
มาร์ค แก้ปากท้องดีกว่า ปู โพลระบุรัฐบาลแข็งแกร่งขึ้น
พรรคประชาธิปัตย์ในฐานะฝ่ายค้าน เวลานี้เดินหน้าลุยตรวจสอบรัฐบาลหนักหน่วง
พรรคประชาธิปัตย์ในฐานะฝ่ายค้าน เวลานี้เดินหน้าลุยตรวจสอบรัฐบาลหนักหน่วง ทั้งเรื่องการเมืองและนโยบายปัญหาปากท้องของประชาชน
ล่าสุด “ชวนนท์ อินทรโกมาลย์สุต” โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ได้เปรียบเทียบการทำงานระหว่างรัฐบาลพรรคเพื่อไทยกับรัฐบาลประชาธิปัตย์ ในช่วง 7 เดือนที่ผ่านมาเกี่ยวกับการแก้ปัญหาปากท้องของประชาชน ซึ่งเห็นได้ชัดว่านโยบายของรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ ดีกว่ารัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์
“นายชวนนท์” บอกว่า เรื่องราคาน้ำมันดีเซลที่วันนี้รัฐบาลเพื่อไทยทำขึ้นมาถึง 31.73 ต่อลิตร แต่ถ้าพรรคประชาธิปัตย์ยังเป็นรัฐบาลในวันนี้ราคาน้ำมันจะอยู่ที่ 29.99 ต่อลิตร เช่นเดียวกับราคาก๊าซแอลพีจีและก๊าซเอ็นจีวี ขณะนี้รัฐบาลขึ้นราคาแอลพีจี 0.75 เอ็นจีวี 0.50 บาท จนราคาแอลพีจีจะขึ้นในวันที่ 16 มี.ค. 20.33 บาทต่อกิโลกรัม ก๊าซเอ็นจีวี ราคา 10 บาทต่อกิโลกรัม
อย่างไรก็ตาม หากพรรคประชาธิปัตย์เป็นรัฐบาลก๊าซแอลพีจีตรึงอยู่ที่ 18.08 บาทต่อกิโลกรัม ส่วนก๊าซเอ็นจีวีจะอยู่ที่ 08.50 บาทต่อกิโลกรัม ส่วนในเรื่องค่าไฟฟ้าฟรีพรรคประชาธิปัตย์ให้ใช้ไฟฟรีไม่เกิน 90 หน่วยต่อเดือน แต่รัฐบาลนี้กลับลดให้ใช้ไฟฟ้าฟรีเพียง 50 หน่วยต่อเดือน โดยใช้เทคนิคไม่อยากอุ้มคนจนจำนวนมาก จึงลากเส้นลงมาให้คนจนเหลือน้อยจะได้ไม่ต้องอุ้มชูคนจนน้อยลง บ้านที่ได้ใช้ไฟฟรีคือบ้านที่ไม่มีตู้เย็นใช้ไฟได้ไม่กี่ดวงเท่านั้น
ขณะที่เรื่องอาหารสำเร็จรูปยุคพรรคประชาธิปัตย์ ขายข้าวแกงจานละ 30 บาท บวกไข่ดาว 35 บาท แต่รัฐบาลนี้ข้าวตามสั่งแบบเดียวกันบวกไข่ดาวราคา 50 บาท
ด้านนโยบายด้านสังคม ซึ่งพรรคประชาธิปัตย์มีนโยบายเรียนฟรี 15 ปี แต่รัฐบาลชุดนี้ไม่ได้ให้เงินอุดหนุนค่าเทอมครบทุกโรงเรียน รวมถึงเรื่องการแจกแท็บเล็ตยังไม่มีความแน่นอน ส่วนนโยบายเบี้ยผู้สูงอายุในรัฐบาลประชาธิปัตย์ 57.7 ล้านคน ได้ประโยชน์ แต่ขณะนี้ประชาชนหวังว่าจะคงเบี้ยผู้สูงอายุแบบขั้นบันได ซึ่งการอนุมัติงบประมาณยังติดขัด
