
แบล็กลิสต์ไทย ค้าระหว่างประเทสป่วน
เมื่อวันที่ 17 ก.พ.ที่ผ่านมา ภาคเศรษฐกิจการเงินและการลงทุนของไทยต่างสะดุ้งสะเทือนกันเป็นแถว
เมื่อวันที่ 17 ก.พ.ที่ผ่านมา ภาคเศรษฐกิจการเงินและการลงทุนของไทยต่างสะดุ้งสะเทือนกันเป็นแถว
เมื่อคณะทำงานเฉพาะกิจเพื่อดำเนินมาตรการทางการเงินเกี่ยวกับการฟอกเงิน (FATF) ประกาศขึ้นบัญชีดำ ไทย ปากีสถาน อินโดนีเซีย กานา และแทนซาเนีย ในรายชื่อประเทศที่ไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานระหว่างประเทศว่า ด้วยการสกัดการฟอกเงินและการให้ทุนสนับสนุนการก่อการร้าย การประกาศดังกล่าวเกิดขึ้นก่อนกำหนดการเดิมที่จะประกาศรายชื่อในวันที่ 20 ก.พ. 2555
ผลจากการประกาศขึ้นแบล็กลิสต์ครั้งนี้ ทำให้ความกังวลในเรื่องการทำธุรกิจการเงินระหว่างประเทศของ 5 องค์กรเอกชน คือ ธนาคารพาณิชย์ บริษัทหลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) และตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) กลายเป็นเรื่องจริง
ไพบูลย์ นลินทรางกูร ประธานสภาธุรกิจตลาดทุนไทย กล่าวว่า เท่ากับว่าขณะนี้ประเทศไทยจะเป็นประเทศที่ต้องเฝ้าระวังอันดับ 1 ในการทำธุรกรรมการเงินไปแล้ว และ 5 องค์กรเอกชนจะเดินหน้าทำงาน เพื่อผลักดันให้รัฐบาลให้ความสำคัญเรื่องนี้เป็นเรื่องเร่งด่วนต่อไป เพื่อเร่งให้นำกฎหมาย 2 ฉบับเข้าสู่สภาผู้แทนราษฎร เพื่อได้รับการปรับอันดับไปสู่ระดับเดิมหรือดีขึ้นกว่าเดิม
ทั้งนี้เพราะหากปล่อยไปในระยะกลางหรือระยะยาวจะฉุดความสามารถในการแข่งขันของภาคธุรกิจและสถาบันการเงินไทย
ผลกระทบต่อจากนี้ อาจยังไม่ใช่การถูกห้ามการทำธุรกรรมการเงินอย่างเด็ดขาดเท่าประเทศที่ถูกขึ้นบัญชีดำ ห้ามทำธุรกรรมการเงินอย่างเด็ดขาดอย่างเกาหลีเหนือและอิหร่าน แต่เป็นเพียงแค่เฝ้าระวังอันดับ 1 คือ ต้องถูกตรวจสอบรายละเอียดเอกสารทางการเงินมากขึ้นเมื่อทำธุรกรรมการเงินระหว่างประเทศ
ผลก็คือ จะทำให้การค้าขายและการลงทุนหรือการทำธุรกรรมการเงินกับต่างประเทศของไทยยากลำบากขึ้น ทั้งภาคธุรกิจและผู้ประกอบการนำเข้าและส่งออก สถาบันการเงิน บริษัทจดทะเบียน เพราะต้องใช้เอกสารมากขึ้น และใช้เวลานานขึ้นในการตรวจสอบ ย่อมส่งผลกระทบต่อต้นทุนการดำเนินธุรกิจไม่น้อย
ขณะที่ วรวรรณ ธาราภูมิ รองประธานสภาธุรกิจตลาดทุนไทย กล่าวว่า กรณีเลวร้ายที่สุด อาจมีสถาบันการเงินบางแห่งหรือกองทุนขนาดใหญ่ไม่ทำธุรกรรมการเงินกับประเทศไทย เพราะมีข้อกำหนดห้ามไว้ ที่จะทำให้ไทยเสียโอกาส และเกิดความเสียหายต่อระบบเศรษฐกิจและการลงทุน
