
นโยบายพลังงานในช่วงเปลี่ยนผ่าน
ฉบับที่แล้วผมชวนคุยเรื่องนโยบายด้านพลังงานของประเทศ
ฉบับที่แล้วผมชวนคุยเรื่องนโยบายด้านพลังงานของประเทศ
โดย..โชติชัย สุวรรณาภรณ์
เพราะเห็นว่าสถานการณ์ในปัจจุบันท่านรัฐมนตรีใหม่คงจะต้องเผชิญกับปัญหารุมเร้าจากการปรับขึ้นของราคาพลังงานหลายชนิดในปีนี้ตามที่รัฐบาลได้ประกาศไว้ จึงได้เสนอเรื่องที่รัฐบาลควรพิจารณาไป 3 ข้อ วันนี้มาดูกันต่อนะครับว่า รัฐบาลควรพิจารณาในเรื่องใดในสถานการณ์ที่พลังงานกำลังปั่นป่วน
เรื่องที่สี่ ผมเห็นว่าเราควรเร่งผลักดันการดำเนินการอย่างเป็นรูปธรรมต่อไปตามเป้าหมาย การพัฒนาพลังงานทดแทนใหม่ ซึ่งตามนโยบายรัฐบาลได้ตั้งเป้าไว้ว่าจะเพิ่มเป้าหมายการพัฒนาพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือกเป็น 25% ภายใน 10 ปี (2564)ซึ่งผมถือว่าเป็นเรื่องที่ท้าทายรัฐบาลอย่างมาก เพราะเป็นเป้าที่ค่อนข้างจะสูงมากทีเดียว เพราะตามแผนพัฒนาพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือกฉบับใหม่ (25542564) ณ วันสิ้นสุดของแผน เราจะมีไฟฟ้าที่ผลิตจากพลังงานทดแทนสูงถึง 9,201 เมกะวัตต์ มีการผลิตพลังงานความร้อนจากพลังงานทดแทนสูงถึง 9,335 พันตัน เทียบเท่าน้ำมันดิบ มีการใช้เชื้อเพลิงภาคขนส่งจากเชื้อเพลิงชีวภาพ (biofuels) สูงถึง 39.97 ล้านลิตรต่อวัน
เรื่องที่ห้า ผมเห็นด้วยกับแนวทางที่ผ่านมาในการปรับปรุงแผนอนุรักษ์พลังงาน 20 ปี เพื่อให้สอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลและเป้าหมายของผู้นำประเทศในกลุ่มความร่วมมือเศรษฐกิจเอเชียแปซิฟิก (เอเปก)ในการลดความเข้มการใช้พลังงาน (Energy Intensity) ลง 25% ในปี 2573 เมื่อเทียบกับปี 2553 หรือกล่าวคือ ประเทศไทยจะทำการลดการใช้พลังงานลงให้ได้อย่างน้อย 38,200 พันตัน เทียบเท่าน้ำมันดิบ ซึ่งจะทำให้ประเทศไทยสามารถลดความเข้มข้นทางพลังงานได้สูงกว่าค่าเป้าหมายของเอเปก
การดำเนินการดังกล่าวถือว่า เป็นนโยบายที่แสดงถึงความรับผิดชอบของประเทศไทยต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมโลก กระแสการพัฒนาของสังคมโลกในปัจจุบันได้มุ่งไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้นเรื่อยๆ (Green and Sustainable Development) จึงทำให้ไทยเราต้องทำการปรับตัวขนานใหญ่ เพราะสาขาพลังงานโดยเฉพาะผู้ผลิตมักจะถูกมองว่าเป็นจำเลยในการสร้างมลภาวะต่อสิ่งแวดล้อม
แต่อันที่จริงแล้ว ผู้บริโภคก็มีบทบาทสำคัญในการสร้างจิตสำนึกที่ดีในการใช้พลังงานอย่างประหยัดและเหมาะสม อันจะช่วยลดการผลิตพลังงานที่มากเกินไป
แนวทางการดำเนินการที่สำคัญน่าจะอยู่ที่การส่งเสริมการใช้อุปกรณ์และอาคารสถานที่ที่มีประสิทธิภาพสูง ส่งเสริมกลไกการพัฒนาพลังงานที่สะอาด เพื่อลดก๊าซเรือนกระจกและแก้ปัญหาภาวะโลกร้อน สร้างจิตสำนึกของผู้บริโภคในการใช้พลังงานอย่างประหยัดและมีประสิทธิภาพให้เป็นระบบจริงจังและต่อเนื่อง ทั้งภาคการผลิต ภาคการขนส่ง และภาคครัวเรือน
