posttoday
มาบตาพุดปัญหาระยะสั้น คอร์รัปชันปัญหาระยะยาว

มาบตาพุดปัญหาระยะสั้น คอร์รัปชันปัญหาระยะยาว

02 มีนาคม 2553

...สมชาย สกุลสุรรัตน์

มีรายงานข่าวจากธนาคารเพื่อความร่วมมือระหว่างประเทศ หรือ Japan Bank for International Cooperation หรือ JBIC สาขาสิงคโปร์ สรุปผลสำรวจความเห็นของนักลงทุนญี่ปุ่น พบว่าประเทศไทยยังคงเป็นประเทศที่มีศักยภาพที่จะเป็นฐานการผลิตที่สำคัญสำหรับนักลงทุนญี่ปุ่นอันดับที่ 4 ในเอเชีย รองจากประเทศจีน อินเดีย และเวียดนาม

ความเห็นนี้สอดคล้องกับตัวเลขการขอรับการส่งเสริมการลงทุนจากสำนักงานส่งเสริมการลงทุนล่าสุดเมื่อสิ้นเดือน ม.ค. ที่ผ่านมา ซึ่งมีการขอรับการส่งเสริมการลงทุนสุทธิเป็นเงินลงทุนถึง 5.64 หมื่นล้านบาท คิดเป็นทุนจดทะเบียน 1.22 หมื่นล้านบาท เป็นสัดส่วนทุนจดทะเบียนของนักลงทุนญี่ปุ่นถึง 9.4 พันล้านบาท หรือประมาณ 77% ของทุนจดทะเบียนรวม ทั้งที่เป็นเงินลงทุนของไทยและคนต่างชาติทุกชาติรวมกัน ซึ่งสัดส่วนการลงทุนของนักลงทุนญี่ปุ่นนี้เพิ่มขึ้นจากเดือน ม.ค. ปี 2552 ถึง 65%

ผลการสำรวจของ JBIC จากการสำรวจความเห็นของบริษัทผู้ผลิตญี่ปุ่นเกี่ยวกับการดำเนินธุรกิจในต่างประเทศ (Survey Report on Overseas Business Operations by Japanese Manufacturing Companies) ซึ่งดำเนินมาตั้งแต่ปี 1989 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้เข้าใจแนวโน้มและอนาคตในการดำเนินธุรกิจในต่างประเทศแต่ละประเทศนั้น ถึงไม่อาจบอกได้ว่า ปัญหาที่เกิดขึ้นที่มาบตาพุดนั้น มิได้ทำให้นักลงทุนญี่ปุ่นขาดความมั่นใจที่จะลงทุนตั้งฐานการผลิต เพราะอาจแย้งได้ว่า ถ้าไม่มีปัญหาที่มาบตาพุด ตัวเลขการขอรับการส่งเสริมการลงทุนของนักลงทุนญี่ปุ่นอาจสูงกว่านี้ แต่อย่างน้อยก็ยืนยันได้ว่าปัญหามาบตาพุดหาได้ทำให้นักลงทุนต้องการย้ายฐานการผลิตไปจากประเทศไทย และทำให้นักลงทุนจากต่างประเทศไม่อยากลงทุนในประเทศไทยโดยสิ้นเชิง อย่างที่ปรากฏเป็นข่าวไม่

การสำรวจของ JBIC จะให้น้ำหนักการศึกษาโอกาสในการประกอบธุรกิจระยะปานกลาง (MediumTerm Business Prospects) ถ่วงน้ำหนักกับมาตรการรองรับปัญหาวิกฤตเศรษฐกิจ (Reactions to the Economic Crisis) และมาตรการปรับปรุงความสามารถในการแข่งขัน (Efforts to Maintain/Improve International Competitiveness) หรืออีกนัยหนึ่ง คือเขามิได้วิตกวิจารณ์เฉพาะวิกฤตระยะสั้น แต่เขามองโอกาสระยะปานกลาง (35 ปี) และมาตรการที่นานาประเทศใช้เพื่อการแก้ไขปัญหาวิกฤตเศรษฐกิจด้วย ไม่ได้มองอะไรแบบเหลืองแดงเหมือนคนไทย คือไม่ดีก็ร้ายไปทั้งหมด สุดแต่จะอยู่ฝ่ายใด

