
'สองเด้ง'เกมยุบพรรค พท.สกัด 'ปชป.' กระทบชิ่งองค์กรอิสระ
เปิดฉากสวนกลับด้วยการยื่นเรื่องให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) พิจารณายุบพรรคประชาธิปัตย์
โดย...ธนพล บางยี่ขัน
เปิดฉากสวนกลับด้วยการยื่นเรื่องให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) พิจารณายุบพรรคประชาธิปัตย์ จากการรณรงค์ขึ้นป้ายต่อต้านการแก้ไขรัฐธรรมนูญของ สส.สงขลา ซึ่งถือเป็นมาตรการตอบโต้เอาคืนของ “เพื่อไทย” หลังปล่อยให้ “ประชาธิปัตย์” ปลุกกระแสคัดค้านรุมถล่มเงื่อนงำความเคลือบแคลงเบื้องหลังการแก้ไขรัฐธรรมนูญ
การถูกโจมตีอย่างหนักด้วยประเด็นร้อนที่สังคมอ่อนไหว ทั้งการรื้อ “สถาบัน-องค์กรอิสระ-ตุลาการ” ไปจนถึงข้อครหาว่าเป้าที่แท้จริงเพื่อใครคนใดคนหนึ่ง หรือกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง ยังทำให้การเร่งเดินหน้าผลักดันแก้ไขรัฐธรรมนูญเที่ยวนี้ต้องเผชิญหน้ากับแรงเสียดทานมากขึ้นเรื่อยๆ สะท้อนผ่านจำนวนและกิจกรรมของกลุ่มก้อนต่างๆ ที่ออกมาเคลื่อนไหวคัดค้าน
การงัดประเด็น “ยุบพรรค” มาเล่นงาน “ประชาธิปัตย์” ในฐานะหัวหอกต่อต้านการแก้ไขรัฐธรรมนูญ จึงเป็นยุทธศาสตร์ “เตะสกัด” ไม่ให้ความพยายามจุดกระแสคัดค้านการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่กำลังตื่นตัวลุกลามขยายแนวร่วมไปมากกว่านี้
ด้วยข้อจำกัดของเสียงในสภาแค่ 159 เสียง รวมเสียงพรรคร่วมฝ่ายค้านทั้งหมดยังแค่ปริ่มๆ 200 เสียง ย่อมไม่อาจต้านทานเสียงข้างมากในสภาที่ผ่านความเห็นชอบในวาระแรก และตั้งคณะกรรมาธิการขึ้นมาพิจารณา
และแม้จะพยายามเรียกร้องให้เขียนเป็นลายลักษณ์อักษร มัดไม่ให้สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) เข้าไปแตะต้องในประเด็นสถาบันพระมหากษัตริย์ที่เปราะบาง หรือปิดทางไม่ให้แก้ไขเพื่อเอื้อประโยชน์ล้มคดีความผิดในอดีต แต่หากเสียงข้างมากยังดึงดันไม่เอาด้วย ความพยายามของฝ่ายค้านก็ยากที่จะคัดค้านสำเร็จ
ทางออกด้วยการเบนเป้าออกไปเคลื่อนไหวนอกสภา คู่ขนานกับการพิจารณาแก้ไขรัฐธรรมนูญในสภา ด้วยการติดป้ายรณรงค์ จัดสัมมนาในพื้นที่ต่างๆ ทั่วประเทศ โดยเฉพาะพื้นที่ภาคใต้ ในฐานะฐานเสียงสำคัญ พร้อมประกาศเป็นจุดยืนจับต้องได้ในชื่อ “ปฏิญญาหาดใหญ่” ระหว่างประชุมสาขาพรรค 14 จังหวัดภาคใต้ จึงเดินหน้าไปอย่างรวดเร็ว
การประกาศว่าจะไปยื่นเรื่องต่อ กกต.ให้พิจารณายุบพรรคประชาธิปัตย์ ในวันที่ 15 มี.ค. ด้วยการอ้างอิงถึงข้อความด้วยป้ายรณรงค์ที่สส.สงขลา พรรคประชาธิปัตย์ จัดทำ รวมทั้งถ้อยคำปราศรัยว่าเข้าข่ายหมิ่นเหม่การกระทำที่เป็นปฏิปักษ์ต่อระบอบประชาธิปไตยหรือไม่
ย่อมทำให้ “ประชาธิปัตย์” ต้องพะวงต่อและทำให้การเคลื่อนไหวนอกสภาไม่อาจเดินหน้าได้เต็มที่ รวมทั้งจะส่งผลไปถึงกลุ่มแนวร่วมเครือข่ายต่อต้านแก้รัฐธรรมนูญอื่นๆ