เรื่องสุดท้าย ที่ผมอยากเสนอว่าควรเร่งกระทำคือการสร้างการบูรณาการสำหรับโครงข่ายพลังงานของประเทศเพื่อรองรับภาวะฉุกเฉิน โดยการพัฒนาระบบเทคโนโลยีสารสนเทศที่แสดงภาพให้เราสามารถประเมินสถานการณ์ได้ทันที อาจจะเป็นภาพถ่ายดาวเทียมแสดงตำแหน่งที่ตั้งจุดวิกฤตต่างๆ เช่น คลังน้ำมัน สถานีให้บริการน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ แนวท่อส่งน้ำมัน สายส่งไฟฟ้า และโรงไฟฟ้า ที่มีความสำคัญทางยุทธศาสตร์เพื่อประสานงานและสั่งการได้อย่างทันท่วงทีในการเฝ้าระวังจุดวิกฤตเหล่านั้น
นอกจากนี้ ควรจัดให้มีการซ้อมแผนการรองรับภาวะฉุกเฉินอย่างสม่ำเสมอ เพื่อดูว่ากลไกต่างๆ ที่ได้วางไว้ยังอยู่ในสภาพใช้การได้ทันทีหรือไม่ ซึ่งการซ้อมแผนฉุกเฉินเหล่านี้ต่อไปจะไม่ใช่เป็นแต่เพียงวาระของกระทรวงพลังงานเท่านั้น แต่เป็นวาระแห่งชาติที่ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องให้ความร่วมมือและเอาใจใส่อย่างจริงจัง
อันที่จริง ผมยังมีอีกหลายเรื่องอยากฝากท่าน แต่ผมคิดว่านโยบายเหล่านี้ถือเป็นเรื่องเร่งด่วนในลำดับต้นๆ ที่ต้
นโยบายพลังงาน
ในช่วงเปลี่ยนผ่าน
ฉบับที่แล้วผมชวนคุยเรื่องนโยบายด้านพลังงานของประเทศ เพราะเห็นว่าสถานการณ์ในปัจจุบันท่านรัฐมนตรีใหม่คงจะต้องเผชิญกับปัญหารุมเร้าจากการปรับขึ้นของราคาพลังงานหลายชนิดในปีนี้ตามที่รัฐบาลได้ประกาศไว้ จึงได้เสนอเรื่องที่รัฐบาลควรพิจารณาไป 3 ข้อ วันนี้มาดูกันต่อนะครับว่า รัฐบาลควรพิจารณาในเรื่องใดในสถานการณ์ที่พลังงานกำลังปั่นป่วน
เรื่องที่สี่ ผมเห็นว่าเราควรเร่งผลักดันการดำเนินการอย่างเป็นรูปธรรมต่อไปตามเป้าหมาย การพัฒนาพลังงานทดแทนใหม่ ซึ่งตามนโยบายรัฐบาลได้ตั้งเป้าไว้ว่าจะเพิ่มเป้าหมายการพัฒนาพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือกเป็น 25% ภายใน 10 ปี (2564)ซึ่งผมถือว่าเป็นเรื่องที่ท้าทายรัฐบาลอย่างมาก เพราะเป็นเป้าที่ค่อนข้างจะสูงมากทีเดียว เพราะตามแผนพัฒนาพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือกฉบับใหม่ (25542564) ณ วันสิ้นสุดของแผน เราจะมีไฟฟ้าที่ผลิตจากพลังงานทดแทนสูงถึง 9,201 เมกะวัตต์ มีการผลิตพลังงานความร้อนจากพลังงานทดแทนสูงถึง 9,335 พันตัน เทียบเท่าน้ำมันดิบ มีการใช้เชื้อเพลิงภาคขนส่งจากเชื้อเพลิงชีวภาพ (biofuels) สูงถึง 39.97 ล้านลิตรต่อวัน