ผลการศึกษาของเขาในส่วนที่พอจะทำให้เราใจชื้นขึ้นก็ได้พูดไปแล้ว แต่ส่วนที่เราน่าจะรับฟังและหาทางแก้ไขก็มีอยู่ โดยเฉพาะส่วนที่เขาพบว่านักลงทุนญี่ปุ่นให้ความสนใจที่จะลงทุนในประเทศจีน อินเดีย และบางประเทศที่กำลังพัฒนา (Emerging Markets) เพิ่มขึ้นโดยต่อเนื่อง แต่ดัชนีความสนใจที่จะลงทุนในอุตสาหกรรมยานยนต์ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ คือลดลงจาก 85% เหลือเพียง 50% ซึ่งเผอิญถ้าผมเข้าใจไม่ผิด อุตสาหกรรมนี้เป็นอุตสาหกรรมหลักของไทย และนักลงทุนญี่ปุ่นคือผู้ลงทุนหลักของอุตสาหกรรมนี้ในประเทศของเรา

นอกจากนั้น ผลการสำรวจยังชี้ให้เห็นว่า ประเทศคู่แข่งของไทย อย่างอินโดนีเซีย อินเดีย และบราซิล น่าลงทุนเพิ่มขึ้น ไม่นับจีน ซึ่งปีนี้กลับมาเป็นประเทศที่น่าลงทุนอันดับ 1 ของญี่ปุ่นอีกครั้งหนึ่ง ส่วนรัสเซีย สหรัฐอเมริกา และที่สำคัญคือ ประเทศไทยนั้นมีความน่าสนใจที่น่าลงทุนลดลง

ใครที่สนใจเรื่องนี้ อ่านรายละเอียดได้จากรายงานผลการสำรวจของ JBIC ประจำปี 2009

ทั้งหมดที่เขียนมาเพื่ออยากชี้ให้เห็นว่าปัญหาสารพัดระยะสั้นในประเทศของเรานั้น ว่าไปแล้วก็หาจะทำให้ประเทศชาติของเราล่มจมลงไปไม่ คนต่างชาติโดยเฉพาะนักลงทุน ยังมองว่าไทยเป็นประเทศที่ยังน่าลงทุน มีโอกาส และช่องทางในการทำมาหากิน ขยายธุรกิจต่อไป อย่างตัวเลขการขอส่งเสริมการลงทุนของญี่ปุ่นในประเทศไทยที่กล่าวถึงข้างต้น เขายังมองข้ามช็อตไปถึงอนาคตในระยะปานกลางและระยะยาว โดยยังมีความเชื่อมั่นว่าท้ายที่สุด ปัญหาต่างๆ ที่ชุลมุนชุลเกกันจนฝุ่นตลบขณะนี้ จะได้รับการแก้ไข

