
โลกเบือนหน้ากรีซ ยิ่งเจรจา ยิ่งอาการหนัก
แม้จะเป็นที่รู้กันในหมู่นักวิเคราะห์ นักเศรษฐศาสตร์ หรือนักลงทุนว่า ท้ายที่สุดแล้วการเจรจาหาข้อตกลงเรื่องปัญหาวิกฤตหนี้
โดย...นงลักษณ์ อัจนปัญญา
แม้จะเป็นที่รู้กันในหมู่นักวิเคราะห์ นักเศรษฐศาสตร์ หรือนักลงทุนว่า ท้ายที่สุดแล้วการเจรจาหาข้อตกลงเรื่องปัญหาวิกฤตหนี้สาธารณะของกรีซจะต้องสิ้นสุดพร้อมมาตรการใดมาตรการหนึ่งแน่นอน
แต่การเจรจาระหว่างรัฐบาลกรีซภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรี ลูคัส ปาปาเดมอส กับบรรดาเจ้าหนี้ พรรคร่วมรัฐบาล พรรคฝ่ายค้าน กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) และสหภาพยุโรป (อียู) ที่ไม่มีทีท่าสิ้นสุดจนใกล้เส้นตายวันที่ 13 ก.พ. ซึ่งเป็นวันที่รัฐบาลกรีซกำหนดไว้ว่าจะต้องคุยเรื่องสวอปหนี้ให้จบเพื่อจะได้มีระยะเวลาขอเงินช่วยเหลือรอบ 2 มูลค่า 1.3 แสนล้านยูโร ให้ทันกำหนดชำระหนี้ในวันที่ 20 มี.ค. ได้ทำให้ผู้เชี่ยวชาญทั้งหลายอดที่จะหวาดวิตกไม่ได้
เพราะแทนที่การพูดคุยรอบแล้วรอบเล่าจะช่วยทำให้หนทางการแก้ไขปัญหาวิกฤตหนี้สาธารณะเป็นรูปธรรมชัดเจน จนช่วยคลายความวิตกกังวลของทุกฝ่าย กลับกลายเป็นการตอกย้ำให้ความไม่เชื่อมั่นและความหวาดกลัวของนักลงทุนที่มีต่อกรีซหนักแน่นมากยิ่งขึ้น
หรือพูดให้เข้าใจง่ายก็คือ ทั่วโลกเริ่มไม่เชื่อว่ากรีซจะมีน้ำยาแก้ปัญหาวิกฤตหนี้สาธารณะของตนเองให้สำเร็จลุล่วงตามที่คาดหวังกันได้
ทั้งนี้ สิ่งที่ทำให้โลกเริ่มสิ้นความอดทนและหมดความเชื่อถือในกรีซที่เห็นได้ชัดที่สุดก็คือความไม่ลงรอยกันระหว่างรัฐบาลกรีซกับบรรดาพรรคการเมืองทั้งหลายในประเทศ
เพราะข้อแลกเปลี่ยนที่ไอเอ็มเอฟและอียูระบุให้กรีซต้องเดินหน้าใช้มาตรการรัดเข็มขัด ทั้งการปลดพนักงาน ตัดสวัสดิการ ตัดบำนาญ ตัดลดเงินเดือน และแปรรูปรัฐวิสาหกิจ ล้วนส่งผลร้ายแรงต่อคะแนนนิยมและสถานะทางการเมืองของบรรดานักการเมืองกรีซที่ดำเนินนโยบายประชานิยมมาโดยตลอดอย่างมาก
ต้องไม่ลืมว่าในช่วงหลายสิบปีที่ผ่านมานักการเมืองกรีซทั้งหลายยึดถือแนวทางเจ้าบุญทุ่มแจกแหลกซื้อใจประชาชนในประเทศมาโดยตลอด โดยหนึ่งในหลักฐานประชานิยมที่เห็นชัดเจนที่สุดก็คือการขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำ
