
คนเชื่อก่อการร้าย"เฉลิมเอาอยู่"
เอแบคโพลล์เผยคนเชื่อมั่นเฉลิมปราบก่อการร้ายในประเทศ ความนิยมนายกฯยิ่งลักษณ์เพิ่มร้อยละ41.8
เอแบคโพลล์เผยคนเชื่อมั่นเฉลิมปราบก่อการร้ายในประเทศ ความนิยมนายกฯยิ่งลักษณ์เพิ่มร้อยละ41.8
น.ส.ปุณฑรีก์ อิศรางกูร ณ อยุธยา นักวิจัยประจำ สำนักวิจัยเอแบคโพลล์ มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ เปิดเผยผลวิจัยเชิงสำรวจ เรื่อง การลงพื้นที่ป้องกันน้ำท่วม ปัญหาก่อการร้าย ความต้องการให้นายกฯ เดินจ่ายตลาด และความนิยมของสาธารณชนต่อ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ในตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ใน17จังหวัด พบว่า ประชาชนร้อยละ 51.2 คาดการณ์ว่า ข่าวการก่อการร้ายจะส่งผลกระทบต่อบรรยากาศการท่องเที่ยวระดับมากถึงมากที่สุด ขณะที่ร้อยละ 32.7 ส่งผลระดับปานกลาง และร้อยละ 16.1 ระบุกระทบน้อยถึงน้อยที่สุด โดยส่วนใหญ่หรือร้อยละ 93.4 เห็นด้วยที่ควรมีการตั้งวอร์รูม หรือห้องปฏิบัติการตลอด 24 ชั่วโมงด้านความมั่นคง และลดอาชญากรรมใน กทม.และหัวเมืองใหญ่
ส่วนนักการเมืองที่ประชาชนเชื่อมั่นว่าจะสามารถแก้ไขปัญหาการก่อการร้ายภายในประเทศ พบว่า ร้อยละ 63.8 ระบุ ร.ต.อ.ดร.เฉลิม อยู่บำรุง รองลงมาคือร้อยละ 21.2 ระบุ พล.อ.ยุทธศักดิ์ ศศิประภา ร้อยละ 11.9 ระบุ พล.อ.อ.สุกำพล สุวรรณทัต และร้อยละ 3.1 ระบุอื่นๆ เช่น พล.ต.อ. ประชา พรหมนอก พล.อ. พัลลภ ปิ่นมณี นายยงยุทธ วิชัยดิษฐ์ และ น.ส.ยิ่งลักษณ์ เป็นต้น
เมื่อสอบถามถึงคะแนนนิยมของสาธารณชนต่อ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ในตำแหน่งนายกรัฐมนตรี พบว่า คะแนนนิยมของประชาชนเพิ่มสูงขึ้น หลังจากตกลงไปในในช่วงเดือน ม.ค.ที่ร้อยละ 34.7 มาอยู่ที่ร้อยละ 41.8 ขณะที่ความนิยมของประชาชนต่อนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ อยู่ที่ร้อยละ 15.1 แต่กลุ่มคนที่มีจำนวนมากสุดในการสำรวจครั้งนี้ เป็นกลุ่มคนที่ยังไม่นิยมศรัทธาใครเลยอยู่ที่ร้อยละ 43.1 โดยลดลงจากร้อยละ 51.1 จากการสำรวจช่วงเดือนที่แล้ว
ที่น่าสนใจคือ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ได้รับความนิยมจากลุ่มผู้ชายสูงถึงร้อยละ 44.9 แตกต่างอย่างชัดเจนเมื่อเปรียบเทียบกับกลุ่มผู้หญิงที่นิยมชอบ น.ส.ยิ่งลักษณ์ อยู่ที่ร้อยละ 39.0
