
เสรีภาพ
คำว่า “เสรีภาพ” คงจะเป็นคำที่คุ้นหูทุกท่านเป็นอย่างดี
โดย...เจษฏ์ โทณะวณิก
คำว่า “เสรีภาพ” คงจะเป็นคำที่คุ้นหูทุกท่านเป็นอย่างดี แต่ถ้าเราลองถามกันดูหรือเราลองพลิกดูการใช้ต่างๆ เท่าที่เราพบเห็นกันมา เราจะพบว่ามีการใช้คำคำนี้ในหลายๆ รูปแบบมาก 1.ใช้โดดๆ โดยมีความหมายในตัวเอง 2.ใช้สลับกันหรือแทนกันกับคำว่า “สิทธิ” (ซึ่งจะได้พูดถึงคำว่า “สิทธิ” ในคำรบต่อไปที่คุยกัน)3.ใช้คู่กันกับคำว่า “สิทธิ” ซึ่งมักจะเป็นการเขียนติดกันเป็น “สิทธิเสรีภาพ” เลย และอื่นๆ อีกหลายลักษณะ
ไม่ว่าใครจะมีมุมมองอะไร แบบไหน อย่างไร “เสรีภาพ” ก็เป็นสิ่งที่ผู้คนทั้งหลายจะต้องตระหนักถึงสารัตถะของมัน การคงอยู่ของมัน ความหมาย การใช้ การนำมาซึ่งสิ่งต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับมัน โดยเฉพาะเมื่อเราหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องอยู่ร่วมกับสิ่งมีชีวิตอื่น ยิ่งเป็นสิ่งมีชีวิตที่เรียกว่า “มนุษย์” หรือ “คน” ด้วยแล้ว ยิ่งต้องสร้างความตระหนัก หรือจิตสำนึกร่วมกันในความสำคัญของคำว่า “เสรีภาพ”
หากเราจะมองคำว่า “เสรีภาพ” อย่างเป็นวิชาการหน่อย คำคำนี้ไม่ว่าจะโดยปรัชญา ทฤษฎี หรือความหมายใด ดูเหมือนจะเป็นคำที่กว้างมากจนอาจจะหานิยามชัดๆ ได้ยาก ซึ่งคำว่า “เสรีภาพ” นี้เมื่อพิจารณาภาษาต่างๆ ที่ไม่ใช่ภาษาไทยอาจจะมีคำที่แปลความหมายมาเป็นภาษาไทยว่า “เสรีภาพ” ได้หลายคำในภาษาเหล่านั้น ยกตัวอย่างภาษาอังกฤษ ซึ่งคำสองคำที่น่าจะแปลมาเป็น “เสรีภาพ” ได้ก็คงจะเป็น “Freedom” กับ “Liberty”
เสรีภาพที่เรียกว่า Freedom กับ Liberty ต่างกันอย่างไร
หากจะพิจารณากันแบบไม่ซับซ้อน คำว่า “เสรีภาพ” อธิบายโดยใช้คำภาษาอังกฤษว่า “Freedom” นั้น คือ เสรีภาพในลักษณะที่มุ่งไปที่ความเป็น “อิสระ” ของบุคคล โดยมองว่ามนุษย์ทุกรูปทุกนามควรจะมีอิสระในด้านต่างๆ โดยไม่ถูกครอบงำไม่ว่าทางใด เช่น มีอิสระในทางความคิด คือ ไม่มีใครไปกำหนดให้คิด มีอิสระในการใช้ชีวิต คือ ไม่มีใครไปกำหนดชีวิตให้ ซึ่งการมอง “เสรีภาพ” บนพื้นฐานของความเป็นอิสระนี้ เป็นการมองตามความเป็นจริงของสิ่งมีชีวิตซึ่งอาจจะมองมาที่มนุษย์เป็นหลัก หากแต่แท้จริงแล้วความเป็นอิสระนั้นมีไว้สำหรับทุกสรรพสิ่ง หรือมองให้แคบกว่านั้นคือสำหรับทุกสรรพชีวิต
ยกตัวอย่างง่ายๆ ต้นไม้ก็มีเสรีภาพ เพราะต้นไม้ควรจะได้ดำรงอยู่อย่างอิสระ ไม่มีใครไปยุ่งเกี่ยวกับเขา สัตว์ต่างๆ โดยเฉพาะสัตว์ป่าควรจะมีเสรีภาพของเขาในอันที่จะอยู่ จะทำ จะกิน จะผสมพันธุ์กันอย่างไรก็ได้ มนุษย์ก็มีอิสระในอันที่จะทำอะไรก็ได้โดยไม่ถูกผูกมัด หรือกำหนดกะเกณฑ์โดยอะไรทั้งสิ้น
เสรีภาพเช่นที่ว่าไปนั้นคือ เสรีภาพตามความเป็นจริง ไม่อิงกับสังคม กฎหมาย หรืออะไรทั้งสิ้น เข้าทำนองว่าใครอยากจะทำอะไรทำ ทำเต็มที่ ซึ่งเงื่อนไขประการเดียวที่อาจจะมีอยู่สำหรับเสรีภาพในมุมมองเช่นนี้คือ คนทุกคน สัตว์ทุกตัว ต้นไม้ทุกต้น ต่างก็สามารถทำเช่นเดียวกันได้ ดังนั้นเมื่อสิ่งมีชีวิตหนึ่งอ้างเอาเสรีภาพของตนในลักษณะนี้ สิ่งมีชีวิตอื่นก็อ้างได้เช่นกัน เมื่อมีการอยู่ร่วมกันของสิ่งมีชีวิตหลายๆ สิ่งหรือคนหลายๆ คน ก็อาจจะกลายเป็นระบบการอยู่ร่วมกันแบบอนาธิปไตย (Anarchy) หรืออีกนัยหนึ่งคือ การอยู่กันแบบไม่มีขื่อมีแป
