผู้ป่วยนอก และทบทวนว่าข้าราชการใหม่ที่จะเข้ามาในระบบ ควรได้รับมาตรฐานการรักษาเดิมหรือมาตรฐานใหม่ นั่นเพราะหากให้เหมือนเดิมจะใช้งบประมาณมาก ด้าน สปส.ก็ต้องมีมาตรการควบคุมค่าใช้จ่ายเช่นกัน
ผู้ทรงคุณวุฒิด้านการเงินการคลัง เชื่อว่าแม้ปัจจุบันการจ่ายอุดหนุนของภาครัฐเป็นไปในลักษณะที่แตกต่าง อาทิ จ่ายให้ สปสช.หัวละ 3,000 บาท ให้ข้าราชการ 1 หมื่นบาท และให้ผู้ประกันตน 2,050 บาท (รวมลูกจ้างและนายจ้างสมทบ)
ทว่าภาพที่จะเกิดขึ้นในอนาคต คือ ต้องมีระบบสาธารณสุขพื้นฐานร่วมกัน
กล่าวคือ ภาครัฐและส่วนราชการทั้งหมดจะจ่ายเงินเข้าไปยัง สปสช. จากนั้น สปสช.จะเป็นหน่วยงานที่คอยตามจ่ายให้แต่ละกองทุนเอง ส่วนกองทุนใดต้องการให้สิทธิประโยชน์หรือคุณภาพมากกว่าระบบขั้นพื้นฐานนี้ ก็ให้ทำส่วนเพิ่มกันเอง
“ทุกส่วนควรจ่ายให้ สปสช.ในอัตราหัวละ 3,000 บาท เพื่อสร้างระบบประกันพื้นฐานทั้งหมดของประเทศ และหากทำเช่นนี้แล้ว เด็กที่เกิดใหม่หรือบุคคลที่ทำงานแตกต่างกันก็ยังจะอยู่ในระบบเดียวกัน ท้ายที่สุดต้นทุกต่อเดือนก็จะลดลง”
อดีตที่ปรึกษารองนายกรัฐมนตรี โอฬาร ไชยประวัติ ให้ภาพอีกว่า เมื่อเปรียบเทียบ 3 กองทุน ระบบสวัสดิการข้าราชการอยู่ในจุดสูงสุด ดังนั้นหากอีก 2 ระบบ ขึ้นมาถึงสวัสดิการข้าราชการก็จะถือเป็นระบบเดียวกัน แต่ทว่าข้อเท็จจริงคงเป็นไปได้ยาก
ดังนั้น ในช่วงที่ระบบกำลังวิ่งไปข้างหน้า จึงมี 2 วิธีที่สร้างมาตรฐานเดียวกัน 1.ควบคุมให้สวัสดิการข้าราชการโตขึ้นอย่างช้าๆ และให้อีก 2 ระบบเพิ่มขึ้นตามไปเรื่อยๆ กระทั่งสามารถไปพบกันในจุดหนึ่ง 2.ทำครั้งเดียวพร้อมกันทั้งสามกองทุน คือ สร้างมาตรฐานพื้นฐานเอาไว้ แล้วจากนั้นกองทุนใดอยากจะเพิ่มก็ค่อยๆ เพิ่ม ซึ่งตรงตามที่ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เสนอ
“หากทำได้ตามนี้จะประหยัดงบ ประมาณภาครัฐได้ถึง 2.5 หมื่นล้านบาทต่อปี”
ทั้งนี้ ที่ประชุมรับข้อเสนอ และนายกรัฐมนตรีได้มอบหมายให้แต่ละหน่วยงานกลับไปวางมาตรการลดภาระค่าใช้จ่าย ก่อนจะหารือร่วมกันอีกครั้งใน 3 เดือนข้างหน้า