นอกจากนี้ ที่สำคัญคือนโยบายจำนำสินค้าเกษตรที่มีปัญหาทุจริต แต่สมัยรัฐบาลประชาธิปัตย์ได้เปลี่ยนเป็นการประกันรายได้มีเกษตรกรได้ประโยชน์ 35.5 ล้านราย ผลผลิตเสียหายเกษตรกรก็ไม่ขาดทุน แต่ขณะที่รัฐบาลชุดนี้ถ้าเกษตรที่ไม่ได้เข้าโครงการรับจำนำข้าวก็จะไม่ได้รับเงินชดเชย
“นายชวนนท์” กล่าวอีกว่า เรื่องกองทุนน้ำมันในสมัยประชาธิปัตย์เป็นรัฐบาลบริหารจัดการกองน้ำมันได้บริหารความเหมาะสมทางด้านการเงิน ทำให้มีเงินเหลือดูแลจัดการความมั่นคงทางพลังงานไม่เป็นหนี้ รวมทั้งยังสามารถชำระหนี้กองทุนน้ำมันได้เกือบหมด แต่รัฐบาลชุดนี้บริหาร 7 เดือน กองทุนน้ำมันก็ติดลบจำนวนมาก และขณะนี้รัฐบาลนี้กู้เงิน 2 หมื่นล้านบาท และมีหนี้เพิ่ม 3 หมื่นล้านบาท ซึ่งเป็นสาเหตุที่ นายอารักษ์ ชลธาร์นนท์ รมว.พลังงาน ออกมายกเลิกกองทุนน้ำมัน เพราะบริหารกองทุนน้ำมันจนเสียหาย เพื่อสนองเรื่องประชานิยมโฆษณาหาเสียงในช่วงการเลือกตั้งเท่านั้น
ทั้งนี้ ถ้ายกเลิกกองทุนน้ำมันในช่วงเดือน ต.ค. อย่างที่ รมว.พลังงาน ระบุราคาแก๊สหุงต้มต่อถังจะมีราคาขึ้นสูง
อย่างไรก็ตาม วันเดียวกันเอแบคโพลล์ได้เปิดเผยผลสำรวจประชาชน ใน 17 จังหวัด เรื่องความแข็งแกร่งมั่นคงของรัฐบาลในสายตาประชาชน” พบว่า ประชาชนส่วนใหญ่หรือ 76.4% ระบุว่า รัฐบาลมีความแข็งแกร่งมั่นคงค่อนข้างมากถึงมากที่สุด และ 46.8% เห็นว่านายกรัฐมนตรี น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร กำลังมีความเป็นผู้นำมากขึ้น ในขณะที่ 30.1% ระบุเหมือนเดิม และ 23.1% ระบุว่าลดลง
สำหรับความเชื่อมั่นต่อแกนนำนักการเมืองที่เคยถูกตัดสิทธิทางการเมือง (กลุ่มบ้านเลขที่ 111) กลับมาเป็นรัฐมนตรีแก้ปัญหาเดือดร้อนของชาวบ้านนั้น พบว่าส่วนใหญ่ 61.7% เชื่อมั่น โดย 44.8% เห็นว่าควรจะปรับเข้ามาแบบค่อยเป็นค่อยไป ในขณะที่ 25.2% ระบุควรปรับใหม่หมดทั้งคณะ
ทั้งนี้ เมื่อถามถึงความกังวลต่อเรื่องความขัดแย้งจากการแก้ไขรัฐธรรมนูญ กับความกังวลเรื่องปัญหาปากท้อง ราคาสินค้า ค่าครองชีพที่สูงขึ้น พบว่าส่วนใหญ่ 63.9% กังวลเรื่องปัญหาปากท้อง ราคาสินค้า ค่าครองชีพที่สูงขึ้นมากกว่า ในขณะที่ 24.0% กังวลเรื่องความขัดแย้งจากการแก้ไขรัฐธรรมนูญมากกว่า







