
รัฐบาล...ติดปีกพรก.-รธน.ฉลึย!!!
การเมืองรอบสัปดาห์ที่ผ่านมายังคงร้อนแรงต่อเนื่อง
การเมืองรอบสัปดาห์ที่ผ่านมายังคงร้อนแรงต่อเนื่อง
ล่าสุดหลังที่ประชุมร่วมรัฐสภาพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ 3 ฉบับ ที่เสนอโดยคณะรัฐมนตรี (ครม.) พรรคเพื่อไทย (พท.) และพรรคชาติไทยพัฒนา (ชทพ.) เป็นเวลากว่า 32 ชั่วโมง ที่ประชุมได้ลงมติโดยใช้วิธีลงคะแนนเปิดเผย โดยขานชื่อสมาชิกทีละคนแล้วให้โหวตว่าจะรับร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญหรือไม่ โดยจากจำนวนสมาชิกทั้งสองสภามี 648 เสียง ต้องใช้เสียงเห็นชอบไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่ง คือ 324 ของจำนวนสมาชิกทั้งหมด ปรากฏว่าคะแนนเสียงส่วนใหญ่รับหลักการทั้งสามร่าง ด้วยคะแนน 399 ต่อ 199 งดออกเสียง 14 พร้อมยึดร่างของรัฐบาลในการพิจารณาแปรญัตติภายใน 30 วัน
บรรยากาศการอภิปรายส่วนใหญ่พุ่งเป้าประเด็นเป็นห่วงในเรื่อง “สถาบัน” ที่ สส.และ สว. จำนวนมากเรียงแถวขึ้นมาอภิปรายเรียกร้องไปยังรัฐบาลให้หลักประกันว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญจะไม่แตะต้องหมวด 2 เกี่ยวกับพระมหากษัตริย์ หรือมาตราอื่นที่เกี่ยวข้องกับองค์กรอิสระ เพราะแม้เนื้อหาการแก้ไขรัฐธรรมนูญจะเป็นการแก้เฉพาะมาตรา 291 เปิดทางให้มีสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) ขึ้นมาทำหน้าที่แก้ไข แต่ไม่มีหลักประกันว่า ส.ส.ร.จะไม่เข้าไปแก้ไขในเรื่องเหล่านี้
อีกด้านหนึ่งยังเป็นห่วงว่าการเปิดให้ ส.ส.ร.เข้าไปแก้ไขรัฐธรรมนูญ ยังเป็นการเซ็นเช็คเปล่าให้ไปแก้ไขรัฐธรรมนูญในมาตราใดบ้างนั้น ไม่มีกรอบเข้าไปกำหนดชัดเจน ทั้งนี้มีความเป็นห่วงว่าจากท่าทีที่ผ่านมาคณะทำงานด้านกฎหมายของ พท.คนหนึ่งเคยระบุว่า จะต้องยกเลิกองค์กรอิสระ โดยเฉพาะศาลรัฐธรรมนูญ คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เพราะมีจุดเริ่มต้นจากการรัฐประหาร 2549 อยากให้รัฐบาลระบุเป็นเงื่อนไขให้ชัดเจนในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา 291 ว่าจะไม่แตะเรื่องสถาบันและองค์กรอิสระ ไม่เช่นนั้นขั้นตอนหลังจาก ส.ส.ร.ร่างเสร็จแล้ว ต้องนำกลับมาให้สภาพิจารณาแก้ไขได้
คำชี้แจงจาก ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกรัฐมนตรี ยังคงยืนยันไม่แตะต้องในหมวดนี้ พร้อมระบุว่า รัฐบาลชุดนี้จงรักภักดี 100% ไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าใคร แต่เรามีมารยาทไม่เคยกล่าวหาใครว่าไม่จงรักภักดี เพราะทราบดีว่าทุกคนเทิดทูนสถาบันพระมหากษัตริย์เป็นล้นพ้น บางคนบอกว่าเราต้องการให้เกิดปัญหา อยากถามว่ามีรัฐบาลไหนบ้างอยากให้เกิดปัญหา และผู้ที่พยายามนำเรื่องประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 มารวมกับการแก้รัฐธรรมนูญเป็นพวกปัญญาทึบ
อีกด้านหนึ่ง สส.พท. พยายามให้น้ำหนักสนับสนุนการแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยชี้ให้เห็นถึงความชอบธรรมขององค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญปัจจุบันที่เปิดช่องให้มีองค์ประกอบจากอำนาจฝ่ายตุลาการมากเกินไป เป็นผลให้ไม่มีความเชื่อมโยงกับประชาชน