“ระยะสั้นอาจกระทบทางจิตวิทยา แต่ระยะกลางและระยะยาวหากไม่มีการแก้ไขน่าเป็นห่วง เพราะนักลงทุนต่างชาติจะใช้เป็นปัจจัยในการตัดสินใจเข้ามาลงทุนในไทย โดยเฉพาะกลุ่มประเทศอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ 20 ประเทศ หรือ จี20 ที่มีมูลค่าขนาดเศรษฐกิจมากถึง 90% ของเศรษฐกิจโลก”
กิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คลัง กล่าวว่า มีความกังวลถึงผลกระทบที่จะตามมาหลังไทยถูก FATF ขึ้นบัญชีดำ เพราะการค้า การทำธุรกิจระหว่างประเทศจะเป็นปัญหาได้
ทั้งนี้ ในสิ้นปี 2554 ไทยมีการส่งออกประมาณกว่า 2.3 แสนล้านเหรียญสหรัฐ เช่นเดียวกับการนำเข้าในจำนวนกว่า 2 แสนล้านเหรียญสหรัฐ ที่อาจได้รับผลกระทบจากการค้าระหว่างประเทศอันเนื่องมาจากการถูกขึ้นบัญชีรายชื่อนี้
พรศิลป์ พัชรินทร์ตนะกุล รองประธานกรรมการหอการค้าไทย ให้ความเห็นว่า การส่งออกไม่น่าจะได้รับผลกระทบ เพราะการซื้อขายเป็นการตกลงระหว่างผู้ซื้อและผู้ขาย ซึ่งไม่น่าจะนำเรื่องดังกล่าวมาพิจารณามากนัก
ทั้งนี้ หากรัฐบาลไทยทยอยปรับแก้การสกัดฟอกเงินให้เป็นไปตามหลักสากล เพื่อให้ภาพลักษณ์ของไทยดีขึ้น เพราะทุกปัจจัยในโลกนี้อาจส่งผลกระทบถึงกันได้หมด และยิ่งไทยยังไม่ความชัดเจนเรื่องการป้องกันปัญหาน้ำท่วมที่ดีพอ เมื่อเจอปัจจัยที่เข้ามากระทบเพิ่ม การให้คะแนนสถานะความน่าลงทุนของไทยก็ยิ่งลดลง
นอกจาก 5 ประเทศใหม่แล้ว ประเทศที่ถูกขึ้นบัญชีดำเดิมคือ โบลิเวียคิวบา เอธิโอเปีย อิหร่าน เคนยา พม่า ไนจีเรีย เกาหลีเหนือ เซา โตเม แอนด์ ปรินซิเป ศรีลังกา ซีเรีย และตุรกี
ภัยที่เกิดขึ้นจากเทคนิคทางกฎหมายระหว่างประเทศนั้นหลายคนอาจจะไม่รู้สำนึก
ในความเป็นจริงแล้วต้องเรียกว่าอันตราย เพราะหมายถึงต้นทุนทางการเงิน ธุรกรรมทางการเงิน การออกแอล/ซี ที/อาร์ ในทางการค้าระหว่างกันจะมีต้นทุนที่สูงกว่าปกติมากขึ้น ลำพังแค่คิดต้นทุนเพิ่ม 0.25% หมายถึงว่า จะมีต้นทุนเพิ่มถึง 1.7 หมื่นล้านบาท เมื่อเทียบจากการส่งออก 2.3 แสนล้านเหรียญสหรัฐ
แต่ดูเหมือนว่าหน่วยงานราชการของไทย และฝ่ายการเมืองจะยังมองไม่เห็นพิษภัยที่เกิดขึ้น
แน่นอนว่า แนวทางการแก้ไขที่จะสามารถพ้นจากการถูกปรับลดไปอยู่ในกลุ่มประเทศที่ถูกขึ้นบัญชีเป็นประเทศที่ต้องเฝ้าระวังในการทำธุรกรรมทางการเงินคือ การเร่งผลักดันให้รัฐสภาผ่านร่างกฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน และกฎหมายว่าด้วยการต่อต้านการสนับสนุนทางการเงินแก่การก่อการร้ายอย่างเร่งด่วนเท่านั้น
แต่ดูเหมือนว่า รัฐบาลไทยยังมะงุมมะงาหราอยู่







