posttoday
เมื่อ'จี20'ส่ายหน้า ยุโรปต้องช่วยตัวเองก่อน!

เมื่อ'จี20'ส่ายหน้า ยุโรปต้องช่วยตัวเองก่อน!

27 กุมภาพันธ์ 2555

กระจ่างชัดและชัดเจนอย่างยิ่ง สำหรับท่าทีของกลุ่มประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่ หรือ จี20

โดย...ธนพล ไชยภาษี

กระจ่างชัดและชัดเจนอย่างยิ่ง สำหรับท่าทีของกลุ่มประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่ หรือ จี20 ในระหว่างการประชุมของกลุ่มที่กรุงเม็กซิโก ซิตี ในเม็กซิโก ที่บอกกันตรงๆ ชัดๆ ว่า จี20 จะหารือกันว่าจะให้บริจาคเงินช่วยเหลือเข้าสมทบทุนในกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) ตามที่ร้องขอเพื่อป้องกันวิกฤตการเงินจากยุโรปไม่ให้ลุกลามออกไปนั้นยุโรปจำเป็นที่จะต้อง

1.ยุโรปต้องเพิ่มเกราะป้องกันของตัวเองให้อยู่ในระดับที่ปลอดภัยเสียก่อน

2.ยุโรป โดยเฉพาะชาติที่รับความช่วยเหลือจากไอเอ็มเอฟต้องปฏิบัติตามเงื่อนไข และกฎระเบียบของไอเอ็มเอฟอย่างเคร่งครัด

ย้อนรอยกลับไปเมื่อไม่กี่เดือนที่ผ่านมานั้น

กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) กำลังถูกมองว่าเป็น “แหล่งเงิน” แห่งสุดท้ายที่จะให้ความช่วยเหลือกับยุโรป และเป็นปราการสำคัญที่จะช่วยป้องกันไม่ให้วิกฤตหนี้ยุโรปลุกลามออกไปมากกว่านี้

นั่นเป็นเพราะว่ายุโรปกำลังขาดแหล่งเงินทุนของตัวเองอย่างหนัก แม้ว่ายุโรปจะมีกองทุนตัวช่วยของตัวเองอยู่แล้ว 2 กองทุนในปัจจุบัน คือ 1.กองทุนรักษาเสถียรภาพการเงินยุโรป (อีเอฟเอสเอฟ) และ 2.กองทุนกลไกรักษาเสถียรภาพการเงินยุโรป (อีเอสเอ็ม) ซึ่งมีเงินทุนอยู่รวมกันประมาณ 7.5 แสนล้านยูโร

แต่ท่ามกลางความวิตกกังวลว่า หากสถานการณ์วิกฤตหนี้ในยุโรปลุกลามไปยังประเทศที่ใหญ่กว่า เช่น สเปน และอิตาลี และออกไปในภาคการเงินนั้น กองทุนที่มีอยู่เหล่านั้นจะไม่เพียงพอต่อการแก้ปัญหาที่อาจจะเกิดขึ้น

นั่นคือเหตุผลว่า เพราะเหตุใดยุโรปจึงหันหน้าเตรียมพึ่งพาไอเอ็มเอฟ กองทุนการเงินของโลกที่ยุโรปเป็นผู้กุมบังเหียนอยู่อย่างเต็มที่ จนทำให้ไอเอ็มเอฟต้องวิงวอนทั่วโลกว่า ต้องการสมทบทุนเข้ากองทุนให้ได้อีกราว 5-6 แสนล้านเหรียญสหรัฐ จากเดิมที่มีอยู่ในปัจจุบันราว 3.58 แสนล้านเหรียญสหรัฐ

เมื่อ'จี20'ส่ายหน้า ยุโรปต้องช่วยตัวเองก่อน!

