
จุฬาฯเดินหน้าพัฒนาหลักสูตรจัดการภัยพิบัติ
จุฬาฯ ตั้งวงถอดบทเรียนน้ำท่วม จัดหลักสูตรจัดการภัยพิบัติ ท้องถิ่น-เอกชนรุมสับต้องมี “ภาวะผู้นำ”
จุฬาฯ ตั้งวงถอดบทเรียนน้ำท่วม จัดหลักสูตรจัดการภัยพิบัติ ท้องถิ่น-เอกชนรุมสับต้องมี “ภาวะผู้นำ”
นายเกื้อ วงศ์บุญสิน รองอธิการบดีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เปิดเผยว่า ปัญหาอุทกภัยในปีที่ผ่านมา ทำให้จุฬาฯ ต้องเตรียมความพร้อมในการสร้างองค์ความรู้ในการจัดการเรื่องสิ่งแวดล้อม โดยจะพัฒนาหลักสูตรและวิชาการจัดการภัยพิบัติ เพื่อให้ข้อมูลความรู้แก่ประชาชน รวมทั้งการจัดตั้งศูนย์บริหารจัดการภัยพิบัติ ซึ่งจะเสนอเข้าสู่การพิจารณาของสภาจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเพื่อขออนุมัติต่อไป
นายเกื้อ กล่าวว่า จุฬาฯ มีความพร้อมทั้งในด้านนักวิชาการ บุคลากร และทีมงานจิตอาสา ในการช่วยเหลือผู้ประสบภัย โดยที่ผ่านมาได้ดำเนินการป้องกันและรับมือตั้งแต่ก่อนเกิดอุทกภัยจนถึงการฟื้นฟูและแก้ไขปัญหาแบบบูรณาการ ขณะเดียวกันยังได้คิดค้นนวัตกรรมใหม่ๆ เช่น การประดิษฐ์เครื่องมือตรวจกระแสไฟฟ้ารั่ว เครื่องผลิตน้ำประปาแบบพกพา สเปรย์นาโนป้องกันเชื้อราและแบคทีเรีย เป็นต้น
ขณะที่นายสุขสันต์ ยุทธเกษมสันต์ ผู้อำนวยการสำนักการช่าง เทศบาลนครนนทบุรี กล่าวว่า บทเรียนจากน้ำท่วมที่ผ่านมา สิ่งสำคัญที่สุดในการบริหารจัดการคือ ต้องมีภาวะผู้นำ ความกล้าตัดสินใจ ดังนั้นจึงสมควรอย่างยิ่งที่ต้องกระจายอำนาจไปสู่ท้องถิ่นให้มากที่สุด
นายสุขสันต์ กล่าวว่า ที่ผ่านมาเทศบาลนครนนทบุรีประสบความสำเร็จในการปกป้องพื้นที่เนื่องจากมีการศึกษาวิเคราะห์ข้อมูลด้วยตัวเอง โดยไม่รอข้อมูลจากกรมชลประทาน เพราะล่าช้าไม่ทันการณ์ ขณะเดียวกันเทศบาลนครนนทบุรีได้ลงพื้นที่สร้างความเข้าใจกับประชาชนที่ได้รับผลกระทบ ดูแลทั้งในด้านอาหาร ที่พัก สร้างสะพานไม้ เพื่อลดความขัดแย้ง ทำให้ไม่เกิดปัญหาเรื่องผู้ชุมนุมออกมารื้อแนวกระสอบทราย
เช่นเดียวกับนางวีนัส อัศวสิทธิถาวร ผู้อำนวยการสำนักสื่อสารองค์กร เครือซีเมนต์ไทย (เอสซีจี) กล่าวว่า ทางบริษัทได้มีการถอดบทเรียนจากน้ำท่วม โดยเน้นความสำคัญในเรื่องความเป็นผู้นำในแต่ละฝ่าย ซึ่งคนที่จะเป็นผู้นำต้องมีวิสัยทัศน์เพื่อให้องค์กรขับเคลื่อนต่อไปได้ พนักงานทุกคนต้องปลอดภัย จะได้ไม่เป็นภาระของรัฐบาลและสามารถช่วยเหลือสังคมได้
นางวีนัส กล่าวว่า ช่วงที่เกิดน้ำท่วมทางเอสซีจีได้จัดตั้งทีมงานวิเคราะห์ข้อมูลภายใต้ชื่อ ศูนย์ประสานงานช่วยเหลือเพื่อนพนักงาน (ศปพ.) เพื่อประเมินสถานการณ์ในแต่ละวัน ซึ่งผลจากการวิเคราะห์ข้อมูลพบว่า ตรงข้ามกับข้อมูลของศูนย์ปฏิบัติการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย (ศปภ.) ของรัฐบาล และเชื่อว่ารัฐบาลเอาไม่อยู่ ดังนั้นภาคเอกชนจึงจำเป็นต้องหาทางป้องกันตัวเอง
อย่างไรก็ตาม นางวีนัส กล่าวว่า เอสซีจีได้ส่งตัวแทนเข้าร่วมประชุมกับ ศปภ.อย่างต่อเนื่อง เพื่อรับข้อมูลและประสานงาน พร้อมกับตั้งศูนย์บัญชาการระวังภัยเพื่อจัดการวิกฤต ซึ่งก่อตั้งมาตั้งแต่ที่มีการชุมนุมทางการเมือง นอกจากนี้ เมื่อช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมายังได้มีการอนุมัติงบประมาณ 80 ล้านบาท เพื่อสร้างแนวป้องกันน้ำท่วมรอบโรงงาน โดยมีความสูงถึง 4 เมตร







