
แถลงการณ์ พธม. หยุดเผด็จการแก้ รธน. สร้างความแตกแยก
มติของแกนนำกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (พธม.) ที่หารือเมื่อวันที่ 22 ก.พ.
มติของแกนนำกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (พธม.) ที่หารือเมื่อวันที่ 22 ก.พ.
ประกอบด้วย พล.ต.จำลอง ศรีเมือง พิภพ ธงไชย สมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ สนธิ ลิ้มทองกุล ศรัณยู วงษ์กระจ่าง โดยปานเทพ พัวพงษ์พันธ์ ได้เป็นตัวแทนอ่านแถลงการณ์เรื่อง “หยุดนิติกรรมอำพรางล้มล้างรัฐธรรมนูญยึดอำนาจประเทศไทย” ว่า การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ครั้งนี้ เข้าข่ายลักษณะการรัฐประหารประเทศไทยและยึดอำนาจประเทศโดยใช้รัฐธรรมนูญให้ตกอยู่ภายใต้เงื้อมมือของเผด็จการรัฐสภาโดยกลุ่มทุนสามานย์ผูกขาดของพรรคการเมือง และเป็นความพยายามที่เหิมเกริม ลุแก่อำนาจของฝ่ายเผด็จการรัฐสภาโดยทุนสามานย์แห่งระบอบทักษิณ ที่คิดจะล้มล้างรัฐธรรมนูญทั้งฉบับ อันถือเป็นการเข้ายึดอำนาจแบบเบ็ดเสร็จเด็ดขาด มีเป้าหมายสุดท้ายคือเพื่อล้างความผิดในอดีตและกระชับอำนาจให้กับนักการเมืองจนไม่สามารถตรวจสอบได้ ไม่ใช่เพื่อผลประโยชน์ของประชาชนใดๆ ทั้งสิ้น ยังเป็นการสร้างความแตกแยกให้กับคนในชาติ ทั้งๆ ที่ประชาชนกำลังเดือดร้อนอย่างแสนสาหัส ทั้งจากปัญหาราคาสินค้าอุปโภคบริโภคมีราคาแพงสูงขึ้นมาก ราคาน้ำมันและพลังงานสูงขึ้นจากการผูกขาดและหาผลประโยชน์จาก ปตท. การเยียวยาจากผู้ประสบอุทกภัยที่ยังไม่ทั่วถึงและไม่เพียงพอ และยังไร้ประสิทธิภาพในการบริหารประเทศ ฯลฯ
ขณะที่กลุ่มสยามประชาภิวัฒน์นำโดยบรรเจิด สิงคะเนติ ได้ออกแถลงการณ์ฉบับที่ 3 เรื่องการปฏิรูปประเทศไทยให้หลุดพ้นจากระบบเผด็จการของพรรคการเมืองนายทุนผูกขาด เรียกร้องต่อรัฐบาลและรัฐสภาว่า แทนที่รัฐบาลและรัฐสภาจะแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 291 เพื่อกำหนดโครงสร้างและกระบวนการแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยให้มีสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญเพียงอย่างเดียวนั้น ไม่เพียงพอต่อการแก้ไขปัญหาของประเทศ สิ่งที่รัฐบาลและรัฐสภาพึงกระทำ คือ ควรปฏิรูปประเทศไทยโดยเพิ่มเติมบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ เพื่อกำหนดโครงสร้างและกระบวนการ “ปฏิรูปประเทศไทย”
สำหรับขอบเขตของการปฏิรูปประเทศไทยต้องยึดหลักการสำคัญในการปฏิรูปโครงสร้างของประเทศภายใต้การปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข เพื่อให้ได้การเมืองที่มีเสถียรภาพและคำนึงถึงประโยชน์ของประชาชนโดยรวม ให้ประเทศไทยเป็นเสรีประชาธิปไตยที่มีระบบสถาบันการเมืองซึ่งมีประสิทธิภาพและใช้อำนาจรัฐอย่างโปร่งใสเพื่อประโยชน์ส่วนรวม ประกอบกับศาลและองค์กรอิสระที่สำคัญของรัฐ ที่มีการจัดรูปแบบองค์กร ระบบความรับผิดชอบ และมีวิธีพิจารณาที่เหมาะสมกับอำนาจหน้าที่ ทั้งนี้ภายใต้การปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีองค์พระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และเป็นราชอาณาจักรอันหนึ่งอันเดียว จะแบ่งแยกไม่ได้
การปฏิรูปประเทศไทยจึงมีความจำเป็นต้องปฏิรูประบบสำคัญอันเป็น “สามเสาหลัก” ของประเทศ คือ ระบบการเมือง ระบบการบริหารและกระบวนการยุติธรรม และสังคมและเศรษฐกิจ โดยให้มีคณะกรรมการกำกับการปฏิรูปประเทศ เป็นองค์กรระดับสูงในการ “กำกับดูแล” การปฏิรูปโครงสร้างของระบบต่างๆ มีจำนวน 9 คน ประกอบด้วยบุคคลต่างๆ ที่ได้รับการเสนอชื่อจากที่ประชุมของอดีตประมุขขององค์กรผู้ใช้อำนาจอธิปไตยทั้งสามฝ่าย ได้แก่ ที่ประชุมของอดีตนายกรัฐมนตรี ที่ประชุมของอดีตประธานรัฐสภา และที่ประชุมของอดีตประธานศาล เป็นจำนวนเท่าๆ กันฝ่ายละ 3 คน โดยบุคคลที่จะได้รับการเสนอชื่อเป็นกรรมการจะต้องเป็นผู้มีประสบการณ์ทางการเมือง หรือเป็นผู้ทรงคุณวุฒิอย่างสูงในด้านต่างๆ มีเจตจำนงในการปฏิรูปประเทศและเป็นที่ยอมรับของสังคม และให้นายกรัฐมนตรีมีหน้าที่ทูลเกล้าฯ ถวายเพื่อทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นกรรมการกำกับการปฏิรูปประเทศ
อำนาจหน้าที่หลัก คือ กำกับและประสานการดำเนินการปฏิรูปประเทศของคณะกรรมการปฏิรูปการเมือง คณะกรรมการปฏิรูประบบบริหารและกระบวนการยุติธรรม คณะกรรมการปฏิรูปสังคมและเศรษฐกิจ และคณะกรรมการอื่นที่จำเป็นต่อการปฏิรูปประเทศ ซึ่งจะต้องมีการตั้งขึ้นและประสานการดำเนินการปฏิรูปประเทศกับรัฐสภา คณะรัฐมนตรี ศาล องค์กรตามรัฐธรรมนูญ หน่วยราชการ และหน่วยงานอื่นของรัฐ ตลอดจนประสานความร่วมมือและรับฟังความคิดเห็นและข้อเสนอแนะในการดำเนินการปฏิรูปประเทศกับสมัชชาประชาชนเพื่อการปฏิรูปประเทศ องค์กรภาคเอกชน และภาคประชาสังคม