 

และเมื่อรวม 2 กองทุนของยุโรปเข้ากับทุนของไอเอ็มเอฟในปัจจุบันซึ่งมีอยู่ 7.5 แสนล้านยูโร หรือ 1 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ และที่กำลังจะเรี่ยไรโดยไอเอ็มเอฟอีก 5-6 แสนล้านเหรียญสหรัฐนั้น จะทำให้มียอดทั้งหมดอยู่ที่ 1.95 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งเป็นมูลค่าที่คาดว่าน่าจะเพียงพอรับมือกับวิกฤตหนี้ยุโรปที่อาจจะลุกลามกลายเป็นวิกฤตการเงินโลกได้

อย่างไรก็ตาม ก็ต้องยอมรับว่าหลายประเทศมหาอำนาจ ซึ่งเป็นสปอนเซอร์หลักๆ ของไอเอ็มเอฟมาโดยตลอดนั้นกำลังอยู่ในสภาวะ “ถังแตก” สหรัฐเองถึงกับออกตัวแรงว่า “ไม่” ส่วนญี่ปุ่นจากที่เคย “ใจป๋า” มาตลอดนั้น ล่าสุดญี่ปุ่นเองได้แต่เกริ่นว่าอาจจะควักให้ 5 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐเท่านั้น

ดังนั้น เป้าหมายแหล่งทุนใหม่ที่ยุโรปและไอเอ็มเอฟกำลังฝากความหวังไว้ในขณะนี้ก็คือ กลุ่มประเทศกำลังพัฒนา โดยเฉพาะประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจขนาดใหญ่ เช่น จีน อินเดีย หรือบราซิล ซึ่งเป็นสมาชิกกลุ่มประเทศ จี20 ด้วยเช่นกัน

การประชุมของกลุ่มรัฐมนตรีคลังและเจ้าหน้าที่ระดับสูงของธนาคารกลางกลุ่มจี20 ที่กรุงเม็กซิโก ซิตี เมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา จึงถูกตั้งความหวังไว้สูงว่าจะมีท่าทีตอบรับ และความคืบหน้าของการสมทบทุนเข้าไอเอ็มเอฟของ จี20 ในครั้งนี้

หวังมากก็อาจจะผิดหวังมากเช่นกัน เมื่อท่าทีจากเม็กซิโก ซิตี นั้นชัดเจนว่าจะไม่มีข้อสรุปต่อเรื่องนี้อย่างแน่นอน และยุโรปจำเป็นที่จะต้องหันไปสร้างปราการทางการเงินของตัวเองให้แน่นหนาเสียก่อน ก่อนที่จะมาหวังเงินจาก จี20

เป็นการตอกกลับยุโรปไปอย่างตรงๆ ว่า ยุโรปต้องช่วยตัวเองก่อน

แน่นอนว่าปัญหาการระดมทุนเพิ่มทั้งในกองทุนรักษาเสถียรภาพการเงินยุโรป (อีเอฟเอสเอฟ) และกองทุนกลไกรักษาเสถียรภาพการเงินยุโรป (อีเอสเอ็ม) นั้น เป็นสิ่งที่ยุโรปปวดหัวมาโดยตลอด

ทั้งสองกองทุนนั้นมีเงินรวมกันอยู่ที่ราว 7.5 แสนล้านยูโรเท่านั้น หลังจากที่แผนจะขยายกองทุนเหล่านี้ไปเป็นถึง2 ล้านล้านยูโร ล้มไม่เป็นท่า เพราะเยอรมนีไม่เอาด้วย ซึ่งแน่นอนว่ากลไกของยุโรปที่มีอยู่นั้นไม่เพียงพอแน่นอนหากวิกฤตหนี้ลุกลามจากกรีซไปยังอิตาลี สเปน หรือโปรตุเกส และกลายเป็นวิกฤตการเงินยุโรปขึ้น

หนึ่งในอุปสรรคสำคัญต่อการขยายกองทุนนี้ก็คือ

1.ยุโรปไม่มีเงิน และ

2.พี่ใหญ่ของยูโรโซนอย่าง เยอรมนีซึ่งมี “เงินหนา” มากที่สุดของกลุ่มก็ส่ายหน้ามาตลอดว่าจะไม่ควักกระเป๋าจ่ายเงินให้ส่วนกลางอีกต่อไป หลังจากที่ช่วยมาหลายครั้งจนทำให้เกิดกระแสต่อต้านอย่างหนักจากภายในประเทศอย่างรุนแรง ว่าเพราะเหตุใดคนเยอรมันจึงต้องเสียภาษีไปช่วยคนกรีซ หรือคนอิตาลี หรือคนสเปน ที่บริหารประเทศอย่างฟุ่มเฟือยและไร้วินัยการคลัง