พิจารณาตาม มาตรา 94 ตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง ที่ “เพื่อไทย” หยิบยกมายื่นยุบประชาธิปัตย์ ไม่ว่าจะ (1) การกระทำการล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ตามรัฐธรรมนูญ หรือเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจในการปกครองประเทศ โดยวิธีการซึ่งมิได้เป็นไปตามวิถีทางที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ หรือกระทำการตามที่รัฐธรรมนูญให้ถือว่าเป็นการกระทำเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจโดยวิธีการดังกล่าว
(2) กระทำการอันอาจเป็นปฏิปักษ์ต่อการปกครองระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ตามรัฐธรรมนูญ
(3) กระทำการอันอาจเป็นภัยต่อความมั่นคงของรัฐทั้งภายในและภายนอกราชอาณาจักร หรือขัดต่อกฎหมาย หรือความสงบเรียบร้อย หรือศีลธรรมอันดีของประชาชน
ทว่า จากข้อความบนป้ายรณรงค์ “ต่อต้านการล้มสถาบัน ต่อต้านการแก้ ม.112 ต่อต้านการแก้รัฐธรรมนูญ เพื่อระบอบทักษิณ” ยังไม่มีน้ำหนักเพียงพอที่จะเอาผิดถึงขั้นยุบพรรค
ในฐานะคณะทำงานด้านกฎหมายที่ผ่านคดียุบพรรคมา 2 รอบ “ถาวร เสนเนียม” สส.สงขลา และรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ออกมายืนยันว่าการขึ้นป้ายดังกล่าวไม่เข้าข่ายความผิดถึงขั้นยุบพรรค ไม่ว่าจะเป็นมาตรา 68 มาตรา 237 ของรัฐธรรมนูญ หรือ พ.ร.บ.พรรคการเมือง
มองลึกกว่านั้น การยื่นยุบพรรคประชาธิปัตย์จึงอาจไม่ใช่แค่การส่งสัญญาณปรามการเคลื่อนไหวคัดค้านแก้รัฐธรรมนูญ แต่ยังอาจถูกนำไปขยายผลต่อเนื่องดึง “ประชาธิปัตย์” ให้ตกอยู่ในสถานะตัวประกัน เพื่อบีบให้ร่วมแก้รัฐธรรมนูญในประเด็น “ยุบพรรค” ที่หลายพรรคการเมืองเห็นตรงกันว่าเป็นอุปสรรคต่อการทำงานการเมือง
โดยเฉพาะประเด็นนี้ที่สุ่มเสี่ยงต่อการวิพากษ์วิจารณ์ว่าแก้ไขเพื่อตัวเอง แม้ขั้นตอนจะมี ส.ส.ร.รับหน้าที่เป็นคนลงมือแก้ไขก็ตาม ทำให้จำเป็นที่จะต้องแสวงหาความร่วมมือกับทุกฝ่าย โดยเฉพาะกับประชาธิปัตย์ที่ยืนยันมาตลอดในความบริสุทธิ์ และจะขอต่อสู้ไปตามกระบวนการ โดยไม่ยอมตกเป็นตัวประกัน แล้วต้องถูกบีบให้ร่วมมือทำในสิ่งที่ไม่อยากทำ
อีกด้านหนึ่ง การยื่นยุบประชาธิปัตย์ยังเชื่อมโยงไปถึงการแก้ไขรัฐธรรมนูญในประเด็น “องค์กรอิสระ” ที่มีสัญญาณจากพรรคเพื่อไทยชัดเจนว่าต้องการเข้าไปแก้ไข สอดรับกับความพยายามที่ผ่านมากับการปลุกกระแสสองมาตรฐาน ไม่ต่างจากการยุบพรรคประชาธิปัตย์เมื่อครั้งที่ผ่านมา ซึ่งหลังประชาธิปัตย์ไม่ถูกยุบ ถูกนำมาจุดประเด็นความเป็นสองมาตรฐาน ในขณะที่พรรคพลังประชาชนถูกยุบ พร้อมเรียกร้องให้มีการเปลี่ยนแปลงองค์กรอิสระ
ถึงขั้นที่ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ที่ออกมายืนยันว่าไม่กังวลที่พรรคเพื่อไทยจะยื่นยุบพรรคประชาธิปัตย์ เพราะไม่ได้ทำอะไรผิด แต่เป็นห่วงว่าหากพรรคไม่ถูกยุบ จะถูกปลุกระดมว่าเป็นสองมาตรฐาน หรือเป็นพรรคที่มีเส้น
การยื่นเรื่องให้ยุบพรรคประชาธิปัตย์เที่ยวนี้ ย่อมมีผลกระทบต่อการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่ต้องจับตาอย่างใกล้ชิด







