
โต้งแจงวุฒิฯย้ำกองทุนประกันไม่แข่งเอกชน
กิตติรัตน์ แจง วุฒิสภา ย้ำตั้งกองทุนประกัยภัย แค่รับความเสี่ยงแทน ไม่เจตนาแข่งกับบริษัทประกัน
กิตติรัตน์ แจง วุฒิสภา ย้ำตั้งกองทุนประกัยภัย แค่รับความเสี่ยงแทน ไม่เจตนาแข่งกับบริษัทประกัน
การประชุมวุฒิสภา เพื่อพิจารณาพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) 2 ฉบับ ประกอบด้วย 1.พ.ร.ก.กองทุนส่งเสริมการประกันภัยพิบัติ พ.ศ.2555 และ 2.พ.ร.ก.การให้ความช่วยเหลือทางการเงินแก่ผู้ที่ได้รับความเสียหายจากอุทกภัยพ.ศ.2555 หลังจากสภาผู้แทนราษฎรมีมติให้ความเห็นชอบมาก่อนหน้านี้ ในช่วงเย็นสว.ส่วนใหญ่ได้อภิปรายตั้งข้อสังเกตถึงการตั้งกองทุนส่งเสริมการประกัยภัยพิบัติว่ามีความโปร่งใสหรือไม่ตามมาตรา 18 เนื่องจากให้อำนาจคณะรัฐมนตรีแต่งตั้งประธานคณะกรรมการ ขณะเดียวกัน เกรงว่ากองทุนนี้จะมีวัตถุประสงค์ช่วยเหลือผู้ประกอบอุตสาหกรรมเท่านั้น
นายตวง อันทะไชย สว.สรรหา อภิปรายว่า ปัจจุบันต้องยอมรับว่าภายหลังวิกฤตอุทกภัยภาคธุรกิจบางแห่งต้องยกเลิกกิจการ เพราะไม่มีเงินไปต่อยอด และบางรายยอดการสั่งซื้อหาย เนื่องจากไม่มีกระบวนการที่เร่งด่วนไปช่วยเหลือ ซึ่งขอฝากไปยังรัฐบาลที่ดูแลภาคธุรกิจแล้ว ต้องเร่งช่วยประชาชน 1.4 ล้านคน หรือ2.8 ล้านครัวเรือน เพราะขณะนี้เงินช่วยเหลือจำนวน 5,000 บาทยังไม่ได้รับ
"ท่านกิตติรัตน์ทราบดีว่าการเติบโตของภาคธุรกิจต้องพึ่งพาประชาชน หากประชาชนไม่มีรายได้ ภาคธุรกิจจะเกิดวิกฤต เนื่องจากไม่มีเงินไปซื้อของ ส่วนที่ท่านมองว่าต้องช่วยภาคธุรกิจก่อน เพื่อให้ภาคธุรกิจไปช่วยคนจน มันเป็นการมองมิติเดียวและเป็นไปไม่ได้”นายตวงกล่าว
นางสุมล สุตวิริยะวัฒน์ สว.เพชบุรี อภิปรายว่า ข้อกังวลเกี่ยวกับ พ.ร.ก.กองทุนส่งเสริมการประกันภัยพิบัติ พ.ศ.2555 คือ รัฐบาล นำเงินภาษีอากรของประชาชน มาแบกรับความเสี่ยงให้กับบริษัทประกันภัยต่างชาติ ทำให้อนาคตภาระรับผิดชอบอาจตกมาอยู่ที่รัฐบาลจนต้องหาเงินมาเพิ่มให้กับกองทุนอีกที่ต้องหาเงินมาเพิ่มในกองทุนฯ อีก และที่สำคัญการให้ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ประธานกองทุนฯ ถือว่าไม่น่าไว้ใจ เพราะไม่ควรให้เอกชนมาบริหารเงินของรัฐ ซึ่งเป็นงบประมาณจากภาษีของประชาชน
นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง ชี้แจงว่า พ.ร.ก.กองทุนส่งเสริมการประกันภัยพิบัติ พ.ศ.2555 มีวัตถุประสงค์เพื่อรับประกันภัยต่อและส่งประกันภัยต่อโดยดำเนินการตามความจำเป็น หากภาคธุรกิจสามารถดำเนินการส่วนใดได้เป็นปกติกองทุนนี้ก็ไม่มีเหตุผลเข้าไปดำเนินการแข่งขันกับภาคเอกชน อย่างไรก็ตาม การดำเนินการธุรกิจประกันภัยขณะนี้มีปัญหา บริษัทประกันภัยภายในประเทศหลายบริษัทไม่มีความพร้อมรับประกันภัยพิบัติเพราะไม่สามารถส่งความเสี่ยงต่อได้