“การให้องค์ประกอบจากฝ่ายตุลาการเข้ามาดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระมากเกินไป ถือว่าไม่มีความเหมาะสม เพราะไม่ได้ยึดโยงกับประชาชน ผิดหลักประชาธิปไตยชัดเจน เช่นเดียวกับวาระการดำรงตำแหน่งที่มีถึง 9 ปี เช่น คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือศาลรัฐธรรมนูญ นับว่ามากเกินไป เพราะตามธรรมชาติถ้าใครอยู่ในอำนาจนานๆ จะกลายเป็นผู้มีอิทธิพลเสียเอง ควรลดให้เหลือเพียง 5 ปี” พ.อ.อภิวันท์ วิริยะชัย สส.บัญชีรายชื่อ พท.กล่าว
การเริ่มต้นกระบวนการแก้ไขรัฐธรรมนูญทำให้กลุ่มแนวร่วมต่อต้านการแก้ไขรัฐธรรมนูญเริ่มขยับและแสดงความไม่เห็นด้วย ทั้งกลุ่มเสื้อหลากสี กลุ่มสยามประชาภิวัฒน์ จนถึงกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (พธม.) ที่ออกมาคัดค้านการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพราะถือว่าเป็นการทำนิติกรรมอำพรางต้องการล้มล้างรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน เพื่อทำรัฐธรรมนูญใหม่ ซึ่งเรื่องนี้อาจนำไปสู่การยื่นเรื่องถอดถอน สส.และ สว. และให้ยุบพรรคการเมืองที่เกี่ยวข้องต่อไป
นอกจากนี้ กลุ่ม พธม.ได้เริ่มหยั่งเสียงเช็กขุมกำลังด้วยการนัดสมาชิกทั่วประเทศให้มาประชุมในวันที่ 10 มี.ค. แม้จะยังไม่ระบุสถานที่ที่ชัดเจน แต่ขอให้แนวร่วมเตรียมพร้อมเคลื่อนมวลชนหากมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญเปลี่ยนแปลงโครงสร้างหรือพระราชอำนาจ หรือลบล้างความผิดให้กับนักการเมืองและพวกพ้อง
ทางฝั่ง “ผู้ตรวจการแผ่นดิน” ได้อาศัยบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ มาตรา 244 แต่งตั้งคณะที่ปรึกษาจำนวน 10 คน เพื่อเสนอแนะในประเด็นที่ควรจะแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยคณะที่ปรึกษา ประกอบด้วย นรนิติ เศรษฐบุตร อดีตประธาน ส.ส.ร. ปี 2550 วิษณุ เครืองาม อดีตรองนายกรัฐมนตรี บวรศักดิ์ อุวรรณโณ เลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า สุรพล นิติไกรพจน์ อดีตอธิการบดี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ สมบัติ ธำรงธัญวงศ์ ธีรภัทร์ เสรีรังสรรค์ ศุภชัย ยาวะประภาษ จรัส สุวรรณมาลา ปริญญา เทวานฤมิตรกุล และกิตติศักดิ์ ปรกติ
สำหรับ “ชนวนร้อน” อย่างเรื่อง พ.ร.ก. 2 ฉบับจาก 4 ฉบับ ที่ถูกโจมตีถึงความไม่เหมาะสม ซุกหนี้ หลบหนีกระบวนการตรวจสอบในสภา ที่พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) และ สว.ส่วนหนึ่งได้เข้าชื่อยื่นเรื่องต่อศาลรัฐธรรมนูญให้ดำเนินการตรวจสอบเรื่องนี้ สุดท้ายศาลรัฐธรรมนูญมีมติเป็นเอกฉันท์วินิจฉัยว่า พ.ร.ก.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อการวางระบบบริหารจัดการน้ำและสร้างอนาคตประเทศ พ.ศ. 2555 ไม่ขัดรัฐธรรมนูญ และมีมติ 7 ต่อ 2 วินิจฉัยว่า พ.ร.ก.ปรับปรุงการบริหารหนี้เงินกู้ที่กระทรวงการคลังกู้เพื่อช่วยเหลือกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน พ.ศ. 2555 เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 184 วรรค 1 และ 2