เรื่องที่ห้า ผมเห็นด้วยกับแนวทางที่ผ่านมาในการปรับปรุงแผนอนุรักษ์พลังงาน 20 ปี เพื่อให้สอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลและเป้าหมายของผู้นำประเทศในกลุ่มความร่วมมือเศรษฐกิจเอเชียแปซิฟิก (เอเปก)ในการลดความเข้มการใช้พลังงาน (Energy Intensity) ลง 25% ในปี 2573 เมื่อเทียบกับปี 2553 หรือกล่าวคือ ประเทศไทยจะทำการลดการใช้พลังงานลงให้ได้อย่างน้อย 38,200 พันตัน เทียบเท่าน้ำมันดิบ ซึ่งจะทำให้ประเทศไทยสามารถลดความเข้มข้นทางพลังงานได้สูงกว่าค่าเป้าหมายของเอเปก
การดำเนินการดังกล่าวถือว่า เป็นนโยบายที่แสดงถึงความรับผิดชอบของประเทศไทยต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมโลก กระแสการพัฒนาของสังคมโลกในปัจจุบันได้มุ่งไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้นเรื่อยๆ (Green and Sustainable Development) จึงทำให้ไทยเราต้องทำการปรับตัวขนานใหญ่ เพราะสาขาพลังงานโดยเฉพาะผู้ผลิตมักจะถูกมองว่าเป็นจำเลยในการสร้างมลภาวะต่อสิ่งแวดล้อม
แต่อันที่จริงแล้ว ผู้บริโภคก็มีบทบาทสำคัญในการสร้างจิตสำนึกที่ดีในการใช้พลังงานอย่างประหยัดและเหมาะสม อันจะช่วยลดการผลิตพลังงานที่มากเกินไป
แนวทางการดำเนินการที่สำคัญน่าจะอยู่ที่การส่งเสริมการใช้อุปกรณ์และอาคารสถานที่ที่มีประสิทธิภาพสูง ส่งเสริมกลไกการพัฒนาพลังงานที่สะอาด เพื่อลดก๊าซเรือนกระจกและแก้ปัญหาภาวะโลกร้อน สร้างจิตสำนึกของผู้บริโภคในการใช้พลังงานอย่างประหยัดและมีประสิทธิภาพให้เป็นระบบจริงจังและต่อเนื่อง ทั้งภาคการผลิต ภาคการขนส่ง และภาคครัวเรือน
เรื่องสุดท้าย ที่ผมอยากเสนอว่าควรเร่งกระทำคือการสร้างการบูรณาการสำหรับโครงข่ายพลังงานของประเทศเพื่อรองรับภาวะฉุกเฉิน โดยการพัฒนาระบบเทคโนโลยีสารสนเทศที่แสดงภาพให้เราสามารถประเมินสถานการณ์ได้ทันที อาจจะเป็นภาพถ่ายดาวเทียมแสดงตำแหน่งที่ตั้งจุดวิกฤตต่างๆ เช่น คลังน้ำมัน สถานีให้บริการน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ แนวท่อส่งน้ำมัน สายส่งไฟฟ้า และโรงไฟฟ้า ที่มีความสำคัญทางยุทธศาสตร์เพื่อประสานงานและสั่งการได้อย่างทันท่วงทีในการเฝ้าระวังจุดวิกฤตเหล่านั้น
นอกจากนี้ ควรจัดให้มีการซ้อมแผนการรองรับภาวะฉุกเฉินอย่างสม่ำเสมอ เพื่อดูว่ากลไกต่างๆ ที่ได้วางไว้ยังอยู่ในสภาพใช้การได้ทันทีหรือไม่ ซึ่งการซ้อมแผนฉุกเฉินเหล่านี้ต่อไปจะไม่ใช่เป็นแต่เพียงวาระของกระทรวงพลังงานเท่านั้น แต่เป็นวาระแห่งชาติที่ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องให้ความร่วมมือและเอาใจใส่อย่างจริงจัง
อันที่จริง ผมยังมีอีกหลายเรื่องอยากฝากท่าน แต่ผมคิดว่านโยบายเหล่านี้ถือเป็นเรื่องเร่งด่วนในลำดับต้นๆ ที่ต้องการการผลักดันอย่างจริงจังจากท่าน เพื่อให้นโยบายพลังงานของประเทศไทยตอบสนองต่อการพัฒนาของประเทศและบริบทของสังคมโลกที่เปลี่ยนแปลงไป m
องการการผลักดันอย่างจริงจังจากท่าน เพื่อให้นโยบายพลังงานของประเทศไทยตอบสนองต่อการพัฒนาของประเทศและบริบทของสังคมโลกที่เปลี่ยนแปลงไป