“ความไม่ต้องการ” ที่จะควักเงินเพิ่มของเยอรมนียังสะท้อนให้เห็นได้ชัดในความช่วยเหลือก้อนที่ 2 ของสหภาพยุโรป และไอเอ็มเอฟที่ให้กับกรีซนั้น เยอรมนีก็เป็นผู้ผลักดันหลักที่ทำให้เกิดเงื่อนไขที่ว่ากลุ่มเจ้าหนี้ต้องยอมลดหนี้ให้กรีซด้วย ซึ่งหมายความว่าเจ้าหนี้ต้องยอม “เจ็บตัว” ด้วยกัน ไม่ใช่เอะอะอะไรก็ต้องให้เยอรมนีเป็นฝ่ายช่วยอยู่แต่เพียงฝ่ายเดียว

อีกทั้งท่าทีจากฝ่ายการเมืองและเจ้าหน้าที่ระดับสูงเมืองเบียร์ก็มีท่าทีรุนแรงต่อกรีซมาหลายครั้ง ในทำนองที่อยากให้กรีซออกไปจากกลุ่มยูโรโซนไปเสียปัญหาจะได้จบๆ ไป

เท่านั้นยังไม่พอ เยอรมนี ยังเห็นว่า การเพิ่มทุนในกองทุนช่วยเหลือทั้ง2 กองทุนดังกล่าวนั้น ยังจะทำให้ชาติสมาชิกยูโรโซนที่มีปัญหานั้นเสียนิสัยแทนที่จะเร่งปฏิรูปเศรษฐกิจและดำเนินนโยบายประหยัดอย่างจริงจัง ก็จะทำแต่นั่งแบมือรับความช่วยเหลือต่อไป

ในที่สุดประเทศเหล่านี้ก็จะเริ่มผ่อนคลายมาตรการรัดเข็มขัด และการปฏิรูปเศรษฐกิจลง เพราะเห็นว่าอย่างไรเสียก็มีกองทุนคอยช่วยเหลือรออยู่

ดังนั้น จากที่ท่าทีของ จี20 ในครั้งนี้จึงส่งแรงเสียดทานไปยังเยอรมนีในทันที ว่าจะทำอย่างไรกันต่อกับการเพิ่มเกราะป้องกันทางการเงินของยุโรปในครั้งนี้

จากปัญหาหนี้ในกลุ่มยูโรโซนถูกโยนออกไปให้เป็นปัญหาของไอเอ็มเอฟ และถูกเตะออกไปให้กับ จี20 ก่อนจะถูกเตะกลับมายังยูโรโซนอีกครั้ง ทำให้ทุกฝ่ายกลับมาจับจ้องและฝากความหวังไว้ที่เยอรมนีอีกครั้ง

ว่าในที่สุดแล้ว รัฐบาลเมืองเบียร์อาจจะเปลี่ยนจุดยืน และท่าทีต่อการขยายกองทุนช่วยเหลือทั้งสองของยุโรปในเร็วๆ นี้ เพื่อแลกกับความช่วยเหลือมหาศาลจาก จี20 ผ่านไอเอ็มเอฟ ซึ่งจะเปิดการหารือกันอีกครั้งในเดือน เม.ย.นี้ โดยมีวิกฤตหนี้ที่อาจจะลุกลามจนกลายเป็นวิกฤตการเงิน และวิกฤตเศรษฐกิจโลกครั้งใหม่ อันจะเป็นโจทย์สำคัญที่ทั้งเยอรมนี ยูโรโซน และ จี20ต้องนั่งคิดกันต่อว่าจะทำยังไงกันต่อไป

หรือจะโยนปัญหากันไปมาต่อไป

 

ข่าวล่าสุด

โรงเรียนนานาชาติบูมแตะ 280 แห่ง จับตาศึกชิงเด็ก-ขึ้นค่าเทอมพยุงรายได้

โรงเรียนนานาชาติบูมแตะ 280 แห่ง จับตาศึกชิงเด็ก-ขึ้นค่าเทอมพยุงรายได้