ในอีกมุมมองหนึ่ง ถ้าเรายังปล่อยให้ปัญหาระยะสั้นกลายเป็นปัญหาเรื้อรังเหมือนมะเร็งร้าย ก็แน่นอนว่ามุมมองของนักลงทุนระยะปานกลางและระยะยาวจะเปลี่ยนไป เช่นมุมมองเชิงธุรกิจอุตสาหกรรมบางอุตสาหกรรมที่ไทยเป็นฐานการผลิตสำคัญ เช่นยานยนต์อาจได้รับความสำคัญจากนักลงทุนน้อยลง และมุมมองเชิงเปรียบเทียบที่ปรากฏให้เห็นชัดเจนว่า มีหลายประเทศได้รับความสนใจจากนักลงทุนต่างชาติเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะประเทศคู่แข่งใกล้บ้าน เช่น อินโดนีเซีย ซึ่งว่าไปแล้ว มีความเพียบพร้อมทั้งด้านวัตถุดิบ พลังงาน และขนาดของตลาดซึ่งใหญ่โตมหึมา แต่ในอดีตมีปัญหาการเมือง ความไม่สงบในประเทศ และที่สำคัญคือปัญหาคอร์รัปชันทุกระดับ จนนักลงทุนขยาดไม่อยากเข้าไปลงทุน แต่ปัจจุบันเป็นประเทศที่ค่อนข้างมีเสถียรภาพทางการเมือง และดูเหมือนว่าประธานาธิบดีคนปัจจุบันจะเอาจริงเอาจังกับการแก้ปัญหาโกงบ้านกินเมือง ทำให้ความเชื่อมั่นของนักลงทุนชาวญี่ปุ่นที่จะเข้าไปดำเนินธุรกิจในประเทศนั้นเพิ่มขึ้นตามที่ปรากฏในรายงานของ JBIC ประจำปีนี้

อย่างไรก็ตาม ผมเชื่อมั่นว่าปัญหาเฉพาะจุดเช่นปัญหาที่เกิดขึ้น เพราะความไม่ชัดเจนในกฎเกณฑ์ กติกา มารยาทของไทย เช่นกรณีมาบตาพุดนั้น จะได้รับการแก้ปัญหาในที่สุด และจากประสบการณ์ที่ผ่านมา ผมเชื่อว่าคนไทยนั้นมีความสามารถที่จะปรับตัว แก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นได้เสมอ เพราะเราเก่งและให้ความสำคัญกับการแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นแล้ว และนิยมอัศวินม้าขาว มากกว่าการป้องกันปัญหาไม่ให้เกิดขึ้นและคนที่ปฏิบัติหน้าที่เต็มความสามารถเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดปัญหา

แต่ปัญหาซึ่งผมคิดว่าจะลากพาประเทศนี้เข้าจุดอับคือปัญหาการคอร์รัปชันโกงบ้านกินเมืองในทุกระดับ และทุกโอกาสอย่างมูมมามไม่ละอาย ซึ่งบั่นทอนศักยภาพในการแข่งขันของประเทศทุกด้าน ทั้งด้านการเงินและการพัฒนาบุคลากร การคอร์รัปชันทำให้คนที่มีความรู้ความสามารถ แต่ไม่มีเงิน ไม่มีพวก ไม่มีเส้น ถูกกีดกันออกนอกระบบ ทำให้องค์กรอ่อนแอลง ถึงตอนนั้นคงไม่มีใครอยากเข้ามาลงทุน ยกเว้นผู้ที่ตั้งใจเข้ามาแสวงหาประโยชน์จากความอ่อนแอของชาติที่เปิดโอกาสให้เขาใช้เงินซื้อทุกสิ่งทุกอย่างที่เขาซื้อไม่ได้ในประเทศของเขาเอง

จริงๆ แล้ว ใครมีสตางค์ก็ช่วยพิมพ์กรณีตัวอย่างในฟิลิปปินส์สมัยมาร์กอส อินโดนีเซียสมัยซูฮาร์โต และเขมรสมัยลอนนอล มาแจกให้ผู้มีอำนาจทุกฝ่ายที่กำลังต่อสู้อย่างเอาเป็นเอาตาย และกองเชียร์อ่านบ้าง ผมว่าอาจทำให้เกิดสติขึ้นมาบ้างท่าจะดี

สรุปแล้วในความเห็นของผม มาบตาพุด เสื้อเหลือง เสื้อแดง ไม่น่ากลัวเท่าการคอร์รัปชันครับ

ข่าวล่าสุด

รักชนกชี้ปมเงินบริจาคสุชาดา ไม่ควรนำไปสู่การยุบภูมิใจไทย

รักชนกชี้ปมเงินบริจาคสุชาดา ไม่ควรนำไปสู่การยุบภูมิใจไทย