
ประชามตือย่างไรถึงจะยุติวิกฤตรธน.ได้
ถึงวันนี้ เชื่อว่า การเดินหน้าร่าง/แก้รัฐธรรมนูญคงไม่มีใครมาขวางได้
โดย...ไชยันต์ ไชยพร
ถึงวันนี้ เชื่อว่า การเดินหน้าร่าง/แก้รัฐธรรมนูญคงไม่มีใครมาขวางได้ เหตุผลได้แก่ รัฐธรรมนูญฉบับ 2550 มีปัญหาในเรื่องที่มาเป็นผลพวงรัฐประหาร อีกทั้งมีหลายมาตราที่ถูกโจมตีว่าไม่เป็นประชาธิปไตย ที่สำคัญคือ พรรคเพื่อไทยในฐานะที่ได้เสียงข้างมากในสภาได้รณรงค์หาเสียงว่า จะไปแก้รัฐธรรมนูญ เมื่อเข้าสภามาก็ทำตามที่สัญญา อีกทั้งก็ได้แถลงเป็นนโยบายของรัฐบาลไปเรียบร้อยแล้วด้วย ดังนั้น สิ่งที่ประชาชนจะทำได้ก็คือ หาทางที่จะแสดงความคิดเห็นว่าต้องการให้รัฐธรรมนูญมีและไม่มีอะไร ภาคประชาชนต่างๆ ก็สามารถจัดเวทีอภิปรายแสดงจุดยืนความต้องการของตนให้สาธารณะได้รับทราบเพื่อเอาไปคิดต่อว่าเห็นด้วยหรือไม่ ซึ่งก็คือ การประชาพิจารณ์นั่นเอง และเพื่อให้ประชาพิจารณ์ได้อย่างกว้างขวางและให้มีการปรึกษาหารือถกเถียงกันอย่างเต็มที่ ไหนๆ ก็ต้องการให้รัฐธรรมนูญเป็นประชาธิปไตยและน่าจะดีกว่าฉบับที่แล้วๆ มา รัฐบาลและรัฐสภาจึงไม่ควรที่จะเร่งรัดหรือวางเงื่อนเวลาไว้สั้นเกินไป หากกำหนดเวลาไว้อย่างเร่งรัด รับรองได้เลยว่า จะเกิดปัญหาแน่นอน
ประชาชนจำนวนไม่น้อยมีความวิตกกังวลว่า การแก้/ร่างรัฐธรรมนูญใหม่นี้จะเอื้อประโยชน์ปลดคดีและโทษให้ พ.ต.ท.ทักษิณ หากพวกเขาได้แสดงจุดยืนอย่างชัดเจนแล้ว แต่ก็ไม่เป็นผล พวกเขาอาจจะออกมาชุมนุมประท้วงยืดเยื้อ ถึงแม้ว่าทางฝ่ายรัฐบาลหรือสภาจะออกมาบอกว่า หากไม่ชอบที่ร่างมา ก็ให้ไปลงคะแนนประชามติไม่รับ แต่แน่นอนว่า มุขนี้ไม่ช่วยอะไรเท่าไรนัก เพราะหากเกณฑ์การผ่านประชามติใช้เสียงข้างมากธรรมดา (เพียงได้เกินร้อยละ 50) เชื่อว่าอย่างไรเสีย จำนวนประชาชนที่สนับสนุนพรรคเพื่อไทยและกลุ่มพี่น้องเสื้อแดง นปช. ก็คงทำให้ร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่นี้ได้เสียงข้างมาก เพราะในการเลือกตั้งวันที่ 3 ก.ค. 2554 จำนวนผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้งทั้งหมดคือ 32,525,504 เป็นคะแนนเสีย 1,726,051 ดังนั้น คะแนนดีทั้งหมดจะตกอยู่ที่ 30,799,453 และในคะแนนดีที่ว่านี้ เป็นของพรรคเพื่อไทยเสีย 15,744,190 คิดเป็นร้อยละได้ประมาณ 51 ของคะแนนดีทั้งหมด ส่วนคะแนนของประชาธิปัตย์คือ 11,433,762 คิดเป็นร้อยละ 37 ดังนั้น ถ้าในการลงประชามติรับร่างรัฐธรรมนูญใหม่นี้ใช้เกณฑ์เสียงข้างมากธรรมดา ร่างฯ ก็ผ่านแน่นอน แต่แม้ว่าร่างฯ จะผ่าน แต่ความชอบธรรมจะไม่มี ยิ่งถ้าชนะกันไม่มากนักในทางร้อยละอย่างที่เกิดขึ้นในการลงประชามติรับร่างรัฐธรรมนูญ 2550 ที่ฝ่ายรับได้ร้อยละ 51.81 ในขณะที่ฝ่ายไม่รับได้ร้อยละ 42.19 และหลังจากนั้น ปัญหาความขัดแย้งแตกแยกก็ดำรงอยู่ต่อไปจนถึงทุกวันนี้ เพราะทั้งสองฝ่ายมีกำลังไม่ต่างกันอย่างทิ้งขาด ซึ่งผู้เขียนได้เสนอให้ใช้เกณฑ์ข้างมากพิเศษมาตั้งแต่ประชามติคราวที่แล้ว แต่ได้ผล
