
ทุกข์คนเหนือเขื่อน...พื้นที่ตกสำรวจ
696 กิโลเมตร จากเมืองหลวงอันศิวิไลซ์ ห่างออกไปในดินแดนตกสำรวจ
โดย...ธนวัฒน์ เพ็ชรล่อเหลีย
696 กิโลเมตร จากเมืองหลวงอันศิวิไลซ์ ห่างออกไปในดินแดนตกสำรวจ ที่แห่งนั้นกำลังเจิ่งนองด้วยน้ำตา ... 3,000 ชีวิตก้มหน้า ชะตากรรมเย้ยเยาะ
47 ปี ก่อนความเจริญรุกคืบ ทั่วทุกหัวระแหงของ ต.ฮอด จ.เชียงใหม่ เบ่งบาน ... ตลอด 47 ปีที่ผ่านมา เหลือเพียงความพังพาบทางความรู้สึก
ปราการคอนกรีตรูปโค้งเด่นตระหง่านตั้งขวางลำน้ำปิง สูงจากพื้น 154 เมตร ทางกว้างทอดยาว 486 เมตร เก็บกักน้ำ 13,462 ล้านลูกบาศก์เมตร โดยทั่วรู้จักเรียกเขื่อนภูมิพล ดั่งเดิมขานนามเขื่อนยันฮี
ตลอด 47 ปี ชาวบ้านดงดำดงมะกอก กระอักกระอ่วนด้วยเป็นชุมชนเหนือเขื่อน
“มันสาหัส บางปีท่วมขังเกิน 6 เดือน” ชายชราเปลือยทุกข์
ย้อนกลับไปก่อนปี 2507 ยุคริเริ่มโครงการสร้างเขื่อนภูมิพล กว่า 1,000 หลังคาเรือน ถูกภาครัฐเวียนคืนกรรมสิทธิ์ เงิน 400-700 บาท คือค่าชดเชยที่พักและที่ดินทำกินขนาด 1 ไร่
ทว่า ชาวบ้านยังคงยืนหยัดใช้ชีวิตตามวิถีเดิม แม้จะไร้สิทธิครอบครองที่ดินก็ตาม
เข้าสู่ปี 2507 ปีเดียวกับที่เขื่อนสร้างเสร็จ เกิดน้ำท่วมครั้งประวัติศาสตร์ ชาวบ้านตั้งคำถาม น้ำมหาศาลมาจากไหน?
มัย นวะโต ผู้อาวุโสบ้านดงดำ เล่าว่า เข้ามาอาศัยและทำกินในพื้นที่นี้ตั้งแต่อายุ 20 ต้นๆ ขณะนั้นมีที่ดินประมาณ 6 ไร่ ใช้ทำนาได้ผลดี กระทั่งเข้าสู่ปี 2507 ที่มีเขื่อนเป็นปีแรก ปรากฏว่าเกิดน้ำท่วมครั้งใหญ่ขึ้น ภาครัฐชดเชยค่าเสียหายให้ไร่ละ 2,000-3,000 บาท ชาวบ้านพากันหนีออกจากพื้นที่
“น้ำท่วมอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย ตั้งตัวไม่ทัน ตอนนั้นไม่มีใครบอกได้ว่าทำไมถึงท่วม”
เฒ่าในวัย 74 ปีนี้ เล่าอีกว่า หลังจากน้ำท่วมจนที่ทำกินเสียหาย ชาวบ้านต่างย้ายออกไปจากพื้นที่เดิมอีก 3 กิโลเมตร จากนั้นเริ่มปลูกถั่วลิสง ละหุ่ง จนน้ำแห้งและเข้าสู่ปี 2508 ชาวบ้านจึงตัดสินใจตั้งรกรากใหม่ขึ้นในพื้นที่ 3 กิโลเมตรนี้ และยังลักลอบเข้ามาทำกินในพื้นที่เดิมซึ่งถูกเวียนคืนกรรมสิทธิ์
ทว่า ในปี 2534 พื้นที่ 3 กิโลเมตรดังกล่าว ถูกประกาศให้เป็นอุทยานแห่งชาติ ผู้อพยพจึงถูกเปลี่ยนสถานะเป็นผู้บุกรุกทันที