เมื่อจำแนกตามระดับการศึกษาพบว่า กลุ่มที่มีการศึกษาต่ำกว่าปริญญาตรีมีสัดส่วนของคนที่นิยม น.ส.ยิ่งลักษณ์ สูงที่สุดคือร้อยละ 42.5 มากกว่ากลุ่มที่มีการศึกษาระดับปริญญาตรีและสูงกว่าปริญญาตรีอยู่ที่ร้อยละ 36.2 และ 30.7 ตามลำดับ หมายความว่า คนยิ่งมีการศึกษาสูงขึ้นมีแนวโน้มสัดส่วนของคนที่นิยมต่อ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ลดน้อยลง แต่ก็ยังมีสัดส่วนสูงกว่ากลุ่มคนที่นิยมนายอภิสิทธิ์ ถึงแม้ว่ากลุ่มคนที่นิยมนายอภิสิทธิ์ มีแนวโน้มสูงขึ้นในกลุ่มคนที่มีการศึกษาสูงกว่าปริญญาตรีคือ ร้อยละ 14.4 ในกลุ่มต่ำกว่าปริญญาตรี ร้อยละ 17.9 ในกลุ่มปริญญาตรี และร้อยละ 22.6 ในกลุ่มที่สูงกว่าปริญญาตรี
ส่วนเมื่อจำแนกออกตามภูมิภาค พบว่า ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 56.8 ของคนในภาคตะวันออกเฉียงเหนือนิยม น.ส.ยิ่งลักษณ์ รองลงมาคือคนในภาคเหนือร้อยละ 37.2 ตามด้วยคนใน กทม.ร้อยละ 34.7 ภาคกลางร้อยละ 26.9 แต่คนในภาคใต้มีเพียงร้อยละ 3.1 เท่านั้น ทั้งนี้ จำนวนผู้มีสิทธิเลือกตั้งในภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคเหนือ รวมกันเกินครึ่งของจำนวนผู้มีสิทธิเลือกตั้งทั้งหมดทั่วประเทศ ที่มีอยู่ประมาณ 47 ล้านคน ดังนั้น เมื่อได้ฐานเสียงของคนในภาคตะวันออกเฉียงเหนือกับภาคเหนือเป็นส่วนใหญ่ ก็ย่อมจะสามารถชนะการเลือกตั้งได้ไม่ว่าจะเลือกตั้งกันใหม่กี่ครั้งก็ตาม
ผลสัมภาษณ์เจาะลึกพบด้วยว่า ยิ่ง น.ส.ยิ่งลักษณ์ ถูกโจมตีในเรื่องส่วนตัว กลับไม่มีผลต่อคะแนนนิยม และเห็นด้วยว่าการมุ่งมั่นทำงานหนัก การลงพื้นที่ตามจังหวัดต่างๆ ในการป้องกันน้ำท่วมของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ มีผลทำให้คะแนนนิยมของประชาชนต่อนายกรัฐมนตรีเพิ่มสูงขึ้น แต่ถ้าต้องการให้เพิ่มขึ้นในระดับที่มั่นคงต่อเสถียรภาพ และแรงสนับสนุนของสาธารณชนต่อนโยบายของรัฐบาลให้ขับเคลื่อนต่อไปได้
"นายกรัฐมนตรีต้องลงพื้นที่อย่างสม่ำเสมอและ "เข้าถึง" หัวอกปัญหาราคาสินค้าต่างๆ ที่เป็นความเดือดร้อนของชาวบ้าน แสดงชีวิตนายกรัฐมนตรีที่เป็นวิถีของคนส่วนใหญ่ให้มากกว่าวิถีชีวิตของคนกลุ่มน้อยบนส่วนยอดปิระมิดในสถานภาพทางสังคม เช่น การเดินจ่ายตลาดสดย่านบางกะปิ ตลาดมีนบุรี ตลาด อตก. ให้ได้สัมผัสปัญหาราคาสินค้าที่ชาวบ้านประสบในชีวิตประจำวัน และบางครั้งอาจลองนั่งรถที่ไม่มีขบวนตำรวจนำเพื่อเข้าใจถึงสภาพของคนชั้นกลางหรือมนุษย์เงินเดือนที่ติดอยู่บนท้องถนนดูบ้าง โดยบางครั้งน่าจะแสดงให้เห็นว่า ถึงแม้ได้เป็นนายกรัฐมนตรีแต่วิถีชีวิตไม่ได้แตกต่าง ไม่ได้ห่างเหินไปจากวิถีชีวิตของชาวบ้านทั่วไป" ผลวิจัยดังกล่าวระบุ







