
อังคณาแถลงครบ8ปีสมชายสูญหาย
อังคณาออกแถลงการณ์ครบ8ปีทนายสมชายสูญหาย ชี้ดีเอสไอ กระบวนการยุติธรรมไทยไร้ประสิทธิภาพ
อังคณาออกแถลงการณ์ครบ8ปีทนายสมชายสูญหาย ชี้ดีเอสไอ กระบวนการยุติธรรมไทยไร้ประสิทธิภาพ
นางอังคณา นีละไพจิตร ภรรยานายสมชาย นีละไพจิตร ทนายความมุสลิมที่สูญหายไป ออกแถลงการณ์ในวาระครบรอบ 8 ปี "การบังคับสูญหาย"ของนายสมชาย นีละไพจิตร ทนายความนักสิทธิมนุษยชน ว่า เป็นความไร้ประสิทธิภาพของกรมสอบสวนคดีพิเศษและกระบวนการยุติธรรมไทย มีเนื้อหา ดังนี้
วันที่ 12 มีนาคม 2555 เป็นวันครบรอบ 8 ปีการบังคับสูญหายนายสมชาย ที่ให้ความช่วยเหลือทางคดีแก่ผู้ต้องหาคดีความมั่นคงในจังหวัดชายแดนภาคใต้ แม้ที่ผ่านมารัฐบาลทุกรัฐบาลจะแสดงความตั้งใจในการให้ความสำคัญในการคลี่คลายคดีการบังคับสูญหายแต่ก็ยังไม่ปรากฏว่าคดีจะมีความก้าวหน้า
ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 11 มี.ค.2554 ศาลอุทธรณ์ได้อ่านคำพิพากษายกฟ้องเจ้าหน้าที่ตำรวจทั้ง 5 นาย จากความผิดฐานกักขังหน่วงเหนี่ยวและความผิดต่อเสรีภาพ อีกทั้งยังตัดสิทธิของครอบครัวในการเข้าเป็นโจทก์ร่วม ซึ่งการพิพากษาคดีในครั้งนั้น ถือว่ามีความสำคัญอย่างยิ่ง มิใช่เพียงแต่ต่อคดีนายสมชาย นีละไพจิตร หากแต่ยังส่งผลต่อประเด็นเรื่องความยุติธรรม สิทธิมนุษยชน และหลักนิติธรรมของประเทศไทยด้วย เพราะคดีนี้ถือเป็นคดีสาธารณะ ที่ผู้รักความเป็นธรรม รวมถึงองค์กรสิทธิมนุษยชนทั้งในประเทศ และระหว่างประเทศให้ความสนใจและติดตามอย่างต่อเนื่อง
เนื่องจากคดีนี้ เป็นคดีการลักพาตัวและบังคับสูญหายที่เกิดจากการกระทำของเจ้าหน้าที่รัฐ ซึ่งนอกจากจำเลยที่เป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจ 5 นาย ที่ตกเป็นผู้ต้องหาคดี ยังมีผู้ที่เกี่ยวข้องในข้อหาดังกล่าว ที่เป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจชั้นผู้ใหญ่อีกหลายนาย ที่รัฐยังไม่สามารถนำตัวเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมได้
คำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ เมื่อวันที่ 11 มีนาคม 2554 จึงแสดงให้เห็นถึงความไร้ประสิทธิภาพของกระบวนการยุติธรรมไทย ในการนำผู้กระทำผิดมาลงโทษ ทั้งความไร้ประสิทธิภาพในการคุ้มครองพยาน การไม่มีกฎหมายที่เพียงพอและจำเป็น อีกทั้งยังแสดงถึงความจงใจในการปกป้องเจ้าหน้าที่ โดยการที่พยานหลักฐานสำคัญถูกทำลาย และไม่ปรากฏในเอกสารที่ส่งศาล และแม้กรมสอบสวนคดีพิเศษจะรับคดีนายสมชาย นีละไพจิตรเป็นคดีพิเศษ แต่จนถึงปัจจุบันนับเป็นเวลา 7 ปี กลับพบว่าไม่มีความก้าวหน้าทางคดี การทำงานที่ล่าช้า และความไม่เต็มใจในการทำคดีของกรมสอบสวนคดีพิเศษทำให้พยานหลายคนถูกคุกคาม และไม่มีความมั่นใจในการให้การเป็นพยาน
แม้รัฐบาลปัจจุบัน จะแสดงเจตจำนงในการคุ้มครองมิให้บุคคลสูญหายจากการกระทำของเจ้าหน้าที่รัฐโดยการร่วมลงนามในอนุสัญญาการระหว่างประเทศว่าด้วยการคุ้มครองมิให้บุคคลทุกคนถูกบังคับให้สูญหาย ขององค์การสหประชาชาติ เมื่อวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2555 หากแต่การที่ยังมีการปรับแก้กฎหมายภายในให้การบังคับสูญหายเป็นอาชญากรรม ทำให้ความหวังของครอบครัวในการเข้าถึงความจริง ความยุติธรรม และการได้รับการชดเชยจากรัฐไม่อาจเกิดขึ้นได้