ทั้งนี้ จากสถิติของอียูนับตั้งแต่กรีซเข้าร่วมใช้เงินสกุลยูโรในปี 2544 ต้นทุนแรงงานกรีซซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งดัชนีที่ใช้วัดความสามารถในการแข่งขันทางเศรษฐกิจของประเทศเพิ่มสูงขึ้นถึง 32% เมื่อเทียบกับประเทศเยอรมนี
เรียกได้ว่าค่าจ้างของแรงงานกรีซสูงกว่าประเทศที่มีเศรษฐกิจแข็งแกร่งอย่างเยอรมนีอย่างมาก
ขณะเดียวกัน เพื่อรักษาคะแนนความนิยมเพื่อให้เป็นรัฐบาลหลายสมัย บรรดารัฐบาลกรีซไม่ว่าจะพรรคใด ล้วนเดินหน้าละลายงบประมาณประเทศอย่างเมามัน
บลูมเบิร์กได้รวบรวมข้อมูลงบประมาณของกรีซจนค้นพบความจริงที่น่าตระหนกว่าดุลบัญชีเดินสะพัดของประเทศขาดทุนต่อเนื่องอย่างน้อย 10% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) โดยตลอด
แปลให้เข้าใจได้โดยง่ายก็คือ รัฐบาลกรีซใช้จ่ายมากกว่าหาเก็บเข้ากระเป๋า
และแน่นอนว่าค่าใช้จ่ายส่วนใหญ่ของรัฐหมดไปกับการซื้อใจประชาชนเพื่อรักษาความนิยมของประชาชนที่มีต่อรัฐบาล โดยไม่ได้ตระหนักเลยว่าการกระทำดังกล่าวท่ามกลางการเติบโตทางเศรษฐกิจที่หดตัว ไม่ต่างอะไรกับการเดินหน้าขึ้นลานประหาร
ผลลัพธ์ที่ได้ก็คือหนี้บานท่วมหัว จนต้องขอร้องแกมบังคับกับเจ้าหนี้ และขอความช่วยเหลือจากภายนอกในที่สุด
กระนั้นแม้รัฐบาลกรีซจะโล่งใจได้เปลาะหนึ่งเมื่อสามารถทำให้ปริมาณหนี้มหาศาลลดมูลค่าลง และมีเวลาใช้หนี้คืนยาวนานขึ้น แต่ จีย์เวน โลเลย์ หัวหน้าศูนย์วิจัย โกลบอล รีเสิร์ช จากธนาคารลอยด์ส ระบุว่า รัฐบาลกรีซก็ยังไม่วายต้องเผชิญปัญหาติดขัดกับข้อเท็จจริงที่ว่า อีกไม่กี่เดือนข้างหน้าจะถึงเวลาเลือกตั้งเปลี่ยนตำแหน่งผู้นำประเทศอีกครั้ง
หากรัฐบาลหรือฝ่ายค้านยอมเดินหน้ามาตรการรัดเข็มขัดอย่างเต็มที่ตามแนวทางที่ไอเอ็มเอฟหรืออียูเสนอ แต่เป็นแนวทางที่ประชาชนซึ่งเคยชินกับการทุ่มให้ของรัฐบาลคัดค้านสุดกำลัง ก็ไม่ต่างอะไรกับการตัดหนทางหาเสียงหวนคืนตำแหน่งในสภาของตนเอง
ลอว์เรนซ์ ไนต์ ผู้สื่อข่าวสายเศรษฐกิจของบีบีซี แสดงความเห็นว่า สถานการณ์ทางการเมืองของกรีซส่งผลให้ไม่มีประเทศไหนหรือเจ้าหนี้คนใดอยากให้เงินช่วยเหลืออีกต่อไป และไม่ต่างอะไรกับการตัดหนทางช่วยตัวเองให้รอดของกรีซในที่สุด
ทั้งนี้ คงไม่ผิดนักหากบรรดานักวิเคราะห์หลายสำนักจะสรุปโดยไม่คิดมากว่า การหาทางแก้ปัญหาหนี้กรีซเป็นการเจรจาที่ยิ่งคุย ยิ่งวิกฤต
และคงไม่ผิดอีกเช่นกันหากหลายฝ่ายจะเชื่อว่าทางออกของปัญหาหนี้กรีซจะยังอยู่อีกไกล ตราบใดที่ทั้งรัฐบาล พรรคฝ่ายค้าน และประชาชนกรีซยังไม่เข้าใจถึงพิษร้ายของประชานิยม







