
เตือนรัฐหยุดกู้ตรึงก๊าซ-น้ำมัน
ตลาดโลกขึ้นแรงหมื่นล้านเอาไม่อยู่ บางจากรอขยับเบนซิน-ดีเซล40สต.
ตลาดโลกขึ้นแรงหมื่นล้านเอาไม่อยู่ บางจากรอขยับเบนซินดีเซล40สต.
เตือนกู้โปะกองทุนน้ำมันฯ เพิ่มหมื่นล้าน อุ้มก๊าซ แค่พอกหนี้ระยะยาว ต้านราคาโลกไม่อยู่ หวั่นรัฐหวนกลับใช้นโยบายอุ้มน้ำมันอีก
นายมนูญ ศิริวรรณ ผู้เชี่ยวชาญด้านพลังงาน เปิดเผยว่า การเพิ่มเพดานกู้เงินของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงจะสร้างภาระหนี้ในระยะยาว และเชื่อว่าวงเงินกู้ 1-2 หมื่นล้านบาท ก็ไม่เพียงพอกับการดูแลก๊าซหุงต้ม (แอลพีจี) ตลอดจนราคาพลังงานอื่นๆ เนื่องจากต้องใช้เงินอีกจำนวนมาก
ประเด็นที่ต้องติดตามคือ ราคาน้ำมันดีเซลที่ปรับเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง และอาจส่งผลกระทบต่อต้นทุนสินค้า เป็นห่วงว่าหากราคาดีเซลปรับสูงขึ้นมากกว่านี้ รัฐบาลจะกลับมาตรึงราคา โดยใช้เงินกองทุนน้ำมันฯ อีกหรือไม่ เพราะไม่เช่นนั้นคงต้องกู้เงินเสริมสภาพคล่องอีกหลายหมื่นล้านบาท
กระทรวงพลังงานควรพิจารณาทยอยปรับขึ้นราคาแอลพีจีทุกภาค เพื่อลดภาระกองทุนน้ำมันฯ ในการชดเชยราคาและการนำเข้าแอลพีจี เนื่องจากราคาน้ำมันแอลพีจีตลาดโลกปรับสูงขึ้นมาอยู่ที่ 1,100 เหรียญสหรัฐ/ตัน จากปกติอยู่ที่ 800-900 เหรียญสหรัฐ/ตัน
“ถ้ากองทุนน้ำมันฯต้องกู้เงินเพิ่มคงอีกหลายหมื่นล้านบาท ถึงจะพอกับการอุ้มราคาพลังงาน ควรจะหันมาทบทวนนโยบายการตรึงราคามากกว่า โดยเฉพาะแอลพีจี ถ้าสามารถปรับราคาตรงไหนได้ก็ควรทำ ทางที่ดีควรทำให้กองทุนน้ำมันฯมีสถานะเป็นบวกให้เร็วที่สุด เพื่อเก็บไว้เป็นเครื่องมือในการดูแลราคาน้ำมันในภาวะฉุกเฉินจะดีกว่า”นายมนูญ กล่าว
นายอนุสรณ์ แสงนิ่มนวล กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท บางจากปิโตรเลียม กล่าวว่า ภาระกองทุนน้ำมันฯ ส่วนใหญ่จะนำไปดูแลแอลพีจี และการกู้เงินจำนวนเท่านี้คงไม่เพียงพอกับการดูแลในระยะยาว ซึ่งไม่อยากเห็นภาระหนี้กองทุนน้ำมันฯ สูงถึง 9 หมื่นล้านบาท เหมือนในอดีตอีก ดังนั้นควรหาทางเพิ่มรายได้ให้กับกองทุนน้ำมันฯ โดยเฉพาะการเพิ่มอัตราการจัดเก็บกองทุนน้ำมันฯ ของน้ำมันเบนซิน 95 และ 91 แต่ดีเซลคงเก็บเพิ่มไม่ได้อีก เพื่อดูแลประชาชนไปก่อน
สำหรับแนวโน้มราคาน้ำมันมีโอกาสขึ้นอีก ขอดูราคาน้ำมันสำเร็จรูปตลาดสิงคโปร์และตลาดโลกก่อน หากราคายังขยับขึ้นต่อเชื่อว่าราคาขายปลีกจะปรับขึ้นอีก 40 สต./ลิตร
นายสุเทพ เหลี่ยมศิริเจริญ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) กล่าวภายหลังการประชุมคณะทำงานทบทวนต้นทุนราคาเอ็นจีวี ว่า ได้กำหนดกรอบการศึกษาต้นทุนราคาเนื้อก๊าซฯ ต้องแล้วเสร็จภายในวันที่ 17 เม.ย. โดยขอบเขตการพิจารณามี 2 เรื่อง ได้แก่ 1.ต้นทุนราคาเนื้อก๊าซฯ จากทุกแหล่ง ทั้งในอ่าวไทย พม่า และราคานำเข้าก๊าซธรรมชาติเหลว (แอลเอ็นจี) 2.ต้นทุนค่าดำเนินการในการบริหารจัดการของ ปตท.ที่ต้องนำมาศึกษาร่วมกัน เพื่อให้ได้ข้อสรุปก่อนเสนอกระทรวงพลังงานต่อไป
นายยู เจียรยืนยงพงศ์ ประธานสหพันธ์การขนส่งทางบกแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ในการศึกษาราคาต้นทุนเนื้อก๊าซฯ ต้องการให้ ปตท.แยกต้นทุนการนำเข้าแอลเอ็นจีออก ไม่ต้องนำมาคำนวณกับสูตรต้นทุนราคาเอ็นจีวีในอ่าวไทยและพม่า เพราะแอลเอ็นจีที่นำเข้ามีราคาสูงและถูกนำไปผลิตไฟฟ้า ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนเอ็นจีวีได้ 25% ของราคาต้นทุนเนื้อก๊าซฯ ที่ ปตท.แจ้งไว้ 8.39 บาท/กก.