"หน้าที่ของกองทุนนี้จะเป็นผู้รับประกันภัยเฉพาะในกรณีที่บริษัทประกันภัยเอกชนไม่พร้อมที่จะดำเนินการรับประกัน เท่ากับว่าการดำเนินการจึงเป็นการเชื่อมโยงให้การประกันภัยเดินไปได้อย่างปกติ ไม่มีเจตนาจะแข่งกับประกันภัยเอกชนแต่อย่างใด และกองทุนนี้มีภารกิจตามความจำเป็นทั้งระยะสั้นและระยะยาวจนกว่าธุรกิจประกันภัยทั้งระบบเข้าสู่ภาวะปกติได้ และหวังว่าจะเป็นช่วยการต่อยอดเพื่อสร้างระบบประกันภัยที่แข็งแรงต่อไป"นายกิตติรัตน์ กล่าว
นายกิตติรัตน์ กล่าวว่า ก่อนหน้านี้ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีได้มีมติแต่งตั้ง คณะกรรมการบริหารกองทุนส่งเสริมการประภัยพิบัติ ตามมาตรา 18 ของพ.ร.ก.แล้วได้แก่ นายพยุงศักดิ์ ชาติสุทธิผล ประธานส.อ.ท. เป็นประธานกรรมการบริหาร และกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิอีก 4 คน เชื่อมั่นว่าคณะกรรมการเหล่านี้เป็นผู้มีความสามารถในการดำเนินการด้วยความสุจริต โดยเฉพาะส.อ.ท.ที่เป็นหน่วยงานในการต่อต้านการทุจริตมาโดยตลอด
“ยืนยันว่ากองทุนนี้ไม่ได้ให้ความสำคัญเฉพาะภาคอุตสาหกรรมเท่านั้น แต่ต้องยอมรับว่าภาคอุตสาหกรรมการหากได้รับการดูแลให้สามารถเดินไปได้เท่ากับเป็นการรักษาการจ้างงานของแรงงานในองค์กรให้สามารถทำงานได้ปกติ และแรงงานเหล่านี้ถือเป็นกำลังซื้อภายในประเทศทั้งระบบ กองทุนนี้จึงไม่ได้มีวัตถุประสงค์เอื้อประโยชน์ให้ภาคธุรกิจได้กำไรเกินสมควรแต่อย่างใด"นายกิตติรัตน์ กล่าว
รองนายกฯ กล่าวว่า สำหรับพ.ร.ก.การให้ความช่วยเหลือทางการเงินแก่ผู้ที่ได้รับความเสียหายจากอุทกภัยพ.ศ.2555 ได้มีการหารือกับธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.)แล้ว และธปท.มีความประสงค์ว่าการเพิ่มปริมาณเงินในระดับ 70 % เข้าสู่ระบบประมาณ 2.1แสนล้านบาท ไม่ได้เป็นเงินจำนวนมากจนระบบการเงินไม่สามารถรองรับได้ และธปท.จะเป็นผู้พิจารณาเรื่องนี้แต่เพียงผู้เดียวโดยกระทรวงการคลังไม่ได้เข้าไปก้าวก่ายแต่อย่างใด ส่วนการกำหนดให้ความช่วยเหลือเฉพาะกรณีอุทกภัยปี 2554 เพราะต้องการสร้างวินัยทางการเงินที่เข้มแข็งของธปท.
"แม้ว่าความเสียหายที่เกิดก่อนหรือหลังอุทกภัย 2554 จะมีความเสียหายจริง แต่ระดับความเสียหายไม่ได้รุนแรงเท่ากับปี 2554 ธปท.ได้พิจารณาเห็นว่าหากหวังให้รัฐบาลใช้ระบบนโยบายการคลังในการอุดหนุนสินเชื่ออาจจะไม่เพียงพอ อย่างไรก็ตาม รัฐบาลไมได้ละเลยผู้ที่ได้รับความเสียหายที่ไม่ได้อยู่ในเงื่อนไขตามกฎหมายนี้เพราะรัฐบาลมีนโยบายปล่อยวงเงินกู้ให้กับประชาชนและผู้ประกอบการขนาดย่อมอัตราดอกเบี้ยไม่เกิน 3% อยู่แล้วโดยใช้เงินงบประมาณของรัฐบาล"รองนายกฯ กล่าว