“เราใช้ชีวิตอยู่ไปเรื่อยๆ กระทั่งปี 2518 น้ำก็ท่วมอีกครั้ง จนเข้าสู่ปี 2534 เราก็กลายเป็นคนผิดกฎหมาย ไม่มีทั้งที่อยู่และที่ทำกิน” ปู่มัยย้อนอดีต โดยหลังจากนั้นบ้านดงดำดงมะกอก ถูกน้ำท่วมใหญ่อีก 4 ครั้ง คือ ปี 2538, 2545, 2549 และ 2554
รัฐธรรมนูญปี 2550 มาตรา 66 บัญญัติไว้ว่า บุคคลซึ่งรวมกันเป็นชุมชน ชุมชนท้องถิ่น หรือชุมชนท้องถิ่นดั่งเดิม ย่อมมีสิทธิอนุรักษ์หรือฟื้นฟูจารีตประเพณี ภูมิปัญญาท้องถิ่น ศิลปวัฒนธรรมอันดีของท้องถิ่นและของชาติ และมีส่วนร่วมในการจัดการ การบำรุงรักษา และการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม รวมทั้งความหลากหลายทางชีวภาพอย่างสมดุลและยั่งยืน
มาตรา 67 ระบุว่า สิทธิของบุคคลที่จะมีส่วนร่วมกับรัฐและชุมชนในการอนุรักษ์ บำรุงรักษา และการได้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติและความหลากหลายทางชีวภาพ และในการคุ้มครอง ส่งเสริม และรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อม เพื่อให้ดำรงชีพอยู่ได้อย่างปกติและต่อเนื่องในสิ่งแวดล้อม ที่จะไม่ก่อให้เกิดอันตรายต่อสุขภาพอนามัย สวัสดิภาพ หรือคุณภาพชีวิตของตน ย่อมได้รับความคุ้มครองตามความเหมาะสม
มิติหนึ่งชาวบ้านคือผู้บุกรุก ... ผิดกฎหมาย
มิติหนึ่งชาวบ้านควรได้รับการเยียวยา ปัญหาควรได้รับการแก้ไข ... ตามสิทธิชุมชนที่พึงได้รับตามรัฐธรรมนูญ
ศศิน เฉลิมลาภ เลขาธิการมูลนิธิสืบนาคะเสถียร เห็นว่า แม้ชาวบ้านจะเข้าไปอยู่อาศัยและทำกินโดยไม่มีกฎหมายรองรับในหลายพื้นที่ แต่ในเรื่องของสิทธิความเป็นธรรมและมนุษยธรรมแล้วโดยหน้าที่ รัฐบาลก็มีหน้าที่โดยตรงที่จะต้องช่วยเหลือเยียวยา ไม่ใช่อ้างว่าไม่มีกฎหมายรองรับแล้วปล่อยปละละเลย เหมือนที่ทำกับคนเหนือเขื่อนกลุ่มนี้
จงกล โนจา รองนายกองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) ฮอด ฉายภาพความเป็นอยู่ของชาวบ้านเหนือเขื่อนว่า ปัจจุบันชาวบ้านยังคงมีอาการหวาดผวาน้ำ โดยเฉพาะเมื่อปลายปี 2554 ที่ผ่านมา ประเทศไทยประสบกับวิกฤตการณ์อุทกภัย ชาวบ้าน ต.ฮอด ยิ่งหวาดระแวงว่าเขื่อนภูมิพลจะกักเก็บน้ำมากกว่าปกติ เพื่อช่วยพื้นที่ภาคกลาง
จงกล บอกว่า ที่ผ่านมาชาวบ้านทุกข์เหมือนๆ กัน แต่ไม่มีใครคิดจะต่อสู้ นั่นเพราะไม่รู้จักช่องทางและไม่มีความรู้ จึงได้แต่ก้มหน้ารับชะตากรรมต่อไปจากรุ่นสู่รุ่น แต่ตั้งแต่ปี 2549 เป็นต้นมา เริ่มเกิดกระบวนการชุมชนขึ้น การจัดการโดยภาครัฐเริ่มเปิดช่องว่างให้ชาวบ้านมีส่วนร่วม