เพื่อไม่ให้เกิดปัญหา การลงประชามติรับร่างรัฐธรรมนูญในครั้งนี้ ควรใช้เสียงข้างมากพิเศษ ต้องได้ 2 ใน 3 จึงจะผ่าน ในระบบสากล การแก้ไขรัฐธรรมนูญซึ่งถือว่าเป็นเรื่องสำคัญยิ่งของประเทศ เขาจะใช้ระบบเสียงข้างมากพิเศษกันทั้งนั้น เพื่อมิให้เกิดปัญหาตามมา หากรัฐบาลและสภาฉลาดพอใช้เสียงข้างมากพิเศษ ก็เท่ากับช่วยรักษาเสถียรภาพการเมืองไว้ได้ กลุ่มที่ไม่เห็นด้วยจะไม่มีข้ออ้างอะไรในการออกมาขับเคลื่อนการเมืองบนท้องถนนได้มากนัก
ลองมาคิดดูกันเล่นๆ โดยใช้ตัวเลขการเลือกตั้ง 3 ก.ค. 2554 เป็นตัวตั้ง หากใช้เกณฑ์ 2 ใน 3 ในการทำประชามติครั้งต่อไป ฝ่ายสนับสนุนร่างจะชนะก็ต่อเมื่อได้คะแนนเสียง 20,532,968 หมายความว่า พรรคเพื่อไทยและ นปช.จะต้องหาเพิ่มจากที่เคยได้ตอนชนะเลือกตั้งอีก 4,788,778 เสียง ทีนี้เรามาดูตัวเลขคะแนนของพรรคร่วมรัฐบาลปัจจุบัน และสมมติว่าพรรคร่วมรับร่างฯ คะแนนเสียงทั้งหมดของพรรคร่วมคือ 1,839,216 (ชาติไทยพัฒนา 906,656 ชาติพัฒนาเพื่อแผ่นดิน 494,894 พลังชล 178,110 มหาชน 133,772 ประชาธิปไตยใหม่ 125,784) รวมกับคะแนนเสียงพรรคเพื่อไทยแล้วก็ยังไม่ถึง 2 ใน 3 อยู่ดี ขาดไป 2,949,562 (4,788,778–1,839,216) เชื่อว่าอีกเกือบสามล้านเสียงนี้ ฝ่ายที่อยากรับร่างต้องไปหาจากประชาชนที่เป็นพลังเงียบ เพราะจะไปดึงจากแฟนประชาธิปัตย์หรือพันธมิตรฯ ย่อมเป็นไปไม่ได้ และเสียงพลังเงียบที่ยังไม่ใช่แฟนพันธุ์แท้ของพรรคการเมืองใดจะเป็นตัวตัดสินชี้ชะตาว่ารัฐธรรมนูญจะผ่านหรือไม่
ฝ่ายสนับสนุน (เพื่อไทยและ นปช. พรรคร่วมฯ) จะต้องไปหาเสียงกับพลังเงียบนี้พอๆ กับที่ฝ่ายไม่รับ (ประชาธิปัตย์ กลุ่มหลากสี กลุ่มสยามฯ พันธมิตรฯ) ต้องหาทางดึงไว้ให้ไม่รับ ซึ่งก็ถือว่าแฟร์ดี เพราะต่างฝ่ายต่างต้องยกเหตุผลข้อดีข้อเสียของร่างรัฐธรรมนูญมาชักจูงโน้มน้าวพลังเงียบ ถ้าฝ่ายรับชนะ นั่นคือ ได้คะแนนเสียง 2 ใน 3 ข้อพิพาทในเรื่องรัฐธรรมนูญนี้ก็จะต้องยุติไปอย่างถูกต้องชอบธรรม เพราะมันเป็นเสียงส่วนใหญ่ของผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้งจริง ไม่ใช่แค่เกินครึ่งธรรมดา แต่ถ้ารัฐบาลหรือผู้เกี่ยวข้องในการกำหนดกติกาประชามติดันทุรังใช้เกณฑ์เสียงข้างมากธรรมดา วิกฤตการเมืองในส่วนของรัฐธรรมนูญนี้ก็ดำรงอยู่ต่อไป
(ส่วนหนึ่งของงานวิจัย ภายใต้โครงการพัฒนามหาวิทยาลัยวิจัยแห่งชาติ ปีงบประมาณ 2555 ความมั่นคงของมนุษย์ เรื่อง “การพัฒนาระบอบการเมืองประชาธิปไตยเพื่อความเป็นธรรมและเสมอภาคในกระแสการเปลี่ยนแปลงของสังคมไทย” (HS1068A) สนับสนุนโดย สกอ. ตุลาคม 2554-กันยายน 2555)