ปิดโอกาสไม่ให้ฝ่ายค้านนำประเด็นนี้ไปขยายผลยื่นถอดถอน ครม. ตามมาตรา 270 จากที่เคยออกมาแสดงความมั่นอกมั่นใจคำวินิจฉัยจะออกมาว่าการออก พ.ร.ก.ไม่เข้าเกณฑ์ตามมาตรา 184 และออกมาเรียกร้องดักคอให้รัฐบาลต้องแสดงความรับผิดชอบ หาก พ.ร.ก.ขัดรัฐธรรมนูญขึ้นมาจริงๆ
ทว่าเมื่อคำวินิจฉัยออกมาในรูปนี้ งานนี้จึงกลายเป็นใบเบิกทางสร้างความเชื่อมั่นให้รัฐบาลต่อการเดินหน้าบริหารงานประเทศ โดยเฉพาะกับภารกิจสำคัญอย่างการแก้ไขปัญหาน้ำท่วม ทั้งการเยียวยาผลกระทบที่เกิดขึ้น การฟื้นฟู และการป้องกันน้ำท่วมระลอกใหม่ที่กำลังเร่งผลักดันเต็มสูบ ด้วยเม็ดเงินจำนวนมหาศาล
ความคืบหน้าปม ว.5 ของ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ล่าสุดนายกฯ ออกมาชี้แจงผ่านเฟซบุ๊ก โดยชี้แจงเรื่องที่ถูกพาดพิงการเดินทางไปพบกลุ่มบุคคล ณ โรงแรมโฟร์ซีซั่นส์ เมื่อวันพุธที่ 8 ก.พ.ที่ผ่านมา ว่า ไม่ได้หนีการประชุมสภา ไม่รับผิดชอบต่องานสภา แต่ทราบว่าในวันดังกล่าวไม่มีประเด็นที่นายกฯ ต้องเข้าประชุมเพื่อชี้แจงต่อที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร และการพบกับกลุ่มนักธุรกิจภาคเอกชนก็ไม่มีการพูดจาเรื่องธุรกิจส่วนตัว ไม่มีการพูดถึงการเวนคืนที่ดินเพื่อเป็นที่รับน้ำหรือเป็นพื้นที่น้ำผ่าน การชะลอการประเมินราคาที่ดิน หรือเรื่องอื่นเรื่องใดที่จะเป็นการเอื้อประโยชน์ต่อผู้ใดโดยเฉพาะตามที่มีการกล่าวหา
นอกจากนี้ ยิ่งลักษณ์ ได้มอบหมายให้ทีมทนายความเข้าแจ้งความที่ สน.ลุมพินี เพื่อให้ดำเนินคดีกับสมาชิก ปชป. 4 คน ที่ออกมากล่าวหาและวิพากษ์วิจารณ์กรณีนี้ ได้แก่ ศิริโชค โสภา เทพไท เสนพงศ์ สส.ปชป. ชวนนท์ อินทรโกมาลย์สุต โฆษก ปชป. และ มัลลิกา บุญมีตระกูล รองโฆษก ปชป. รวม 3 คดี ฐานหมิ่นประมาทนายกรัฐมนตรี ที่ออกมากล่าวหาให้เกิดความเสียหาย
ผลพวงจากเรื่องนี้ทำให้ นายกฯ แต่งตั้ง สุรนันทน์ เวชชาชีวะ อดีต รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นโฆษกส่วนตัว ทำหน้าที่แจงประเด็นทางการเมืองและเรื่องที่ถูกกล่าวหาว่าไม่เหมาะสม เพราะบางเรื่องที่นายกฯ สั่งการหรือเรื่องที่ตัวนายกฯ พูดเองแล้วดูไม่เหมาะ เช่น กรณีนายกฯ เดินทางไปยังโรงแรมโฟร์ซีซั่นส์ หรือประเด็นการเมืองอื่นๆ
ปิดท้ายด้วยควันหลงเหตุระเบิด ซอยสุขุมวิท 71 จากการสอบปากคำ โมฮัมหมัด คาซาอิ ชาวอิหร่าน ผู้ต้องหา เป็นเวลา 7 ชั่วโมง ผู้ต้องหายังคงให้การภาคเสธเช่นเดิม และในชั้นนี้ยังไม่มีการตั้งข้อกล่าวหาหรือออกหมายจับเพิ่ม แต่หากหลักฐานเชื่อมโยงหรือพาดพิงใคร ก็จะนำไปสู่การตั้งข้อหาและออกหมายจับเพิ่มเติมได้ รวมทั้งยังไม่ตอบคำถามประเด็น สติกเกอร์ที่มีตัวอักษร SEJEAL
ขณะที่การประชุม ครม.สัญจรที่ จ.อุดรธานี สัปดาห์ที่ผ่านมาได้มอบหมายให้ ร.ต.อ.เฉลิม เป็นหัวหน้าปรับปรุงทีมข่าวกรอง ร่วมกับ พล.อ.ยุทธศักดิ์ ศศิประภา รองนายกฯ เพื่อบูรณาการด้านการข่าว แม้ที่ผ่านมาแต่ละหน่วยข่าวจะมีความสามารถ ทว่าไม่ได้มีการบูรณาการและแลกเปลี่ยนการข่าว ซึ่งต่อไปจะมีการแลกเปลี่ยนกัน หน่วยข่าวกรองทั้งหมดจะต้องรวมกันเป็นหนึ่ง