“ผู้นำชุมชนประชุมร่วมกันเพื่อจัดทำข้อตกลง และหาฉันทามติต่อแนวทางการแก้ปัญหา จากนั้นจึงกลับไปจัดตั้งชาวบ้านให้เข้ามาอบรม และยังช่วยกันทำข้อมูลประวัติศาสตร์ท้องถิ่นเพื่อให้รู้จักรากเหง้า ซึ่งใช้เป็นเครื่องยืนยันว่าชาวบ้านเป็นผู้บุกเบิกพื้นที่ ไม่ได้เป็นผู้บุกรุก” รองนายก อบต.ฮอด ระบุ
จงกล บอกอีกว่า การดำเนินการเริ่มเห็นเป็นรูปธรรมขึ้นบ้างแล้ว ประเมินว่าชาวบ้าน 50-60% เริ่มตื่นตัวและรู้จักรักษาสิทธิของตัวเองมากขึ้น อย่างไรก็ตามการต่อสู้ตามรัฐธรรมนูญและการเรียกร้องใดๆ ท้ายที่สุดแล้วต้องมาจากความต้องการที่แท้จริงของชาวบ้านเท่านั้น ที่สำคัญไม่จำเป็นต้องเร่งรีบประสบความสำเร็จใน 1 หรือ 2 ปี ต้องทำไปเรื่อยๆ จนกว่ารากฐานจะแข็งแกร่ง
นิพันธ์ ทองคำ นายก อบต.ฮอด ยอมรับว่า ตั้งแต่เข้ามาบริหารงานในพื้นที่แห่งนี้ งบประมาณที่ได้รับจัดสรรส่วนใหญ่หมดไปกับการแก้ปัญหาน้ำท่วมซ้ำซาก เมื่อน้ำท่วมจบก็แก้ปัญหาภัยแล้งต่อ สุดท้ายจึงไม่เหลืองบประมาณเพื่อพัฒนางานด้านอื่นๆ ที่สำคัญไม่พบหน่วยงานใดๆ เข้ามาเยียวยาหรือช่วยเหลืออย่างจริงจัง
“ชาวบ้านเคยรวมตัวกันเรียกร้อง เพราะทนความยากลำบากไม่ไหว สิ่งที่ได้กลับมาคือถุงยังชีพเท่านั้น ถามว่าคุณสร้างเขื่อนแล้วเอาน้ำมาท่วมเรา แต่ไม่เคยมาสนใจเยียวยาเรา ทุกวันนี้เราจะต่างอะไรไปจากสัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำ ที่ต้องคอยลุ้นว่าน้ำมาตอนไหนแล้วก็หนี” นายก อบต.ฮอด กล่าว
นิพันธ์ เรียกร้องว่า สิ่งที่ชาวบ้านต้องการมี 2 เรื่อง คือ 1.อยากให้ช่วยยกระดับถนนในพื้นที่ที่ถูกน้ำท่วมให้สูงขึ้น เนื่องจากระดับน้ำที่ท่วมสูงถึง 3 เมตร ทำให้ทุกครั้งที่เกิดน้ำท่วมถนนจะถูกตัดขาดทั้งหมด เส้นทางสัญจรของคนใน ต.ฮอด ใช้การไม่ได้ 2.อยากให้คืนโฉนดที่ดินบริเวณที่น้ำท่วมไม่ถึง แต่ถูกเวียนคืนไปก่อนหน้านี้ให้กับชาวบ้าน เพราะเวลาการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ในฐานะเจ้าของพื้นที่ ก็ไม่ได้ใช้ประโยชน์จากพื้นที่เหล่านั้น
สงบ กันฑแก้ว สจ.ฮอต ระบุว่า เมื่อเกิดน้ำท่วม ชาวบ้านในพื้นที่จะได้รับการเยียวยาตามมติคณะรัฐมนตรี คือ พื้นที่ใดน้ำท่วมจากปัญหาอุทกภัยและขังถึง 3 เดือน จึงจะได้รับเงินชดเชย แต่กรณีของ ต.ฮอด ถูกน้ำท่วมประมาณปีละ 6 เดือน ที่สำคัญไม่ได้เกิดจากภัยธรรมชาติ จึงอยากเรียกร้องให้ภาครัฐออกมาตรการพิเศษเพื่อดูแลชาวบ้านในพื้นที่แห่งนี้