ส่วน “เสรีภาพ” เมื่อมองในมุมของคำภาษาอังกฤษว่า Liberty นั้น แม้จะมีพื้นฐานต่างๆ ร่วมกันกับคำว่า Freedom อยู่พอสมควร หากแต่แกนหมุนหรือแกนหลักนั้นต่างกัน เสรีภาพแบบ Liberty นั้นเป็นมุมมองเสรีภาพแบบมีสังคม นั่นคือ มองเสรีภาพในมุมที่แคบลงมากว่า Freedom ซึ่งมองเสรีภาพตามความเป็นจริง ไม่ผูกยึดโยงกับความมีสังคมหรือไม่มี
เมื่อเสรีภาพที่ใช้คำภาษาอังกฤษว่า Liberty เป็นเสรีภาพในสังคม (ซึ่งอาจจะไม่ได้จำกัดอยู่เพียงสังคมมนุษย์ก็เป็นได้ เพียงแต่เราอาจจะไม่ได้ไปพิจารณากันลงลึกถึงสังคมของสิ่งมีชีวิตอื่น) ดังนั้น เสรีภาพดังกล่าวจะมีส่วนที่เหมือนกับเสรีภาพที่เรียกว่า Freedom หากแต่มีข้อจำกัด คือ สังคม เมื่อมีสังคมเป็นข้อจำกัด ดังนั้นเมื่อมีการอ้างเสรีภาพจากบุคคลหนึ่งในสังคม ก็จะต้องดูว่าบุคคลอื่นๆ ในสังคมนั้นจะมองการอ้างเสรีภาพเช่นนั้นว่าอย่างไร หากมีการอ้างและใช้เสรีภาพในสังคมไปล่วงล้ำก้ำเกินผู้อื่นที่อยู่ในสังคมนั้น ผู้คนอื่นที่ถูกล่วงล้ำก้ำเกินนั้นก็ย่อมจะไม่ยอม ซึ่งอาจจะมีการเรียกร้องให้เลิกการใช้เสรีภาพนั้นหรืออาจจะมีการตอบโต้การใช้เสรีภาพเช่นนั้นได้
การพิจารณาเสรีภาพ ไม่ว่าจะเป็นเสรีภาพโดยคำว่า Freedom หรือ Liberty ย่อมมีเสรีภาพทั้งทางบวก (Positive Freedom or Liberty) และทางลบ (Negative Freedom or Liberty) ซึ่งการใช้เสรีภาพในทางบวกนั้น ไม่ว่าจะใช้แบบเสรีภาพตามความเป็นจริงแบบ Freedom หรือเสรีภาพในสังคมแบบ Liberty ก็คงจะไม่มีปัญหาอะไร เช่น ใช้เสรีภาพในการคิด จะคิดอะไรก็คิดไป เสรีภาพในการช่วยเหลือผู้อื่น เสรีภาพในการบริจาคทาน เสรีภาพในการนับถือศาสนา สิ่งเหล่านี้คงจะไม่ไปก่อให้เกิดผลกระทบต่อใคร
แต่หากเราใช้เสรีภาพในทางลบ เช่น การพูดจาพาดพิงถึงบุคคลอื่นๆ ในลักษณะที่อาจจะไม่เป็นที่ชอบใจของใคร หรือการว่ากล่าวจนอาจจะถึงขั้นให้ร้ายหรือด่าทอผู้คน ไม่ว่าจะเป็นการใช้เสรีภาพตามความเป็นจริงแบบ Freedom หรือเสรีภาพในสังคมแบบ Liberty ก็อาจจะถูกตอบโต้จากบุคคลผู้ได้รับผลกระทบ หรือบุคคลที่มองว่าตนเองได้รับผลกระทบได้ หรือการใช้เสรีภาพในการกระทำต่อบุคคลอื่นๆ เช่น การที่เราทำร้ายคนอื่นก็ย่อมจะก่อให้เกิดผลที่ตามมา คือ หากเป็นรูปแบบไม่มีสังคมก็คงจะเผชิญการทำร้ายกลับ หากเป็นรูปแบบมีสังคมก็อาจจะมีการตอบโต้จากคนในสังคม ซึ่งอาจจะเป็นการทำร้ายกลับหรือวิธีการอื่นที่เป็นที่ยอมรับในสังคมก็เป็นได้
เมื่อเป็นเช่นนี้ การใช้เสรีภาพในทางบวกไม่ว่าจะเป็นแบบ Freedom หรือ Liberty ย่อมจะไม่ก่อทุกข์ ก่อโทษให้กับใคร แต่ถ้าเป็นการใช้เสรีภาพในทางลบ ไม่ว่าจะเป็นแบบ Freedom หรือ Liberty ย่อมมีแนวโน้มที่จะนำมาซึ่งทุกข์ โทษ หรือแม้กระทั่งความขัดแย้ง ซึ่งอาจจะลุกลามบานปลายได้ ดังนั้นการอ้างและการใช้เสรีภาพจึงต้องกระทำอย่างมีวิจารณญาณ จึงจะไม่ก่อให้เกิดสิ่งไม่ดีหรือความเดือดร้อนขึ้นต่อตนเองและผู้อื่น







